สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 13 ธันวาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

  • อบรมการเขียนนวนิยายขนาดสั้น ๓๐-๓๑ พ.ค. ๕๒
    อบรมการเขียนนวนิยายขนาดสั้น ๓๐-๓๑ พ.ค. ๕๒
    โพสต์โดย suisia เมื่อ 08 Jun 2009 (14:42:07 pm) [1001/1]

    ความคิดเห็น
    คำสาป รัก ฟาโรห์
    บทที่1 การกลับมาสู่มาตุภูมิ

    ในปีคริสต์ศักราช 2003 การกลับมาสู่มาตุภูมิครั้งแรกของ ฟาโรห์ราเมเสสที่1 หลังจากแผ่นดินบ้านเกิดไปนานกว่า 140 ปี นี่คงเป็นการเริ่มต้นครั้งแรกในหน้าประวัตติศาสตร์ของการกลับมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของอดีตฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ที่ 19
    ฟาโรห์ราเมเสสที่1 ถูกส่งตัวมาจากพิพิธภัณฑ์ ไมค์เคิล ซี คาลอร์สโดยมี ดร.ซาฮี ฮาวาส นักโบราณคดีผู้มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือของชาวอียิปต์เป็นเสมือนกุญแจสำคัญในหน้าประวัตติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอียิปต์ เขาทำทุกๆ อย่างเพื่อประเทศอียิปต์มากกว่าทำเพื่อตัวของเขาหรือผลประโยชน์ของพวกพ้อง นั่นคือการทวงคืนวัตถุโบราณสมบัติของแผ่นดินอีกหลายร้อยชิ้น ที่ถูกลักลอบออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
    การกลับคืนมายังแผ่นดินบ้านเกิดซึ่งเคยเป็นอาณาจักรแห่งความรุ่งเรื่องในยุคราชวงศ์ที่19 ของราเมเสสที่1 สร้างความตื่นตัวให้กับบรรดาชาวโลกทั้งหลายรวมถึงนักโบราณคดีทั่วสารทิศ กับสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า มัมมี่ ซึ่งมัมมี่ที่ว่านี้หาใช่มัมมี่ธรรมดาเป็น มัมมี่หลวง เป็นฟาโรห์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชอาณาจักรใหม่ ราว 1539-1075 ปีก่อน ค.ศ.
    ณ.กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ข่าวการการส่งมอบมัมมี่ราเมเสสที่1 จากพิพิธภัณฑ์ ไมค์เคิล ซี คาลอร์ส เป็นข่าวดังหน้า1ของโลก บรรดานักข่าวช่างภาพสื่อมวลชนและคนในแวววงนักโบราณคดีสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ยากนักสำหรับคนที่สนใจในเรื่องนี้ที่จะพลาดการมายังพิพิธภัณฑ์กรุงไคโรเพื่อได้สัมผัสเห็นถึงอดีตกาลตำนานของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
    ธงชาติผืนใหญ่ของประเทศอียิปต์ปิดคลุมกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมานับหมื่นไมล์สิ่งของที่อยู่ภายในกล่องใบใหญ่ถูกจับจ้องมองจากสายตานับพันนับหมื่นคู่ที่เข้ามาทำข่าวถ่ายภาพรวมถึงถ่ายทอดสดรายงานไปยังหลายประเทศทั่วโลก ความตื่นตาตื่นใจในการเปิดให้สื่อมวลชนรวมถึงคนทั่วโลกได้เห็นมัมมี่พระศพฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่
    สื่อมวลชนมากมายนับร้อยนับพัน กล้องวีดีโอ กล้องถ่ายภาพนิ่งนับร้อยนับพันทำการบันทึกภาพในขณะที่กล่องใบใหญ่กำลังจะถูกเปิด ทุกคนจับจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อแทบไม่กระพริบตา ทุกๆ คนที่อยู่ในรอบบริเวณนั้นต่างพากันตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เสียงผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญกับการกลับมาสู่บ้านเกิดอดีตซึ่งเคยเป็นอาณาจักรแห่งฟาโรห์ราเมเสสที่1
    เสียงแตรวงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญแด่พระองค์ ผู้คนต่างจับจ้องมองยังร่างมัมมี่หลวงซึ่งนอนนิ่งสงบอยู่ตรงหน้า ทันทีที่ธงผ้าผืนใหญ่คลุมกล่องค่อย ๆเคลื่อนออกจากฝากล่องอย่างช้าๆ ฝากล่องใบใหญ่ค่อยๆ เปิดออกท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
    “ผมในนาม ดร.ฮาวาส ขอต้อนรับการกลับมาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ราเมเสสที่1 สู่บ้านเกิด” น้ำเสียงนักโบราณคดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์เสียงสั่นเครือ หยาดน้ำใสๆ เอ่อล้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด สายตาเขาจับจ้องมองพระพักตร์อย่างนอบน้อมโหยหาอาลัยของการจากไปนานแสนนานของผู้อันเป็นที่รักยิ่ง นี่คงเป็นการพบกันครั้งแรกของความโหยหาและคิดถึงของชาวอียิปต์ทั่วทั้งประเทศ
    “และนี่เป็นสิ่งสำคัญที่ผม ดร.ฮาวาส อยากบอกกับทุกๆ ท่านในที่นี้ว่านี่เป็นการกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด และอีกเช่นกันกับการได้อยู่พร้อมหน้ากันของ ราเมเสสที่ 1ผู้เป็น บิดา เซติที่1 ผู้เป็นมารดา และ ราเมเสสที่2 พระโอรส ในพิพิธภัณฑ์ของชาวอียิปต์อันเป็นบ้านเกิดของ ฟาโรห์รามเสส หาใช่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของชาวต่างชาติอย่างที่เป็น” น้ำเสียงนิ่งเย็บเฉียบแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจต่อการได้คืนมาของสิ่งสำคัญต่อหน้าประวัตติศาสตร์ของชาวอียิปต์
    ผู้คนชาวอียิปต์รวมถึงนักโบราณคดีต่างชาติพากันโห่ร้องด้วยความยินดีกับการทำหน้าที่ของ ดร. ฮาวาส บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองแสดงความยินดีมีความสุขสดชื่นปิติยินดีของชาวอียิปต์กับการได้ของสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์
    ชาวอียิปต์มากมายทั่วสารทิศรวมถึงผู้คนจากต่างประเทศพากันหลั่งไหลมายังพิพิธพันธ์แห่งกรุงไคโรเพื่อร่วมแสดงความยินดี และหนึ่งในนั้นคือทายาทคนสำคัญแห่งพิพิธภัณฑ์ชื่อดังของแอตแลนด์ติค ซึ่งเธอเฝ้าติดตามการกลับมายังบ้านเกิดของราเมเสสอย่างใกล้ชิดรวมถึงสมัยที่ราเมเสสที่1ยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเธอเช่นกัน
    มัมมี่หลวงราเมเสสที่1 ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ในกรุงไคโรไม่นานนัก การเดินทางกลับยังบ้านเกิดของราเมเสสเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ของอียิปต์ซักซ้อมเตรียมความพร้อมทุกๆ ด้านจนถึงวันพร้อมที่จะส่งตัวมัมมี่หลวงกลับสู่บ้านเกิดยัง หุบเขาราชา
    ราเมเสสที่1 ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพิพิธภัณฑ์กรุงไคโรเพื่อนเดินทางเป็นครั้งสุดท้ายไปยังบ้านเกิดอีก300ไมล์ไปยัง ลักซอร์ ขบวนต้อนรับการกลับมาของพระองค์ตลอดสองข้างทางไปยัง ลักซอร์ ประชากรชาวอียิปต์ต่างพากันออกมาแสดงความเครารพในองค์
    เสียงแตรนำจากวงดุริยางค์เริ่มบรรเลงเพลงสรรเสริญในพระองค์อีกครั้ง โดยมีดร.ฮาวาส และบุคลสำคัญต่างๆ ของประเทศอียิปต์เดินนำหน้าขบวนรถม้ามีพระศพของราเมเสสค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปยังวิหาร คานัค ซึ่งอดีตราเมเสสเป็นผู้สร้างขึ้นในราชวงศ์ที่19 เพื่อเป็นศูนย์รวมของความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณของชาวไอยคุปต์
    เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของประชากรชาวอียิปต์หมื่นนับแสนคนทายาทลูกหลานที่พระองค์เคยปกครองมาเมื่อสมัยอดีตกาลที่ผ่านมาต่างพากันแสดงความเคารพพระศพท่านและแสดงความยินดีต่อการกลับมาของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่กาลนานนับ3000กว่าปี
    ขบวนพระศพของราเมเสสที่1เคลื่อนขบวนออกจากวิหารคานัคมายังแม่น้ำไนค์เพื่อนำพระศพของท่านล่องเรือจากแม่น้ำไนล์ไปยังจุดหมายปลายทาง อีกฝากของท่าเทียบเรือคือหุบเขาราชาซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ฝังพระศพและฟาโรห์หลายพระองค์รวมถึงทรัพย์สมบัติต่างๆ และปลายทางสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้คือ พิพิธภัณฑ์ลักซอร์
    ขบวนพระศพมาถึงริมฝั่งแม่น้ำไนล์ เรือพระที่นั่งเตรียมพร้อมชักใบเรือสำหรับการนำราเมเสสที่1ไปยังจุดหมายปลายทางเป็นภาพแห่งความยิ่งใหญ่ต้อนรับการกลับมา ผู้คนมากมายริมฝั่งแม่น้ำไนล์เจ้าหน้าที่หน่วยงานสำคัญพากันทยอยลงเรือทีละลำ ทีละลำ โดยมีชาวบ้านให้การต้อนรับนับพันนับหมื่นต่อขบวนเรืออันทรงเกียติร พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุข
    “สวัสดีค่ะคุณเอมเมอร์รี่...ดิฉันญาดานักข่าวจากประเทศไทยค่ะ...ที่เคยสัมภาษณ์คุณที่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโรพอจำได้ไหมค่ะ” นักข่าวสาวไทยรีบสาวเท้าเข้าประชิดตามติดทายาทมหาเศรษฐีเจ้าของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังก่อนที่เธอจะก้าวลงขบวนเรือไปเสียก่อน
    “ค่ะ...อืม...มีอะไรหรือค่ะ” ทายาทสาวมหาเศรษฐีเผยยิ้มเต็มวงหน้าแววตาประกายฟ้าสดใสจับจ้องมองนักข่าวสาวอย่างไม่แน่ใจว่าเธอจำผู้ที่ยืนอยู่หน้าได้หรือเปล่า
    “อืม...คือ...คือว่าดิฉันอยากขอสัมภาษณ์คุณเอมเมอร์รี่ถึงการมาร่วมขบวนเรือพระศพนะค่ะแล้วก็เรื่องสมบัติของฟาโรห์ในพิพิธภัณฑ์ของตระกูลคุณเอมเมอร์รี่ด้วยนะคะ...อืมจะได้ไหมคะ” นักข่าวสาวประหม่าเสียงสั่นมองใบหน้าหญิงสาวผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคมคนชั้นสูง
    ญาดานักข่าวสาววัย25 ปี ความจริงแล้วเธอค้นคว้าหาข้อมูลติดตามข่าวรู้เรื่องราวของเอมเมอร์รี่มากพอๆ กับรู้จักชีวิตตัวเอง แต่การที่เธอจะตกเรือในขบวนแห่พระศพครั้งนี้เห็นทีจะพลาดเป็นครั้งยิ่งใหญ่กับการเดินทางมาทำข่าวครั้งนี้ เธอจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อร่วมเดินทางไปกับขบวนเรือ
    “อืม...ถ้าอย่างนั้นขึ้นไปบนเรือด้วยกันไหมถ้าจะสัมภาษณ์...พอดีฉันมีเวลาไม่มากนักต้องรีบบินกลับทันทีที่ส่งพระศพราเมเสสที่1ถึง...ลักซอร์” เอมเมอร์รี่ยิ้มกว้างอีกครั้งพร้อมกับรวมผมสีทองยาวสลวยบนใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วยจมูกโด่งเป็นสันงามรับกับคิ้วโค้งดวงตากลมโตก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงเรือ
    “ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ...คุณเอมเมอร์รี่” นักข่าวสาวยิ้มเต็มหน้ากับการได้ร่วมลงเรือลำเดียวกับทายาทมหาเศรษฐี ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอไม่พลาดการทำข่าวแห่พระศพบนเรือแล้วเธอยังได้งานสัมภาษณ์เอมมารี่อีกด้วย
    ขบวนเรือนำพระศพค่อยๆ ล่องไปตามแม่น้ำไนล์ที่นิ่งสงบ แสงอาทิตย์สาดแสงประกายทองอมส้มกระทบผิวน้ำสีเขียวมรกตที่นิ่งสงบคล้ายกับว่ากำลังรอคอยการต้อนรับกลับมาของอดีตฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้คนมากมายริมฝั่งแม่น้ำไนค์ต่างพากันตะโกนก้องส่งเสียงสรรเสริญตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนักกับผู้ที่ได้พบเห็น
    ระหว่างการเดินทางขั้นตอนสุดท้ายของการส่งคืนมัมมี่หลวงรามเมเสสที่1 ผู้คนต่างเปรี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ขบวนเรือแห่พระศพหลายสิบลำเรือ รวมถึงขบวนเรือต่างๆ ของผู้คนที่พากันมาคอยต้อนรับค่อยๆ ล่องเรือตามขบวนเรือพระศพอย่างช้าๆ สงบนิ่ง รอยยิ้มและความอิ่มใจกับการได้มาร่วมอยู่ในขบวนต้อนรับมัมมี่หลวงต่างกันโห่ร้องตะโกนก้องไปทั่วสารทิศ
    ความสวยงามของลุ่มแม่น้ำไนล์ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาในยามนี้ช่างเป็นภาพสุดที่จะบรรยายออกมาด้วยถ้อยคำใดๆ ทำให้เอมเมอร์รี่ไม่อาจทนนั่งดูความสวยงามสองฝั่งแม่น้ำไนล์กับความสวยสุดพรรณนาอยู่ในลำเรือต่อไปได้
    “ฟารียะฮ์...ฉันอยากได้ภาพแม่น้ำไนล์สวยๆ โดยมีฉันอยู่ในนั้นด้วยนะ...” เอมเมอร์รี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับขยับเดินออกมาจากลำเรือเดินมาที่กาบเรือด้านหน้า
    “ค่ะ...ได้ค่ะ…คุณเอมเมอร์รี่” เธอลุกขึ้นเดินตามออกไป
    ฟารียะฮ์ นักอียิปต์วิทยาหญิงสาวผู้เป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดอียิปต์ของคนรุ่นใหม่ เธอทำหน้าที่เสมือนไกด์ส่วนตัวของเอมเมอร์รี่ในการมาเยือนอียิปต์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากนั้นกับการมาเยือนในฐานะอื่น ฟารียะฮ์ รู้ดีว่าเอมเมอร์รี่หญิงสาวผู้นี้มีสมบัติของแผ่นดินบ้านเกิดเธออยู่มาก รวมถึงเครื่องประดับที่เอมมารี่ใส่มันมาในงานนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุโบราณ เป็นเครื่องประดับขององค์ฟาโรห์บรรพบุรุษเธอเมื่อ3000กว่าปี
    เอมเมอร์รี่เดินออกมายืนโพสท์ท่าถ่ายภาพโดยมีฟารียะฮ์ ช่างภาพมือสมัครเล่นช่วยเก็บภาพเธอบนลำเรือที่แล่นอยู่บนแม่น้ำไนล์ ระหว่างที่โพสท์ท่าถ่ายภาพอย่างสนุกสนาน เธอนึกสนุกอยากถ่ายภาพคู่กับนักโบราณคดีสาวชาวอียิปต์ซึ่งทำตัวไกด์ให้กับเธอในเวลานี้
    “อืม...ฟารียะฮ์ เธอบอกน้องนักข่าวคนนั้นนะ...ให้มาช่วยถ่ายภาพหน่อยซิ...ฉันอยากถ่ายภาพคู่กับเธอนะ…ฟารียะฮ์” เธอบอกและชี้นิ้วไปยังนักข่าวสาวไทย
    “ค่ะ...คุณเอมเมอร์รี่...สักครู่นะคะ...ดิฉันจะไปตามน้องนักข่าวคนนั้นให้คะ...” ผู้เป็นเจ้าบ้านน้อมรับอย่างนอบน้อม เดินกลับมาหานักข่าวสาวไทยที่กำลังสาระวนกับการถ่ายภาพเก็บบรรยากาศต่างๆ ในพิธีการงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
    “คุณนักข่าว...คุณนักข่าวคะ...ทางนี้ค่ะ” ฟารียะฮ์เดินเข้ามาร้องเรียกญาดาที่กำลังเดินเก็บภาพ เสียงของฟารียะฮ์ดังพอที่จะทำใมห้นักข่าวสาวหกันมาทางต้นเสียง
    “ค๊ะ...เรียกฉันหรือคะ...มีอะไรหรือค่ะ...คุณฟารียะฮ์” ญาดารีบขานรับขยับกล้องถ่ายภาพประครองไว้เงยหน้าขึ้นสบตาสาวร่างสูงโปรงใบหน้าคมเข้ม
    “เธอรู้จักชื่อฉันด้วยหรือ....รบกวนช่วยถ่ายภาพให้คุณเอมมารี่กับฉันทีค่ะ...คุณนักข่าว” ฟารียะฮ์ สาวผิวสีน้ำผึ้งวงหน้ารูปงามคมเข้มตามแบบฉบับสาวอียิปต์ถึงแม้จะมีผืนผ้าคลุมหน้าเธออยู่บ้างแต่ก็เผยรอยยิ้มและแววตาอย่างมิตรภาพของผู้เป็นเจ้าบ้าน
    “รู้จักซิค่ะ...คุณฟารียะฮ์นักอียิปต์วิทยาสาวสวย...ทั้งเก่งและสวยใครบ้างจะรู้จักคะ”
    “คุณนักข่าวก็ชมเกินไปนะ...ฉันก็แค่นักโบราณคดีเล็กๆ คนหนึ่งนะ...เอาเป็นว่าช่วยถ่ายรูปให้หน่อยนะคะ...ไปกันเถอะค่ะเดรฃํยวคุณเอมเมอร์รี่เธอจะรอนานนะคะ...”ฟารียะฮ์สาวสายเลือดอียิปต์โดยแท้ผู้มุ่งมั่นกับการอนุรักษ์และรักษาไว้ซึ่งวัตถุโบราณและโบราณสถาน
    “ได้ซิค่ะ...ยินดีอย่างยิ่งค่ะ” นักข่าวสาวยิ้มแก้มแทบปรินานๆ จะได้ถ่ายภาพสวยๆ ที่มีทั้งวิวสวยๆ กับนางแบบกิตติมาศักดิ์ที่แสนสวยและรวยทรัพย์
    เอมเมอร์รี่สนุกกับการโพสท์ท่าถ่ายรูปบนลำเรือที่ค่อย ๆล่องไปอย่างช้าๆ โดยมีนักข่าวสาวกับฟารียะฮ์ สลับสับเปลี่ยนกันเก็บภาพความสวยงามของเธอที่แต่งแต้มลำน้ำไนล์ให้สวยสมบูรณ์แบบ เอมเมอร์รี่เปลี่ยนอิริยาบถนั่งลงตรงกาบเรือค่อยๆ ยื่นมือลงไปสัมผัสกับสายน้ำสีมรกตในยามนี้มันสวยงามเหมือนภาพจิตกรรมของศิลปินชั้นเอกที่แต่งแต้มให้ลำน้ำแห่งนี้งดงามคล้ายสรวงสวรรค์
    เรียวแขนขาวยาวระหงส์ยื่นออกจากลำเรือวาดลงสัมผัสผิวน้ำใสเย็น ข้อมือเรียวงามประดับด้วยกำไลข้อมืองามสวยสมเป็นวัตถุโบราณชิ้นเอกยุคก่อนคริสตกาล เรียวนิ้วยาวอ่อนช้อยประดับประด้วยแหวนทองคำรูปทรงสวยงามที่หัวแหวนประดับด้วยอัญมณีสีเขียวใสประกายระยิบระยับยากนักจะมีใครจะสวมใส่ได้งดงามเช่นเธอ
    ทันทีที่เธอยื่นมือลงสัมผัสผิวน้ำใสเย็นสีเขียวมรกตฉับพลันมันแปรเปลี่ยนสี บัดนี้ลำน้ำไนล์ตรงหน้าเธอกลายเป็นสีดำทะมึนขึ้นฉับพลัน เกิดปรากฏการอันแปลกประหลาดสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่ผู้ได้พบเห็น ผู้คนต่างพากันหวาดวิตกไปตามๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
    ท้องฟ้าสว่างสดใสแสงแดดทอแสงสีทองเป็นประกายตัดกับผิวน้ำเป็นประกายสีทองระยิบระยับอันสวยใสเมื่อครู่ แต่ยามนี้ท้องฟ้าถูกทาทับไปด้วยสีดำมัวหม่นคล้ายกับว่ามีม่านผ้าสีดำขนาดใหญ่เท่าท้องฟ้าบดบังดวงอาทิตย์ในยามนี้ให้อ่อนแสงลงทุกขณะ
    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นค่ะนี่...ทำไมอยู่ดีๆ ท้องฟ้ากลับมืดดำเช่นนี้”เอมเมอร์รี่หญิงสาวผู้เป็นทายาทคนสำคัญของพิพิธภัณฑ์ใหญ่แห่งแอตแลนด์ติค เมื่อม่านฟ้าสีทองสาดแสงประกายวับวาวจับผิวน้ำกลับกลายเป็นสีดำทำมึนทาบทับไปทั่วแม่น้ำไนล์ เธอก้มมองกลับมายังผืนน้ำถึงกับหวาดผวาดึงมือของเธอกลับมาเมื่อสายน้ำนั้นมันเปลี่ยนสี
    “หวี๊ด...กรี๊ด...นี่มันเกิดอะไรขึ้น...ทำไมแม่น้ำไนล์ถึงเป็นเช่นนี้…ทำไมท้องฟ้าถึงมืดดำเช่นนี้” หญิงสาวกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
    แม่น้ำไนล์กลายเป็นสีดำไปทั่วผืนน้ำ ท้องฟ้ายามนี้ก็มืดดับ ฝูงนกเหยี่ยวยักษ์ดำทะมึนนับพันนับหมื่นพากันโบยบินโฉบไปมาอยู่เหนือขบวนเรือนำพระศพองค์ฟาโรห์ บรรดาฝูงเหยี่ยวยักษ์บินว่อนร่อนไปทั่วท้องฟ้าคล้ายม่านสีดับบดบังความสว่างบนท้องฟ้าให้ดับวูบลงในพริบตา ผู้คนมากมายส่งเสียงอื้ออึงกับภาพแห่งปรากฏการอันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
    “ทุกคนขอให้อยู่ในความสงบ...ทุกคนจงอยู่ในความสงบ” เสียงกับตันเรือนำขบวนพระศพตะโกนก้องบนน่านน้ำเพื่อสะกดความตื่นตระหนกของผู้คนในยามนี้
    “นี่เป็นสวรรค์หรือฟ้าลิขิตกันแน่...หรือว่าเป็นคำสาปฟาโรห์” ฟารียะฮ์ หญิงสาวผู้เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เธอศึกษาเกี่ยวกับ ‘คำสาปฟาโรห์’
    ฟารียะฮ์รีบขยับตัวอยู่ในท่าเตรียมพร้อมหลบภัยอันตรายทันทีเมื่อเห็นฝูงนกเหยี่ยวนับร้อยนับพันพากันบินว่อนอยู่เหนือขบวนเรือ
    “ทุกคนเข้าไปหลบอยู่ในลำเรือเร็วเข้า…เร็วเข้ารีบหลบเข้าไปอยู่ในเรือเร็วๆ ” เสียงหนึ่งดังขึ้นร้องตะโกนบอก ดร.ฮาวาส ร้องบอกมองดูผืนน้ำกลายเป็นสีดำทะมึน
    ผืนผิวน้ำสงบนิ่งกลับถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตคล้ายกับว่ามันรอเวลาการตื่นจากความสงบนิ่ง ขบวนเรือลำต่างๆ เต็มไปด้วย นักโบราณคดี นักข่าวนักหนังสือพิมพ์รวมถึงบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ล่องเรือตามติดการเดินทางกลับมาตุภูมิครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ทุกคนต่างหวาดผวาพากันแตกตื่นกับความมืดดำทั้งผืนฟ้าและผืนน้ำวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
    เพียงเสี้ยวนาทีของความน่าประหวั่นพรั่นพรึง พญาเหยี่ยวยักษ์บินโฉบลงมาพร้อมกับฝูงนกเหยี่ยวอีกมากมายนับร้อยนับพันบินร่อนต่ำลงมาโฉบลงมาเกาะที่หัวเรือ ทันทีที่เหยี่ยวยักษ์ตัวใหญ่เกาะที่หัวเรือคล้ายกับว่าพญานกตัวนี้มีน้ำหนักเท่ากับแท่งหินผาขนาดใหญ่
    หัวเรือค่อยๆต่ำลงจนแทบจะจมลงแม่น้ำพญาเหยี่ยวใหญ่สีดำทะมึนยังคงเกาะนิ่งที่หัวเรือมองร่างหญิงสาวเซถลามาอยู่ตรงหน้า
    “กรี๊ด...หวี๊ด…ว้าย..” เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับพญาเหยี่ยวยักษ์ห่างไม่ถึงคืบประจันอยู่ตรงหน้า
    เมื่อเรือเสียการทรงตัวหัวเรือค่อยๆ จมดิ่งลงอย่างช้าๆ ร่างของฟารียะฮ์ และญาดาเซถลาลงมากองอยู่ที่ๆ เดียวกันตรงหัวเรือ เรือลำใหญ่กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของลำน้ำไนล์เมื่อพญาเหยี่ยวคล้ายประหนึ่งมีอำนาจเร้นลับ เกลียวคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้ว่ามันก่อตัวขึ้นมาเมื่อใด พริบตาเดียวเท่านั้นมันดูดเอาเรือลำใหญ่ทิ้งตัวลงสู่ก้นบึ้งลำน้ำไนล์ท่ามกลางสายตาผู้คนนับพันนับหมื่นที่ยืนดูเหตุการณ์อย่างตกตะลึง
    ฝูงเหยี่ยวใหญ่มากมายนับร้อยนับพันกระพือปีกทะยานตัวขึ้นจากลำเรือ เหยี่ยวยักษ์มากมายบินว่อนโฉบวนอยู่บนท้องฟ้าจับจ้องมองดูเรือลำใหญ่ค่อยๆ ทิ้งซากลำเรือลงจมดิ่งสู่แม่น้ำไนล์ท่ามกลางสายตาผู้คนจับจ้องมองสิ่งอัศจรรย์
    “หวีดๆ ๆ กรี๊ดๆ ๆ” เสียงหวีดร้องตะโกนก้อง เรือหลายลำล่องลอยอยู่เหนือแม่น้ำไนล์ตกอยู่ในชะตากรรมอันน่าหวาดผวา เรือลำใดจะเป็นรายต่อไป
    “คำสาปฟาโรห์...มันเป็นคำสาปฟาโรห์...”เสียงชาวบ้านและผู้คนทั่วสารทิศต่างพูดวิจารณ์จนดังไปทั่วบริเวณ ความโกลาหนและความน่าหวาดกลัวแทรกตัวขึ้นมันคล้ายกับว่านี่เป็นพลังแห่งอำนาจของเทพองค์ใดองค์หนึ่ง เสียงชาวบ้านต่างพากันสวดมนต์ภาวนาดังก้องไปทั่วผืนน้ำ จากเสียงหนึ่งส่งต่อไปยังเสียงหนึ่งดังกึกก้องไปทั่วบริเวณสองฝั่งแม่น้ำไนล์
    เกลียวคลื่นใหญ่ในแม่น้ำไนล์เสมือนว่าก่อตัวขึ้นมาเพื่อแสดงให้ผู้คนเห็นถึงพลังอำนาจลึกลับแห่ง คำสาปฟาโรห์ เกลียวคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำดึงดูดเรือลำหนึ่งล่มจมหายไปกับสายน้ำในช่วงพริบตา สร้างความตื่นตระหนกกับผู้คนที่พบเห็น
    “เร็วเข้า...เร็วเข้า...เรือจมลงไปในแม่น้ำแล้ว...เร็วเข้าช่วยกันเร็วเข้า” เสียงเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมถึงผู้คนมากมายกำลังตื่นตระหนกกับภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญ
    ม่านสีดำขนาดใหญ่ถูกปกคลุมด้วยเหยี่ยวยักษ์นับหมื่นนับแสนเคลื่อนตัวบินจากไป ม่านฉากใหญ่บนท้องฟ้าถูกเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ความสว่างวาบฉาบลงบนผิวน้ำ แสงสีทองประกายแสดทาทาบผิวน้ำสงบนิ่งเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหล่าบรรดาฝูงเหยี่ยวยักษ์มากมายสุดที่จะคลานับสลายตัวหายไปในพริบตาความสว่างสดใสกลับคืนมาอีกครั้ง
    “เร็วเข้ารีบเร่งเรือไปเทียบท่าเร็วเข้า...เร็วเข้า...พาเรือพระศพไปเทียบท่าเรือโดยเร็ว” ดร.ฮาวาสร้องบอกกับตันเรือ เมื่อเห็นในสิ่งอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง

    จาก conon 20 Feb 2010 (0:29:25 am)

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design