สมาชิกล็อกอินที่นี่
เสาร์ 18 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย

  • โชติ แพร่พันธุ์ หรือ “ยาขอบ”
    โชติ แพร่พันธุ์ หรือ “ยาขอบ”

    โชติ แพร่พันธุ์ หรือ “ยาขอบ”
    แม่แบบนักเขียนทรหดบนเส้นเกียรติยศนักเขียนไทย

     เขาเป็นนักเขียนแปลกนัก  มีความรักเป็นเครื่องจรรโลงใจ  ยามจะจรดปากกาลงบนแผ่นกระดาษเพื่อบำเรอผู้อ่าน  กระดาษทุกแผ่นต้องเป็นสีมพู  อันเป็นสีสุดรักของเขา  เขาผู้นั้นมีนามในการประพันธ์ว่า “ยาขอบ”  หรือที่นักวรรณกรรมตั้งสมญาว่า วีรบุรุษแห่งสวนอักษร ผู้สร้างสรรค์นวนิยายปลอมพงศาวดารเลื่องชื่อลือทั่วเรื่อง”ผู้ชนะสิบทิศ” สร้างสรรค์เรื่องสั้น “มุมมืด” ปลูกฝังจริยธรรมจนกระทั่งได้รับการบรรจุให้เป็นเรื่องอ่านประกอบการเรียน  สร้างสรรค์เรื่องสั้นอยู่เพื่อรัก  หยดหวานจับใจนักอ่านสตรี  และสร้างสรรค์สารคดี “สินในหมึก” สะท้านใจนักเขียนทั่วบรรณพิภพ


      “ยาขอบ” มีชื่อนามสกุลจริงว่า โชติ แพร่พันธุ์  เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ที่กรุงเทพฯ  บิดาคือ เจ้าอินทร์แปลง  เชื้อสายเจ้าเมืองแพร่สกุลเทพวงศ์  ซึ่งเคยไปอาศัยอยู่ในวังดำรงสถิต ของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อมาศึกษาต่อที่พระนคร  มารดาชื่อ จ้อย เป็นต้นห้องของหม่อมเฉื่อย พระมารดาของม.จ.หญิงพูนพิศมัย  ดิศกุล โดยลักลอบได้เสียกันจนตั้งครรภ์  จ้อยเกรงอาญาวังจึงหนีออกไปอาศัยอยู่กับคุณนายจันทร์  ผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็ก  ส่วนเจ้าอินทร์แปลงจบการศึกษากลับไปเมืองแพร่และแต่งงานกับเจ้าหญิงเทพเกษร จ้อยตั้งชื่อลูกว่าโชติ แทนชื่ออินทรเดช ที่เจ้าอินทร์แปลงเคยสั่งไว้ และได้รับ-ประทานนามสกุลจากสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า แพร่พันธุ์ ภายหลังเจ้าอินทร์แปลงพยายามตามหาลูก   แต่จ้อยไม่ยอมให้พบ และแม้เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสิ้นชีวิตและจัดพิธีฌาปนกิจที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ จ้อยก็ให้ลูกสาบาน ไม่ยอมให้ไปเผาศพบิดา
      โชติ  แพร่พันธุ์ มีชีวิตลุ่ม ๆดอน ๆและระหกระเหิน  เมื่อเล็กเข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่เรียนถึงชั้นมัธยม ๔ ทะเลาะกับครูประจำชั้นจึงเลิกเรียน  หนีออกจากบ้านพระยาบริหารนครินทร์ที่อาศัยอยู่  และเริ่มทำงานประกอบอาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่รับจ้างจูงวัว  เป็นเจ้าสำนักทรงเจ้าเข้าผี  เป็นเด็กรับจ้างคอกม้า  เป็นเด็กรับใช้ ทำงานห้างขายยา และท้ายสุดเข้าทำงานหนังสือพิมพ์ 


     ในปี ๒๔๗๒ เข้าทำงานหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษรายปักษ์ กับกุหลาบ  สายประดิษฐ์ คราวหนึ่งฮิวเมอริสต์ ไม่ส่งต้นฉบับตลกประจำเล่ม  กุหลาบ สายประดิษฐ์ เห็นโชติมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ จึงเคี่ยวเข็นให้เขียนแทนพร้อมตั้งนามปากกาให้ว่า “ยาขอบ” โดยเลียนแบบมาจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษชื่อ เจ.ดับบลิว.ยาค็อบ   ผลงานประพันธ์เรื่องแรกที่ใช้ชื่อ “ยาขอบ”คือ “จดหมายเจ้าแก้ว” ต่อจากนั้นเริ่มเขียนอมตนิยายปลอมพงศาวดารเรื่อง  “ยอดขุนพล” โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากพงศาวดารเพียง ๘ บรรทัด  ภายหลังมาลัย ชูพินิจ เปลี่ยนชื่อให้เป็น “ผู้ชนะสิบทิศ”  ซึ่งเริ่มลงพิมพ์ตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ จบภาคหนึ่งเมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖  และลงพิมพ์ต่อเนื่องได้อีก ๔ ปี ก็หยุดอีก จนกระทั่งโชติ แพร่พันธุ์ถึงแก่กรรม นวนิยายเรืองนี้ก็ยังเขียนไม่จบ แต่ก็เป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้ประพันธ์สูงสุด


     แม้จะดื่มสุราอย่างหนัก และสูบบุหรี่จัด แต่โชติ แพร่พันธ์พิถีพิถันในการเขียนหนังสืออย่างยิ่ง  เขาเขียนหนังสือโดยใช้หมึกสีน้ำเงินบนกระดาษสีชมพู  และบนมุมกระดาษทุกแผ่นต้องมีชื่อ “ยาขอบ” อยู่ด้วย  โชติ เคยได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  เป็นกรรมการวางหลักสูตรวิชาการหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นผู้ดำรงชีวิตด้วยความสำเริงสำราญ  ยึดปรัชญาชีวิตการให้คือความสุข  ไม่เป็นคนสะสมทรัพย์สมบัติ  มีเงินทองเท่าไรก็เลี้ยงดูและแบ่งปันแก่มิตรสหายจนหมด  ไม่มีบ้าน มีแต่ที่ทำงานเป็นที่อยู่อาศัย
    แต่มีมิตรสหายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีผู้อุปการะ  อาทิ  นายวรกิจบรรหารและนางชลอ รังควร เจ้าของโรงพิมพ์  คอยอุปการะช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต 


    โชติเป็นผู้มีกิริยาสุภาพอ่อนโยน  มีเสน่ห์เป็นที่ประทับใจสุภาพสตรี  มีภรรยาหลายคน  ทุกคนล้วนเป็นสตรีสวยงามและดีพร้อม ภรรยาที่เฝ้าดูแลรักษาพยาบาลจนสิ้นลมหายใจคือ คุณประกายศรี ศรุตานนท์ ภรรยาคนสุดท้าย  โชติมีบุตรชายกับภรรยาคนแรกคือคุณจรัส เพียงคนเดียว  ชื่อมานะ แพร่พันธุ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมือง


     นับแต่ปี ๒๔๙๒  โชติสุขภาพทรุดโทรมด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง  วัณโรคและเบาหวาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๙ รวมอายุได้ ๔๘ ปี ๑๐ เดือน ๒ วัน


     โชติ แพร่พันธ์  เกิดในสายตระกูลดี  แต่มีชีวิตระหกระเหินลำบากยากไร้  แต่กระนั้น  เขาก็ใช้ตัวอักษรทำให้ชีวิตของเขามีคุณค่าและความหมาย  โดยการสร้างงานเขียนอันเป็นอมตะไว้ให้เป็นมรดกของชาติ   ปี พ.ศ. ๒๕๕๐  เป็นปีครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี โชติ แพร่พันธ์ เจ้าของนามปากกา “ยาขอบ”  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ขอน้อมรำลึกถึงคุณูปการของเขาที่มีต่อแวดวงวรรณศิลป์  และขอให้คนรุ่นหลังร่วมกันเผยแพร่เกียรติคุณของ “ยาขอบ” ให้ขจรไกลยั่งยืนนาน

         ------------------


    ประวัตินายโชติ แพร่พันธุ์
    พ.ศ.๒๔๙๑-๒๔๙๒
    ประวัตินี้จาก สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
    http://www.thaipressasso.com/asso/chairman5.htm

    โชติ แพร่พันธุ์ เจ้าของนามปากกา “ยาขอบ”ที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ซึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทยสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 มีคำกล่าวกันว่า มี “3 ทหารเสือ” ที่มีผลงานและชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับสูงสุด เสมือนดาวจรัสแสงของบรรณพิภพอยู่ 3 คน


    นั่นคือ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นพี่เอื้อยใหญ่, นายมาลัย ชูพินิจ เป็นพี่กลาง และนายโชติ แพร่พันธุ์ หรือ ”ยาขอบ” คือน้องนุชคนสุดท้อง
    ในช่วงเจริญวัย มารดาของนายโชติ แพร่พันธุ์ได้นำมาฝากเป็นเด็กในบ้านพระยาบริหารนครินทร์ ซึ่งที่บ้านเจ้าคุณผู้นี้ นายโชตมีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมชั้นดีหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน, สามก๊ก, รามเกียร

    ติ์, อิเหนา ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานในการเขียนหนังสือในกาลต่อมา
    จากนั้น ได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพื่อนร่วมห้องเรียนเดียวกัน ต่อมาได้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักเขียนและหนังสือพิมพ์เมืองไทย คือ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์, นายกุหลาบ สายประดิษฐ์, และนายสด กูรมะโรหิต เป็นต้น


    นายโชติ แพร่พันธุ์ ชีวิตเด็กหักเห เมื่อเรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ชั้นมัธยมปีที่ 4 ตอบคำถามของครูถนิม เลาหะวิลัย ที่ถามว่า “ธรรมะคืออะไร” ด้วยนิสัยรักสนุกและเจ้าบทเจ้ากลอนจึงตอบว่าธรรมะคือคุณากร ส่วนชอบสาธร ดั่งดวงประทีปชัชวาล” จึงถูกทำโทษ แต่เจ้าตัวกระโดดหน้าต่างโรงเรียนหนี และหนีออกจากบ้านเจ้าคุณบริหารนครินทร์ด้วย
    หลังจากเร่ร่อนอยู่ริมถนนแถวเจริญกรุง เป็นทั้งจ๊อกกี้แข่งม้า, เด็กปิดใบปลิวหน้าโรงหนัง ครูถนิมมาเจอเข้าจึงรับตัวไปทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรีวิวที่ครูถนิมเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ต่อมา ได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์ธงไทย ของนายเฉวียง เศวตะทัต และเปลี่ยนไปสมัครทำงานเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาของห้างขายยาเพ็ญภาค


    นายโชติ แพร่พันธุ์ มีหน้าที่ออกแบบและค้นคิดประโยคถ้อยคำโฆษณาแปลกๆใหม่ๆ ที่ติดหูผู้ฟังออกสู่ตลาด เป็นที่ถูกใจนายเจือ เพ็ญภาคกุล เจ้าของมากเป็นพิเศษ


    พ.ศ.2472 นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ เล็งเห็นแววนักเขียนเอกของเพื่อนผู้นี้ จึงขอร้องแกมบังคับให้เขียนเรื่องตลกขบขันส่งมาลงเป็นประจำ และตั้งนามปากกาให้ด้วยว่า “ยาขอบ” เลียนแบบมาจากชี่อ “ W.W.JACOB ” นักเขียนเรื่องตลกชื่อดังชาวอังกฤษ “ยาขอบ” นามปากกาของนายโชติ แพร่พันธุ์ นอกจากเขียนเรื่องต่างๆลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ยังมีผลงานการประพันธ์มากมายหลายสิบเรื่อง ที่รวมเล่มไว้ด้วย นิยายเลื่องชื่อของท่านคือ “ยอดขุนพล” ต่อด้วย “ผู้ชนะสิบทิศ” และสามก๊กฉบับวณิพก


    นายโชติ แพร่พันธุ์ เป็นคนมีอัธยาศัยสนุกสนานร่าเริง ชอบดื่มกินกับเพื่อนๆ นักเขียนทั้งที่โรงพิมพ์และสมาคมหนังสือพิมพ์ฯมากกว่าอยู่กับลูกเมีย คือ “จรัส” ภรรยาชาวสวนฝั่งธนบุรี และมีบุตรชายโทน คือนายมานะ แพร่พันธุ์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโสในปัจจุบัน


    หลังจากเดินเข้าออกโรงพยาบาลด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ในที่สุดก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2499 ขณะอายุได้เพียง 51 ปี


    นายโชติ แพร่พันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการหนังสือพิมพ์เลือกตั้งให้เป็นนายกส.น.ท. 2 สมัย ในระหว่างปี พ.ศ.2491-2492 โดยก่อนหน้านั้นได้ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารมาตลอดทุกปี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ

     


    ยาขอบ
    ประวัติส่วนนี้ คัดลอกมาจาก เว็บไซต์
    http://61.19.32.121/banlu/yakuob.htm

    ต่อไปนี้คือที่มาของนามสกุลแพร่พันธุ์ คัดสำเนามาจาก ร.ร.เทพศิรินทร์ เพราะยาขอบเป็นศิษย์เก่าที่นั่น และที่สำคัญเป็นหลานชายแท้ๆของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยน
    แปลงการปกครองเป็นปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นปัจจุบัน...
    ------------------------
    ยาขอบ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ที่บ้านของ คุณนายจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็กของ พระวิมาดาเธอพระองค์เต้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏฯ ที่ยศเส กรุงเทพฯ โดยบิดาของยาขอบ คือ เจ้าอินทร์แปลง ผู้มีเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ สกุลเทพวงศ์ ซึ่งเคยไปอาศัยอยู่ใน วังดำรงสถิต ของสมเด็จพระบรม เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มารดาของยาขอบชื่อจ้อย เป็นต้นห้องของหม่อมเฉื่อย ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาและมารดาของยาขอบนั้นไม่ได้แต่งงานกันตามประเพณี เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสำเร็จการศึกษาก็ได้เดินทางกลับเมืองแพร่ ต่อมาได้สมรสกับเจ้าหญิงเทพเกษร ธิดาแห่งเจ้าเมืองน่าน


    เมื่อความเป็นเช่นนี้มารดาของยาขอบ จึงกลัวอาญา ได้ออกจากวังดำรงสถิต ไปคลอดยาขอบที่บ้านคุณนายจันทร์ โดยของร้องให้เรื่องนี้เป็นความลับ ครั้นที่บิดาของยาขอบยังอยู่ได้ให้ชื่อลูกชายไว้ว่า "อินทรเดช" แต่ด้วยทิฐิของและความเกลียดชัง มารดาของยาขอบจึงตั้งชื่อว่า "โชติ"


    เมื่อจะเข้าโรงเรียนนั้นจึงจำเป็นที่ยาขอบต้องมีนามสกุล มารดาจึงได้ขอให้คุณนายจันทร์ พาบุตรชายไปยังวัง ดำรงสถิต เพื่อขอประทานนามสกุลจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ประทานนามสกุลแก่ยาขอบ ว่า "แพร่พันธุ์"


    แม้ต่อมา เจ้าอินทร์แปลง ผู้เป็นบิดาพยายามที่จะตามหายาขอบเพียงใด มารดาของยาขอบก็กีดกันไม่ให้พบ และไม่ยอมที่จะรับความช่วยเหลือใดๆ จนแม้เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสิ้นชีวิตลง มารดาก็ไม่ยอมให้ยาขอบได้ไป ร่วมฌาปนกิจบิดา


    การศึกษา

    เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ ยาขอบมีอายุได้ ๖ขวบ จึงเป็นวัยที่ต้องเข้าศึกษา จึงได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
    ด้วยที่ยาขอบเป็นเด็กที่ซนและดื้อมาก จึงโดนเฆี่ยนอยู่เสมอ และที่โรงเรียนเทศิรินทร์ ยาขอบยังเคยสอบตกซ้ำชั้น
    และเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน


    ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ขณะที่ยาขอบศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีท ี่๔ ยาขอบได้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับ อาจารย์ประจำชั้นคือ ครูถนิม เลาหะวิไล อย่างรุนแรง โดยครูถนิม ได้ถามว่า ธรรมะคืออะไร ยาขอบได้ตอบคำถามครูว่า ธรรมะคือคุณากร! เมื่อยาขอบถูกลงโทษจึงได้คิดถือโกรธแค้นเคือง วันต่อมาจึง ปลดหมวกของครูลงพื้น แล้วได้เหยียบย่ำสมใจ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ยาขอบต้องออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งแต่นั้นมา


    ยาขอบได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงม้าและขี่ม้ามาตั้งแต่เล็กๆ เนื่องด้วยมารดาได้เข้าไปอยู่ในอุปการะ ของ หม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล ณ วังสำเพ็ง และทรงมีคอกม้าส่วนพระองค์

    เมื่อบั้นปลายชีวิตของมารดา ได้นำยาขอบไปฝากไว้กับ พันตำรวจเอกพระยาบริหารนครินทร์


    ประวัติงาน

    ยาขอบ ได้หนีออกจากบ้านของพระยาบริหารนครินทร์ ในวันที่ได้รับเงินค่าเล่าเรียน ๔๐บาท และได้ใช้เดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนเงินหมดจึงเริ่มทำงานชิ้นแรก คือ รับจ้างจูงวัวจากหัวลำโพงไปถนนตก ได้ค่าแรง ตัวละสลึง แต่ทำได้ไม่กี่เที่ยวก็เลิก จากนั้นไปอาศัยอยู่กับอาแท้ๆ แถวศาลาแดง ชื่อจีบ มีาชีพเป็นเจ้าสำนักทรงเจ้าเข้าผี โดยยาขอบมีกิจวัตรประจำวันคืออ่านหนังสือประโลมโลกย์ให้เขาฟัง และเคยถูกบังคับให้เป็นคนทรงด้วย แต่ด้วยที่ยาขอบเห็นเป็นอาชีพหลอกลวง จึงได้หนีออกมาไปนอนเร่ร่อนตามคอกม้ากับบรรดาเด้กขี่ม้าที่ชอบใจกัน


    ต่อมาได้มีโอกาสดูแล ฝึกซ้อมจนสามารถขี่ม้าแข่งได้ด้วยตนเอง เวลาที่ว่างจากการซ้อมแข่งม้า ก็ไปวิ่งวัว วิ่งรอก ว่าวจุฬากลางทุ่งศาลาแดงและวนเวียนไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ หลังโรงเรียนเลิกแล้วที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พอ เล่นเสร็จก็กลับไปสู่คอกม้า ต่อมา ม.ล.ต๋อย ม.ล.ต้อย และ ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เคยได้ร่วมชั้นเรียนเดียวกัน จึงขออนุญาตบิดา มารดา ให้นายโชติ แพร่พันธุ์ ยาขอบ ในวัย ๑๓ปีกว่าๆ เข้าไปอยู่ที่บ้านด้วย


    เมื่อชีวิตที่เคยชินกับการโลดโผนสนุกสนานไปตามอารมณ์นั้นค้องมาอยู่ในกรอบบ้านที่เป็นระเบียบ ชีวิตสงบเงียบ ยาขอบจึงเริ่มเบื่อหน่าย จึงขอออกจากบ้านหลังนั้นมา จนวันหนึ่ง เดินอยู่ที่ถนนเจริญกรุงตอนล่าง ถึง ริมฝั่งแม่น้ำ ยาขอบได้ยินคนแจวเรือจ้างพูดถึงเรื่องฝากตัวบุตรไปไว้ในอุปการะของพระยาพิทักษ์ภูบาล ซึ่งกำลังจะตามเสด็จ องค์ล้นเกล้ารัชกาลที่๖ ไปบางประอิน ยาขอบจึงเห็นว่าการที่จะได้ตามไปบางประอินนั้น จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับองค์ล้นเกล้า จึงขอติดตามสมัครไปด้วยเป็นเด็กรับใช้พระยาพิทักษ์ภูบาล โดยเมื่อพระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ทราบว่า
    ยาขอบเคยอยู่กับพระยาบริหารนครินทร์ มาก่อน จึงรับไว้ทันที ซึ่งณะนั้นยาขอบมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี


    ด้วยความเฉลียวฉลาด คล่อแคล่ว ทำให้ได้รับเมตตาใช้สอยใกล้ชิด รวมทั้งมีหน้าที่อ่านหนังสือให้ฟัง หรือเขียนตามคำบอก จนมีอายุได้ ๑๗ปีเต็มซึ่งต้องไปขึ้นทะเบียนทหาร พระยาพิทักษ์ภูบาลจึงนำตัวไปเป็นสารวัตรทหาร สำหรับติดตามรับใช้ต่อไป ครั้นในสมัยรัชกาลที่๗ ประเทศไทยประสบภาวะเศรษกิจ อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ของโลกถดถอยลงจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ถูกดุลออกจากราชการ มาประกอบอาชีพ ค้าขาย ซึ่งยาขอบได้ช่วยอยู่ระยะหนึ่งจึงได้ลาออกมา


    ในขณะที่เร่ร่อนอยู่นั้น ยาขอบบังเอิญได้ไปพบกับครูถนิม เลาหะวิไล ครูเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ยาขอบได้เคยมีการโต้เถียงอย่างรุนแรง จนต้องออกจากโรงเรียน ครูถนิม เลาหะวิไล ได้นำยาขอบ ไปฝากเข้าทำงานที่ ร้านพร้อมภัณฑ์ของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ซึ่งกำลังออกหนังสือการเมืองรายสัปดาห์ชื่อ"สยามรีวิว"โดย ครูถนิม เลาหะวิไล เป็นบรรณาธิการ ยาขอบมีหน้าที่เขียนตามคำบอกของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ที่มีสุขภาพไม่ดีในอัตราค่าจ้างเดือน ละ ๑๕ บาท แต่ทำงานอยู่ได้แค่ ๑๒ วัน ยาขอบหยุดงานไปโดนไม่ลา จึงถูกให้ออกจากงาน


    จากนั้นได้ไปขอทำงานที่หนังสือพิมพ์ธงไทย ของเพื่อนคือ เฉวียง เศวตะทัต ในฐานะผู้สื่อข่าว ซึ่งนับว่าเป็นโอกาส ครั้งแรกที่ได้เขียนหนังสือ และได้มีส่วนรายงานข่าวแบบใหม่เหมือนวรรณกรรมข่าว จนเป็นที่พอใจมากของผู้เป็นบรรณาธิการ แต่หนังสือพิมพ์ธงไทย ก็ต้องปิดตัวเองลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ขณะนั้นยาขอบมีอายุได้ ๒๐ปี


    หลังตกงานได้มีมิตรผู้ใหญ่ ไปฝากทำงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ในระหว่างนั้นยาขอบก็ยังคบหากับเพื่อนโรงเรียน เทพศิรินทร์ที่ได้เป็นนักเขียนหลายคนแล้ว เช่น ศรีบูรพา - กุหลาบ สายประดิษฐ์, เฉลียง เศวตะทัต, ป่วน บูรณศิล ปิน, สด กูรมะโรหิต, เปลื้อง ณ นคร เป็นต้น


    ในปีพ.ศ.๒๔๗๒ ศรีบูรพา- กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้จัดตั้งคณะนักเขียนสุภาพบุรุษ ออกหนังสือสุภาพบุรุษรายปักษ์ มีคราวหนึ่งครูอบ ไชยวสุ หรือ ฮิวเมอรืริสต์ มีเหตุจำเป็นไม่สามารถส่งต้นฉบับเรื่องตลกประจำเล่มได้ ศรีบูรพา ได้เห็นว่ายาขอบ เป็นผู้มีอารมร์ขันอยู่มาก จึงเคี่ยวเข็ญให้เขียนเรื่องมาลงแทน พร้อมกับได้ตั้งนามปากกาให้ว่า ยาขอบ


    นามปากกา "ยาขอบ" นี้ เลียนแบบมาจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษที่ชื่อ เจ.ดับบิว.ยาค็อบ ทำให้เกิดงานประพันธ์ ชิ้นแรกขั้นในนามยาขอบ ชื่อเรื่องว่า จดหมายเจ้าแก้ว


    ขณะที่ยาขอบ ทำงานอยู่ที่ห้างขายยาเพ็ญภาค เป็นปีที่ ๕ นั้น ก็ต้องลาออกเพราะว่าเกิดไปมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับน้อง สาวสุดที่รักของนายห้า คือคุณจรัส ซึ่งได้เป็นภรรยาคนแรกของยาขอบ จนมีบุตรคือ นายมานะ แพร่พันธุ์ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายวัน ต่อมานั้นยาขอบได้มีภรรยาอีกหลายคนคือ คุณสงวนศรี, คุณ
    ชลูด, คุณประกายศรี ศรุตานนท์


    ในปี พ.ศ.๒๔๗๔ เมื่อออกจากงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ก็ได้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ชื่อว่า สุริยา และได้เริ่มต้นเขียนอมตนิยายปลอมพงศาวดารเรื่องยอดขุนพล ในนามยาขอบ ที่นี่ โดยยาขอบได้อาศัยเค้าเรื่องจาก พงศาวดารเพียง ๘ บรรทัด แต่เขียนได้ไม่นานหนังสือพิมพ์สุริยาก็ปิดกิจการลง


    ต่อมาเมื่อนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ไปทำหนังสือพิมฑ์ประชาชาติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ยาขอบได้ถูก กำหนดให้เขียนเรื่องยอดขุนพลต่อไปอีก แต่เรียมเอง นายมาลัย ชูพานิช ได้เปลี่ยนชื่อเรื่องให้ใหม่เป็นผู้ชนะสิบทิศ โดยเริ่มพิมพ์ตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ จนจบภาคหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๖ และลง พิมม์ต่อเนื่องได้ ๔ ปี ก็หยุดอีกครั้ง ต่อมาจึงไปต่อตอนที่หนังสือพิมพ์สยามนิกร ยังไม่ทันจบก็ต้องยุดอีก และหยุดลงจนยาขอบได้เสียชีวิตลง


    แม้นวนิยายผู้ชนะสิบทิศ ที่ยาขอบประพันธ์ยังไม่จบลง แต่ผู้ชนะสิบทิศที่ยาขอบได้เสกสรรค์นี้ ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากที่สุด มาทุกยุคทุกสมัย และ ผู้ชนะสิบทิศนี้ เป็น บทประพันธ์ที่ทำให้ ชื่อของยาขอบ ติดตรึงอยู่บนฟากฟ้า ทำเนียบนักประพันธ์ไทยไปตลอดกาล


    อย่างไรก็ตามยังคงมีหลักฐานปรากฏไว้ว่า ยาขอบได้เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก แล้วพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ ชื่อ มารหัวใจ โดยใช้นามปากกาว่า กฤษณา และเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ อารมร์ โดยใช้นามจริง ลงในหนังสือช่วยกาชาด เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๕ นอกจากนั้ยังมีบทประพันธ์พวกเรื่องแปล ร้อยกรอง สารคดี บทความ และอื่นๆอีกมากมาย


    ยาขอบเป็นคนที่ ชอบดื่มสุราอย่างหนัก แต่เวลาจะเขียนเรื่องนั้นยาขอบจะไม่ดื่มสุราเลย แต่จะสูบบุหรี่จัด และพิถีพิถันในงานเขียนทุกเรื่อง โดยเขียนหวัดแกมบรรจง ใช้หมึกสีน้ำเงินลงบนกระดาษสีชมพู และมุมระดาษทุกแผ่นจะต้องมีชื่อ ยาขอบ อยู่ด้วย

     

    นายกสมาคมหนังสือพิมม์

    ยาขอบยังเคยได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเชิญเป็นกรรมการวางหลักสูตรวิชาหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารหนังสือพิมพ์ประชามิตรรายสัปดาห์ และยังเคยได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ แต่สอบไม่ได้

    ชีวิตปั้นปลาย

    ยาขอบเป็นผู้ดำรงชีวิตสำราญสำเริงตลอดเวลา ยึดปรัญชาการให้คือความสุข ยาขอบไม่เป็นคนสะสมทรัพย์ เมื่อมีเงินทองเท่าไรก็นำไปเลี้ยงดูและแบ่งปันกับมิตรสหายจนหมด แม้แต่บ้านของตัวเองจริงๆ ก็ยังไม่มีจะอยู่ ได้แต่ยึดเอาที่ทำงานเป็นที่พักอาศัย รวมทั้งรักการดื่มสุรายิ่งกว่าสิ่งใด แม้จะเป็นคน ที่มีกิริยาสุภาพ อ่อนโยน มีเสน่ห์ ภรรยาทุกคนของยาขอบล้วนแล้วแต่สวยงามและดีพร้อม แต่ภรรยาก็ไม่สามารถทนยาขอบได้ จนระอา หนีไปกันหมด เหลือเพียง คุณประภาศรี ศรุตานนท์ ที่คอยเป็นเพื่อนรักษาพยาบาลเท่านั้น เพราะตั้งแต่หลัง พ.ศ. ๒๔๙๒
    ยาขอบมีสุขภาพทรุดโทรมมากด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๙ สิริรวมอายุได้ ๔๘ ปี ๑๐ เดือน ๒ วัน


    ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีได้มาเป็นประธานในพิธีณาปนกิจศพของยาขอบ

    นามปากกา
    ยาขอบ , กรทอง , ช.ช้าง , กฤษณา

    บทประพันธ์
    นวนิยาย : ผู้ชนะสิบทิศ, พรานสวาท
    เรื่องสั้น : อารมณ์, คามวาสี, รอยโครอยเกวียน, รักแท้, เพื่อนแพง, เมียน้อย, มุมมืด ฯลฯ
    เรื่องแปล : สนนพระจอมเกล้า, บุปผาในกุณฑีทอง ฯลฯ
    สารคดี : สินในหมึก, เรื่องไม่เป็นเรื่อง, หนุมานลูกใคร ฯลฯ
    ผลงานเรียบเรียง : มหาภารตะ, สามก๊กฉบับวณิพก ฯลฯ
    ร้อยกรอง : อะไรเอ๋ย, ยอขอบสอนตนเอง ฯลฯ
      

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design