สมาชิกล็อกอินที่นี่
เสาร์ 18 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม

  • รายงานการเสวนา “อ่านอะไร ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” ครั้งที่ 2 (มีรูป)
    โพสต์โดย : mataree
    2008-10-07 08:43:54

    รายงานการเสวนา “อ่านอะไร  ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร”   ครั้งที่  2 
    ในหัวข้อ “นักอ่านแฟนพันธุ์แท้เรื่องชีวิตร่วมสมัยและชีวิตนอกกรอบ”
    (วรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี เพลง และหนัง)
    วันอาทิตย์ที่  31  สิงหาคม  2551  เวลา 10.30 – 15.00 น.  ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    -----------------------------------------------------

     การเสวนาในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนา 23 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    ตัวแทนจากนิตยสาร  นักเขียน และผู้อ่านทั่วไป  ผู้ดำเนินการเสวนา คือ คุณรักษ์  มนัญญา กับคุณเพชรยุพา  บูรณ์สิริจรุงรัฐ  ซึ่งมีประเด็นการเสวนาที่หลายหลาย  ดังนี้

    1. การเปิดการเสวนาโดย  คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


     คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคน และชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดงานเสวนา “สำรวจใจนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ : อ่านอะไร  ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  ซึ่งเป็นการสนองความต้องการของสมาคมนักเขียนฯที่จะจัดงาน “นักอ่านสี่ภูมิภาค” แต่ในขณะนี้ยังไม่มีงบประมาณในการจัดงาน  จึงจัดการเสวนาในส่วนกลางก่อน โดยจะแบ่งการเสวนาออกเป็น  5  ครั้ง และจะนำประเด็นที่ได้จากการเสวนาในแต่ละครั้งไปประมวลเพื่อจัดงานสัมมนาใหญ่อีกครั้งในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์     การเสวนาทั้ง 5 ครั้งที่จัดขึ้นที่สมาคมนักเขียนฯ นั้น ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคนจะได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และการเสวนานี้มีลักษณะของ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” เพื่อจะได้รู้ว่าใครเป็นนักอ่านเหมือนเรา และใครอ่านหนังสือเหมือนเราบ้าง  การสำรวจเกี่ยวกับการอ่านในครั้งนี้อาจจะมีทั้งผู้ที่เหมือนกันและต่างกัน   แต่จุดประสงค์หลักที่ต้องการจริงๆคือ การที่นักอ่านได้มาพบหน้าและได้สนทนากัน ซึ่งนับเป็นการระดมสมองร่วมกันในเรื่องของการอ่านและการเขียนในอนาคตต่อไป   อีกทั้ง  การที่ได้มาเสวนาร่วมกันเช่นนี้ก็เหมือนกับว่าเราก็ได้ร่วมกันส่งสัญญาณบางอย่างไปยังสังคม ไปยังนักอ่าน และนักเขียนด้วยเช่นกันว่าเราพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่างให้แก่สังคมด้วย

     

    2. ภูมิหลังการอ่านของผู้เข้าร่วมเสวนา


    คุณเพชรยุพากล่าวว่าชอบอ่านนิตยสาร อันเดอร์กราวด์  อะเดย์ และ ฟิ้ว  โดยจะเน้นที่คอลัมน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ชอบอ่านงานของคุณแทนไท  ประเสริฐกุล  ที่เรื่องเกี่ยวกับโลกของจิต เพราะช่วยให้เห็นมุมมองหลายๆด้านของชีวิตว่าหนุ่มสาวรู้สึกอย่างไร   คุณแทนไทนับเป็นนักเขียนที่ช่างคิดและสามารถผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับความบันเทิงของชีวิต จึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าหนังสือวิทยาศาสตร์สนุกและไม่เครียด  


    คุณเชษฐายอมรับว่าตอนนี้อ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง  และสนใจอ่านนิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ช่วยให้เห็นว่าขณะนี้วงการภาพยนตร์มีความเคลื่อนไหวอย่างไร  ส่วนนิตยสารที่อ่านคือ ไบโอสโคป และ อะเดย์  เพื่อดูว่าความคิดของคนในปัจจุบันเป็นอย่างไร  โดยส่วนตัวเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ที่มีความสนใจงานแนววิทยาศาสตร์  จึงอยากที่จะขยายความคิดเรื่องไซไฟไปสู่มหาชนมากขึ้น  และคิดว่าภาพยนตร์นับเป็นสื่ออีกประเภทที่ช่วยขยายความคิดในเรื่องนี้ได้มาก  นอกจากนี้เห็นว่าภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ของไทยยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง  เพราะตอนจบเรื่องมักจะสรุปที่เรื่องของไสยศาสตร์  จึงทำให้อยากจะทำภาพยนตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์แบบไทยจริงๆ   คุณเชษฐายอมรับว่าบทภาพยนตร์ของตน คือ "อัลฟ่า โอเมก้า ไล่ล่าหาความตาย" ติด 1 ใน 15 ของบทภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้นถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความเป็นไทย  จึงเกิดคำถามในใจว่าภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แบบไทยเป็นอย่างไร  อีกทั้งเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังติดกรอบอยู่ว่าถ้าเป็นเรื่องไทยต้องเป็นนักมวยหรือพระบิณฑบาตร  ในประเด็นนี้คุณอภิชาตพงศ์  วีระเศรษฐกุล ได้ออกมาช่วยอธิบายว่าเรื่องที่เกิดในเมืองไทย และคนไทยสร้างก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์ไทยแล้ว


    คุณชัยพรเล่าว่าตนเองเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่าน และจึงจะมาทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร อันเดอร์กราวด์ ซึ่งเป็นนิตยสารที่มุ่งปริทรรศน์วรรณกรรม  โดยจะกล่าวถึงวรรณกรรมและข้อมูลทางวรรณกรรมที่ไม่มีในนิตยสารวรรณกรรมเล่มอื่น  เพราะมีข้อมูลทางวรรณกรรมอีกเป็นจำนวนมากที่ผู้อ่านยังไม่มีโอกาสได้อ่าน  นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย  และคุณปิยะวิทย์เสริมว่า อันเดอร์กราวด์  มีใช่นิตยสารรูปแบบใหม่  เพราะเดิมเคยมีนิตยสารวรรณกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โลกหนังสือ  ถนนหนังสือ หรือช่อการะเกด ยุคเก่า  แต่ทำเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับนิตยสารวรรณกรรมประเภทนี้ขึ้นมา  และเห็นว่านิตยสารทางวรรณกรรมที่นำเสนอเนื้อหาอย่างจริงจังในปัจจุบันมีน้อยมากตามแผงหนังสือ   จึงคิดที่จะทำนิตยสารวรรณกรรมที่จริงจัง  จะออกทุก 3-4  เดือน  ในการออกนิตยสารนั้นพบปัญหาสำคัญประการหนึ่งว่าตามร้านหนังสือนั้นจะวางนิตยสารไว้หน้าร้านเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น  หลังจากนั้นก็จะเอาหนังสือลงจากชั้นหนังสือ   ซึ่งทางออกสำหรับปัญหานี้คือจำเป็นต้องออกนิตยสารให้ตรงเวลามากขึ้นเพื่อให้หนังสืออยู่บนชั้นอย่างชัดเจนและเพื่อให้ผู้อ่านทราบว่ามีนิตยสารฉบับนี้อยู่บนแผง
    คุณวิลาสินีกล่าวว่าอ่าน อะเดย์ กับ อันเดอร์กราวด์  เพราะโดยส่วนตัวเรียนรัฐศาสตร์ และเห็นว่านิตยสารในบ้านเราไม่ค่อยจะนำเสนอเรื่องสังคมและวัฒนธรรมที่เข้าใจง่าย  ส่วนนิตยสาร เวย์  นั้นให้ข้อมูลทางสังคม และยังมีอาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์เขียนบทความให้ข้อคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันในสังคมที่เข้าใจง่าย  และช่วยให้คนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจ และยังช่วยให้เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองมากขึ้นกว่าเดิม   


    คุณสวรินเห็นว่าในชีวิตเจอเรื่องเครียดมามากพอแล้ว จึงอยากหาหนังสืออ่านเพื่อคลายเครียด และ อะเดย์ เป็นนิตยสารฉบับเดียวที่อ่านและจะซื้อทุกฉบับ  แต่ไม่ได้อ่านทุกคอลัมน์  แต่จะเลือกอ่านเป็นบางคอลัมน์ เช่น  "he she it"  การ์ตูนในเล่ม  คอลัมน์ของคุณแทนไท  และคอลัมน์ทีมปลาดิบ ของคุณเรียวตะ    คุณเรียวตะจะนำเสนอมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มาอยู่เมืองไทย   โดยชี้ให้เห็นว่าแม้คนญี่ปุ่นกับคนไทยมีรูปร่างที่คล้ายกัน  แต่ก็มีความต่างกันทางวัฒนธรรม เช่น การให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา  คนญี่ปุ่นจะตรงต่อเวลา ในขณะที่คนไทยจะยืดหยุ่นในเรื่องนี้   ส่วนพื้นฐานการอ่านนั้นเริ่มมาจากการอ่านวรรกรรมเยาวชนที่เป็นหนังสือแปล  โดยเฉพาะเรื่อง ห้าสหายผจญภัย ของ อีนิด  ไบลตัน จากนั้นได้พัฒนาการอ่านไปยังเรื่องสั้น และนิยายตามลำดับ 


    คุณวณิชชาเล่าว่าชีวิตได้รับการหล่อหลอมมาจากนิทานอีสป การ์ตูนสมัยก่อน และนิยายเล่มละบาท จึงมีประสบการณ์การอ่านมากพอสมควร  ขณะนี้รู้สึกไม่อยากอ่านเพราะเบื่อเนื้อหาของหนังสือตามท้องตลาด  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่รูปแบบ ขาดสาระ  และเห็นว่านิตยสารสมัยก่อน เช่น ชัยพฤกษ์ รวบรวมเรื่องที่น่าอ่าน นับเป็นนิตยสารที่มีวิทยากรผสมความบันเทิงอย่างลงตัว  นอกจากนี้ยังเล่าว่าหากจะซื้อหนังสือสักเล่มก็จะคิดว่าหนังสือเล่มนั้นคุ้มกับเงินที่เสียไปหรือไม่   หนังสือที่ซื้อนั้นจะต้องเก็บไว้ได้นาน  และต้องตรงกับรสนิยมและความชอบด้วย  เนื่องจากคนเราไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือได้ทุกเล่มบนโลก จึงต้องเลือกอ่าน  โดยปกติจะอ่านหนังสือของลูกศิษย์หรือยืมห้องสมุดที่ทำงานเพราะมีหนังสือเกือบครบ   ส่วนหนังสือที่ชอบอ่านมากคือวรรณกรรมเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าชายน้อย  และวรรณกรรมของคุณชาติ  กอบจิตติ ซึ่งเห็นว่าคุณค่าของหนังสือดีๆ เหล่านี้มีมากเกินบรรยาย   คุณเชษฐาเสริมว่าเบื่ออ่านหนังสือยุคใหม่เหมือนกัน  เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่หมกมุ่นเกี่ยวกับตัวเองอย่างมาก และท้ายที่สุดก็เงียบหายไป   และค่านิยมในปัจจุบันเห็นว่าใครๆก็เขียนได้  ใครๆก็อ่านได้   อีกทั้งยังเห็นว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคมเพราะแนวคิด (concept) ไม่ชัดเจน และวรรณกรรมก็มีส่วนในการหล่อหลอมนักอ่านรุ่นใหม่ให้เป็นแบบนี้ด้วย  คุณวณิชชาเสริมว่าคนทำหนังสือมีส่วนทำให้วิสัยทัศน์แคบลงและกระจุกตัว  คุณเชษฐาเห็นว่าในสมัยนี้คนทำหนังสือส่วนหนึ่งเป็นนายทุน และเป็นนายทุนที่ไม่อ่านหนังสือด้วย


    คุณจันทรวัทน์เล่าว่าเริ่มอ่านมติชนสุดสัปดาห์  ซึ่งจะอ่านคอลัมน์ของคุณคำผกา กับ หนุ่มเมืองจันทน์ ต่อจากนั้นก็ขยายการอ่านไปสู่หนังสือในเครือมติชน และหนังสืออื่นๆที่อยู่บนชั้น  เช่น อะเดย์  คุณจันทรวัทน์เล่าว่าครั้งแรกที่ซื้อนิตยสารฉบับนี้มาอ่านเพราะเห็นว่าแนวคิดแปลกดี ในเรื่องขอให้ผู้อ่านบริจาคเพื่อเป็นทุนในการทำหนังสือ  และลองซื้อมาหนึ่งเพราะอยากทราบว่าเขาทำจริงๆ หรือไม่  และเมื่ออ่านก็พบว่าเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นเกินไป จึงไม่ได้ติดตามอ่านนิตยสารฉบับนี้ต่อ


    คุณธาตรีเล่าว่าเริ่มอ่านจากวรรณกรรมเยาวชน  และเรื่องที่ชอบมากคือ ห้าสหายผจญภัย เพราะเรื่องราวไม่น่าเบื่อ และตัวละครทุกตัวดูจริงใจ   ต่อมาก็อ่าน อะเดย์  ฉบับแรก ในขณะที่อยู่ปี 4 และสมัครเป็นสมาชิกในช่วงสองปีแรก จึงทำให้มองเห็นพัฒนาการของนิตยสารฉบับนี้   และเห็นว่า อะเดย์ เหมาะกับยุคสมัยในช่วงนั้น    พอโตขึ้นก็เห็นว่าข่าวสารทางวรรณกรรมจะอยู่ที่ไหนก็ได้  ไม่ว่าจะปรากฏในหนังสือแนวใดก็สามารถอ่านได้หมด และจะอ่านทุกอย่างที่ถูกใจอ่าน  สำหรับการซื้อหนังสือนั้นจะซื้อหนังสือที่เห็นว่าสามารถสอนตัวเองได้   เพราะหนังสือทุกเล่มต่างมีความหมายในตัวเอง  โดยบริบทและเรื่องราวก็จะต่างออกไป จึงไม่อาจตัดสินคุณค่าเพียงเฉพาะที่หน้าตาของหนังสือได้


    คุณพฤหัสยอมรับว่าอ่านนิตยสารพอสมควร  แต่เป็นการอ่านเพื่อแสวงหาสิ่งที่จะสนองความต้องการของตนเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานได้ ก็จะอ่านนิตยสารเหล่านี้เพื่อสังเกตชีพจรของสังคมร่วมสมัยว่าในด้านต่างๆ ว่าไปกันถึงไหนแล้ว   เนื่องจากหนังสือเหล่านี้นับเป็นพื้นฐานความคิด บางครั้งก็ช่วยให้คิดในมุมมองที่ต่างออกไป  จึงเป็นเสมือนการนำความแหลมคมที่ได้จากคอลัมนิสต์มาใช้ประโยชน์ในงาน (การทำละครเวทีกลุ่มมะขามป้อม)

     

    3. การอ่านเพื่อวัตถุประสงค์บางประการของนักอ่านจะส่งผลให้การอ่านนั้นแคบลงหรือไม่  อย่างไร


    คุณจิรัชฌากล่าวว่าอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง  แต่ในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์นั้นอ่านเพื่อหาประเด็นที่จะนำไปใช้ประโยชน์  และโดยส่วนตัวยอมรับว่าชื่อเสียงของสำนักพิมพ์มีผลต่อการอ่านด้วย  จะรู้สึกว่าคุ้มที่จะซื้อ  เพราะมั่นใจว่าสำนักพิมพ์เหล่านี้จะคัดงานที่มีคุณภาพมาพิมพ์  พื้นที่ฐานการอ่านเกิดมาจากพี่ชายที่ชอบอ่านหนังสือ และอ่านวรรณกรรมของรัสเซียตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ในตอนนั้นก็อ่านไม่รู้เรื่อง  แต่ถ้าถามว่าตอนนี้อ่านอะไร ก็ยอมรับว่าเมื่ออายุมากขึ้นต่อมต้านความหดหู่ฝ่อ  ก็จะเน้นการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงมากกว่า ซึ่งจะอ่านเรื่องแปลทั่วไป  ส่วนนิตยสารนั้นไม่ค่อยได้อ่าน  เพราะเห็นว่าชีวิตของนิตยสารสั้น  ถ้าซื้อหนังสือเก็บเอาไว้ เมื่อนำกลับมาอ่านก็ไม่รู้สึกว่าล้าสมัย  แต่นิตยสารแม้ว่าจะเพิ่งผ่านไป 1 เดือนก็จะรู้สึกว่าล้าสมัยแล้ว  ในช่วงนี้เมื่อมีลูก 2 คน และทำงานเป็นแม่บ้านจึงทำให้ไม่มีเวลามาก  จึงอ่านนิตยสารแค่ 2 ฉบับเท่านั้น ทั้งๆที่อยากอ่านเล่มอื่นๆด้วย   คือ สีสัน เพราะอยากรู้เรื่องวงการบันเทิง ซึ่งจะดูว่ามีบทวิจารณ์ใดที่น่าสนใจบ้าง กับ มติชนสุดสัปดาห์  อ่านสรุปการเมืองในรอบสัปดาห์  นอกจากนี้  เงินก็นับเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อด้วย  หากมีหนังสือให้เลือกซื้อระหว่างปกอ่อนกับปกแข็ง จะเลือกซื้อปกอ่อนมากกว่า  และเห็นว่ากระดาษเป็นปัญหาที่ทำให้หนังสือแพง  ซึ่งเข้าใจว่ามีคนอยากอ่านหนังสือในสังคมมาก  แต่ยังติดขัดเรื่องราคาอยู่


    คุณวณิชชาก็ยอมรับว่าปัจจุบันถ้าจะให้เลือกซื้อหนังสือก็จะเลือกหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกๆมากกว่าที่พิมพ์ใหม่  เพราะหนังสือเหล่านั้นมีคุณค่าและแสดงรากดิบของนักเขียนมากกว่า  ในการพิมพ์ครั้งหลังๆ อาจมีการปรับปรุงแก้ไข


    คุณเชษฐาเชื่อมั่นในความสำคัญของหนังสือ  และโลกยังเปลี่ยนเพราะหนังสือไม่กี่เล่ม เช่น  The Communist Manifest ของ Karl Marx ก็เป็นผลให้มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาจากหนังสือเล่มนี้    และยังพบว่าเดิมวรรณกรรมมีความศักดิ์สิทธิ์มาก  แต่ปัจจุบันวรรณกรรมลดความศักดิ์ลง  วรรณกรรมสนุก ให้ข้อมูลความรู้   แต่ไม่ได้อะไรขึ้นมา  ซึ่งแตกต่างจากวรรณกรรมเพื่อชีวิต เช่น ผลงานของจิตร  ภูมิศักดิ์  จึงอยากเห็นวรรณกรรมในปัจจุบันให้นักเขียนลงลึกในชีวิตอย่างละเอียด  และลงลึกมากขึ้น  แต่หาหนังสือในลักษณะนี้ไม่พบ  สำหรับหนังสือที่ชอบคือ เหยื่ออธรรม ไม่ว่าอ่านก็ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง  เช่นเดียวกับหนังสือ God Father ที่ดีกว่าชมภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาค


    คุณจิรัชฌาเห็นว่าแต่เดิมคนอ่านหนังสือเป็นปัญญาชน  เขาจึงอาจเลือกเสพงาน  แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องของตลาดที่พร้อมจะเปลี่ยนไปตามผู้บริโภค เพื่อให้หนังสืออยู่ได้ และผู้อ่านมักจะเสพอะไรโดยไม่ต้องคิด ชอบความง่ายและเป็นสูตรสำเร็จ  ในขณะที่นักอ่านที่อยู่ในระดับหัวกะทิเป็นคนกลุ่มเล็ก ซึ่งอาจจะมีจำนวนน้อยลง และบางส่วนก็อยู่ต่างประเทศ

     

    4. เดิมนักเขียนนำนักอ่าน  แต่ปัจจุบันดูประหนึ่งว่านักอ่านเดินนำหน้านักเขียน  ท่านเห็นด้วยกับความคิดนี้หรือไม่  อย่างไร


    คุณวณิชชาเห็นว่าผู้คนในประเทศไทยสบายเกินไป  ไม่รู้ว่าความทุกข์และความเสียใจคืออะไร  จนทำให้ความคิดเรื่องการต่อสู้ของแต่ละบุคคลหายไป เพราะชีวิตของเราได้มาง่าย  นักเขียนรุ่นใหม่ๆดูเหมือนว่าเขาไม่ต้องต่อสู้  และชีวิตไม่ยากลำบากเหมือนนักเขียนรุ่นก่อน
    คุณกว่าชื่นในฐานะตัวแทนสำนักพิมพ์อยากจะชี้แจงว่านักอ่านมีหลายประเภท  มีทั้งนักอ่านที่ชอบกระดาษปรู๊ฟ น้ำหนักเบา  ในขณะเดียวกันก็มีคนไม่ชอบด้วยเช่นกัน เพราะรู้สึกว่าเหม็น  และคนที่ไม่ชอบนั้นมีปริมาณมากกว่า  จึงทำให้พิมพ์หนังสือด้วยกระดาษคุณภาพดี   อีกประเด็นหนึ่งที่อยากกล่าวถึงคือยุคสมัยเปลี่ยนไป  สังคมในสมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ต  ไม่มีแชต ไม่ต้องรีบเร่งเหมือนคนในสมัยนี้ สามารถที่จะอ่านวรรณกรรมขนาดยาวได้  เพราะมีเวลา  มีจิตใจที่มุ่งมั่น  และยุคก่อนสามารถสร้างสมาธิได้ง่ายกว่า เนื่องจะมีสิ่งที่กระตุ้นความสนใจในเรื่องอื่นน้อยกว่า  แต่ผู้อ่านสมัยปัจจุบันสร้างสมาธิได้ยากและมีเวลาน้องลง  แต่อย่างไรก็ดียังไม่คิดว่าคนสมัยนี้สบาย  คิดว่าน่าจะลำบากกว่าเดิม เพราะคนสมัยนี้ไม่เห็นศัตรูที่แน่นอน  คุณ
    จิรัชฌาเห็นด้วยว่าในปัจจุบันมีสิ่งที่น่าสนใจเป็นจำนานมาก  และชื่นชมเพื่อนชาวเดนมาร์กที่เป็นชาติที่รักการอ่าน  เพื่อนคนนั้นบอกว่าเนื่องจากภูมิอากาศไม่เอื้อให้ออกไปนอกบ้านในฤดูหนาว  จึงมีเวลาอ่านหนังสือมาก  แต่ปัจจุบันคิดว่าปรากฏการณ์ของคนทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลงมี เพราะมีอินเตอร์เน็ตและสื่อบันเทิงอื่นๆให้เลือกเพิ่มมากขึ้น


    คุณกว่าชื่นกล่าวว่าเดิมจะเห็นลักษณะที่เป็นขาวและดำอย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันเส้นแบ่งความขาวและดำพร่าเลือนไป
    คุณเชษฐากล่าวว่าตนเองได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือประวัติของอาจารย์เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์  เพราะประดับใจการเป็นนักปฏิวัติของอาจารย์เฉลิมชัย  ปัจจุบันงานของอาจารย์คนก็รับได้มากขึ้นและขายได้ด้วย  จึงเห็นว่านักเขียนที่ดีก็น่าจะทำเช่นกัน  คือต้องเป็นนักสู้ที่จะต่อสู้กับนายทุนเพื่อยืนหยัดแนวทางของตน  ขณะเดียวกันก็ต้องขยายศักยภาพของตนออกไป รวมทั้งต้องเรียนรู้จากผู้อ่านด้วยว่าผู้อ่านต้องการอะไร และมีรสนิยมแบบไหน  ทั้งนี้ก็ต้องสอดแทรกตัวตนหรือมุมมองที่ต้องการเสนอลงไปในงานด้วย  นอกจากนี้ เมื่อสังคมเรียกร้องศักยภาพนักเขียนที่เพิ่มขึ้น และนักเขียนต้องต่อสู้มากขึ้น  จึงเสนอว่าควรที่จะขยายศักยภาพของตนออกไปยังสื่อแขนงอื่นด้วย เพราะบางครั้งการสื่อประเด็นความคิดบางอย่างถ้าสื่อด้วยภาพยนตร์  ผู้ชมจะเข้าใจและเข้าถึงได้มากกว่าสื่อด้วยงานวรรณกรรม และควรจะลบเส้นแบ่งเขตระหว่างศิลปะแขนงต่างๆลง  เพราะไม่ว่าจะสื่อด้วยศิลปะประเภทใดสิ่งที่สื่อออกไปคือแกนที่เป็นแก่นจริงๆ


    คุณกนกวลีในฐานะนักอ่านกล่าวว่าเมื่ออายุมากขึ้นแนวการอ่านก็เปลี่ยนไป  ตอนที่เป็นเด็กอ่านวรรณกรรมเยาวชน  และวันนี้เมื่อกลับมาอ่านก็พบว่าไม่สนุกเท่าเดิมแล้ว  ปัจจุบันการอ่านเป็นเพื่อเก็บข้อมูลทำงานด้วย  การอ่านจะเน้นไปที่การเก็บข้อมูลมากขึ้น  ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกลดลง  เช่นเดียวกับการดูละครโทรทัศน์ในปัจจุบันก็ไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว  เพราะสามารถที่จะเดาเรื่องได้ทั้งหมด   คุณกนกวลียอมรับว่าอ่านงานทุกประเภทเพื่อนำมาใช้  บางครั้งคำบางคำ  ประโยคบางประโยค  หรือความคิดบางความคิดก็สามารถนำมาคิดต่อและเขียนเรื่องได้  ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวที่สั่งสมไว้ด้วยว่า  สิ่งที่อ่านพบนั้นกระทบใจหรือสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตที่สั้งสมมาอย่างไร    จึงเห็นได้ว่าข้อมูลของนักเขียนได้มาจากสองส่วนคือจากการอ่านและจากการเห็นชีวิต


    คุณปองธรรมรู้สึกว่าผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละคนมีพื้นฐานการอ่านที่แน่น  แต่ตนเองมีพื้นฐานการอ่านค่อนข้างบอบบาง  เพราะมีช่วงหนึ่งหันไปเล่นกีฬาเป็นช่วงที่ชีวิตห่างหายจากการอ่านไป  และพื้นฐานการอ่านในสมัยเด็กส่วนใหญ่จะได้ฟังมาจากคุณแม่เล่าเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลต่างๆ จึงทำให้สนใจอ่านประวัติชีวิตบุคคล  และจากการเล่นกีฬาจึงทำให้พื้นฐานการอ่านเน้นที่ Star Soccer  คุณปองธรรมเห็นว่าการอ่านนั้นสิ่งสำคัญที่ได้นอกจากจะอยู่ที่ตัวนักเขียน  สารที่สื่อแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่สั่งสมในตัวผู้อ่านด้วย  ถ้าสิ่งเหล่านี้มาผสานกันพอดีก็จะเกิดประโยชน์  แต่ถ้าอ่านแล้วไม่นำไปประยุกต์ใช้ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น   คุณปองธรรมยอมรับว่าการอ่านประวัตินักกีฬาก็ช่วยให้ได้บางอย่างมาก  และยกตัวอย่างการอ่านคำสัมภาษณ์สมจิตร  จงจอหอ  ที่เขาเล่าว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว วันที่เขามารับเงินที่โอสถสภา  เขาต้องยืนแอบอยู่ข้างตึกกับลูกชายมองเพื่อนที่ได้เหรียญมารับรางวัล   เพราะตัวเขาไม่ได้เหรียญ  แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้   จนปีนี้เป็นปีของเขา ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จ  เขาต้องอาศัยความพยายาม  ความทุ่มเท  คุณปองธรรมยอมรับว่าข้อความประมาณ 5 บรรทัดก็ทำให้ขนลุกขณะที่อ่านได้  และเห็นว่าสามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตตัวเองได้  คือเราจะไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้  เราต้องใช้ความพยายามอย่างมาก  จึงนับว่าข้อความนี้ให้ข้อคิดได้มาก


    คุณชัยพรเล่าว่าร่วมกับเพื่อนรวม 4 คน ทำนิตยสาร อันเดอร์กราวน์  ในช่วงนั้นเป็นเวลาของชีวิตที่เราเลือกได้ว่าเราจะทำในสิ่งที่อยากทำและมีคุณค่า  ความคิดในเรื่องโอกาสทางการตลาดและความรู้เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องที่มาทีหลัง  ในขณะนั้นมุ่งมั่นก็คุณค่าในสิ่งที่เห็น  ก่อนที่จะคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้นิตยสารอยู่รอด  สำหรับกระดาษที่  อันเดอร์กราวน์ เลือกใช้เป็นการดาษปรู๊ฟ  เพราะเห็นว่านักเขียนและสำนักพิมพ์ควรที่จะมีจุดยืนบางอย่างของตน  โดยต้องทำในสิ่งที่เราเชื่อ และคุณชัยพรเชื่อว่าจบการเสวนาครั้งนี้แล้วจะทำให้สำนักพิมพ์อื่นกล้าใช้กระดาษปรู๊ฟมากขึ้น คุณวณิชชาเสริมว่าคนที่มิใช่นักอ่านที่แท้จริงจะให้ความสำคัญกับกระดาษที่พิมพ์มากกว่าเนื้อหา  คุณจริชฌาเชื่อว่าหากลดคุณภาพกระดาษลงเล็กน้อยจะช่วยให้ราคาหนังสือถูกลง  ก็น่าจะช่วยให้อ่านและซื้อหนังสือมากขึ้น


    คุณธาตรีเปรียบเทียบการเลือกซื้อหนังสือว่าคล้ายกับการเลือกซื้อวีซีดีก่อน  เพื่อลองดูว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดีจริงหรือไม่  ถ้าชอบค่อยขยับไปซื้อดีวีดี  และชื่นชอบสำนักพิมพ์บางแห่งที่พิมพ์หนังสืออกมาให้ผู้อ่านเลือกใน 2 ลักษณะ คือ ปกอ่อนกับปกแข็ง   คุณธาตรีเล่าว่าในสมัยที่เป็นเด็กจะชอบเวลาที่รถตู้มาขายหนังสือราคาถูกให้ที่โรงเรียน  จึงทำให้มีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก  คุณเชษฐาเห็นว่าอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้หนังสือราคาถูกลงคือการที่รัฐบาลลดภาษีกระดาษ  และถ้ารัฐบาลเห็นคุณค่าวรรณกรรมดีๆก็จะช่วยให้วรรณกรรมพัฒนาไปได้ไกลและเร็วขึ้น

     

    5. หนังสือเล่มใดเป็นคัมภีร์แห่งชีวิตของนักอ่านแต่ละคน


    คุณภาสรรค์ยอมรับว่าเคยอ่าน เจ้าชายน้อย แต่ไม่ได้รับสารอะไรจากเรื่องนี้  แต่เรื่องที่ฝังใจมากคือ ต้นส้มแสนรัก ซึ่งเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ดำเนินเรื่องแบบเนิบๆ แต่ทำให้ร้องไห้ได้  โดยเฉพาะในช่วง 2 บทสุดท้าย  จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนหนังสือให้คนรู้สึกอ่อนไหวและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ว่าเรื่องราวดีๆ เป็นจุดเริ่มต้นของคนได้  และรู้สึกว่าถ้าเขียนเรื่องดีๆ ให้เด็กๆได้อ่าน  เมื่อโตขึ้นเขาก็จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและจะมองความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าตัวเอง  แม้ว่าตอนนี้เมื่อกลับไปอ่าน เจ้าชายน้อย ซ้ำ ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม  จึงนับได้ว่าเรื่องนี้คือต้นแบบที่จุดประกายให้อยากทำงานเพื่อเด็กให้มีพื้นฐานดีๆ


    คุณเชษฐากล่าวว่าคอลัมน์ที่อ่านประจำคือ "ซ้อเจ็ด" กับ "บ. บู๋" เพราะชอบสำนวน  เขียนได้มัน  คอลัมน์นี้ทำให้เว็บไซต์ผู้จัดการอยู่ได้และเป็นที่นิยม และยังช่วยให้ได้เรียนรู้กระบวนการทางสังคม และได้คำตอบเกี่ยวกับสังคมร่วมสมัยด้วย    คุณเชษฐายอมรับว่า เหยื่ออธรรม  เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเขา  และ ศิลปะเพื่อชีวิต  ศิลปะเพื่อประชาชน ของ จิตร  ภูมิศักดิ์ ช่วยเปิดมิติชีวิตให้เขา  เพราะโดยส่วนตัวจบมาทางศิลปะ  และมีอัตตาสูง  แต่เมื่ออ่านหนังสือของจิตรเล่มนี้แล้ว  ทำให้รู้ว่าเรื่องของศิลปะจะต้องมีผู้มารองรับ จึงจะทำให้ศิลปะนั้นมีคุณค่ากับชีวิตหนึ่งจริงๆ  นอกจากนี้ยังเล่าว่าเคยสนทนากับศิลปินแห่งชาติคนหนึ่งว่าภาพวาดภาพหนึ่งจะส่งผลต่อคนได้มากแค่ไหน  ต่างจากวรรณกรรมที่จะส่งผลต่อประชาชนมากกว่า  จึงจุดประกายให้คุณเชษฐาหันมาจับปากกาเขียนหนังสือแทนการสร้างงานศิลปะ


    คุณปิยะวิทย์เห็นว่าถ้าจะถามว่าหนังสือเหล่านี้มีอยู่บนแผงหนังสือหรือไม่ก็เป็นปัญหาเดิมๆ ที่เป็นวงจรที่แก้ไม่จบสิ้น  แต่ประเด็นสำคัญที่น่าจะพิจารณาคือเราจะหาหนังสือได้อย่างไร  เพราะหนังสือบางเล่มรู้ว่าดี  มีคุณค่า  และผู้อ่านในโลกตะวันตกอ่านกัน  แต่หาหนังสือที่ดีๆเหล่านี้ไม่ได้ในประเทศไทย


    คุณชมัยภรชี้แจงว่าสมาคมฯอยากที่จะพิมพ์หนังสือทุกเล่ม  แต่ไม่มีทุนพิมพ์  เคยไปเสนอนายทุน  เขาก็ไม่สนใจ  สมาคมฯจึงคิดที่จะทำตู้คัมภีร์ชีวิตของนักเขียน  คือ ทำมุมหนังสือน่าอ่านให้คนมาอ่าน  อีกทั้ง  สมาคมฯเห็นว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยรัฐและนายทุนได้  จึงเริ่มที่จะทำ "หนังสือในดวงใจนักเขียน"  ซึ่งจะเลือกนักเขียน 100 คน ให้เสนอและเขียนถึงหนังสือในดวงใจของตน   คุณชมัยภรเห็นว่าถ้าแต่ละองค์กรในสังคมเสนอเสนอรายชื่อหนังสือที่ดีและเผยแพร่รายชื่อเหล่านี้ให้แพร่หลายไปในสังคมวงกว้าง  อย่างน้อยการช่วยให้คนทั่วไปได้เห็นรายชื่อก็ยังดี  นอกจากนี้ยังเล่าว่าสมาคมฯร่วมกับคุณชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์  จะทำรายชื่อ 100 เล่มหนังสือดีของชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ พร้อมตัวหนังสือเหล่านี้ ในเงินทุน 25,000 บาทด้วย


    คุณจิรัชฌาเห็นว่าคนเริ่มอ่านหนังสือยังไม่ต้องเน้นที่หนังสือดีก็ได้  แต่ขอให้เขาอ่านไปก่อน  ต่อมาเขาก็จะเลือกอ่านหนังสือได้เอง  โดยส่วนตัวพบว่าไม่มีหนังสือเล่มใดที่เปลี่ยนชีวิต  แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคือคำพูดของพี่ชายที่ว่า คนบางคนอายุ 60 ปีเพิ่งเขียนหนังสือเพียงเล่มเดียว  หนังสือเล่มนั้นย่อชีวิตทั้งชีวิตของเขาออกมา  เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนั้นเท่ากับเราย่อ 60 ปีของเขามาอยู่ในตัวเรา และถ้าเราอ่าน 60 เล่ม ก็จะสามารถย่อโลกมาอยู่ในตัวเราได้  แล้วทำไมเราจึงจะไม่อ่าน


    คุณปองธรรมกล่าวว่าเป็นแฟนของ บ. บู๋ เช่นกัน  หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตคือ เส้นสีแห่งชีวิต ประเทือง  เอมเจริญ ซึ่งเป็นหนังสือประวัติชีวิตของคุณประเทือง  ที่เขียนโดยคุณชูเกียรติ ฉาไทสง  ชีวิตของคุณประเทืองกระตุ้นให้เราต่อสู้และค้นหาความหมายของชีวิต  ในเล่มเล่าว่าเดิมคุณประเทืองเป็นศิลปินที่เขียนภาพในโรงภาพยนตร์ ได้เงินเดือนประมาณหนึ่งหมื่นบาท   แต่วันหนึ่งเมื่อเห็นงานของแวนโก๊ะก็รู้สึกว่าศิลปะคือการค้นพบความหมายชีวิตด้วยตนเอง  เมื่อเดินตามแนวทางนี้ทำให้ชีวิตคุณประเทืองจนมากและติดหนี้   ลูกชายต้องเสียชีวิตเนื่องจากเป็นมะเร็งในดวงตาและไม่มีเงินรักษา  ต่อมาคุณแม่ก็ปาดคอตัวเอง  แต่ไม่ตาย ต้องรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลบ้า คุณประเทืองได้นำอุปกรณ์ไปวาดรูปที่โรงพยาบาลขณะที่ดูแลคุณแม่  คุณปองธรรมคิดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้กับตนก็คงจะล้มเลิกอุดมการณ์ไปแล้ว แต่คุณประเทืองก็ยังมุ่งมั่นในความฝันและอุดมการณ์ของตน  จึงทำให้คิดว่าถ้ามนุษย์เลือกและทำอะไรจริงๆ  ก็จะมีความหมายขึ้นมาจริงๆ ซึ่งชีวิตของคุณประเทืองนี้ทำให้นึกถึงแม่ที่เคยกล่าวว่า "งานทุกอย่างถ้าเราจริงจังกับมัน  มันก็จริงจังกับเรา" และพบว่าคำพูดของแม่เป็นจริง


    คุณกว่าชื่นเล่าว่ากลุ่ม "ฟิล์มไวรัส" ที่ทำเกี่ยวกับหนังทางเลือก หรือหนังนอกกระแสอยู่ตลอดเวลา  และทำรายชื่อหนังออกมาเป็นเล่ม ซึ่งมีทั้งบทวิจารณ์หนังและเขียนอธิบายเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์  คุณกว่าชื่นกล่าวว่าครั้งหนึ่งอ่านหนังสือของกลุ่มนี้ที่กล่าวถึงภาพยนตร์ 250 เรื่อง ก็ไม่รู้จักเลยสักเรื่องเดียว  แต่หลังจากกลุ่มนี้ทำงานอย่างเข้มแข็งมานานหลายปีทั้งการฉายหนังนอกกระแสทุกสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว  ยังทำหนังสือแนะนำก็ทำให้เกิดกระแสรู้จักภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสเหล่านี้ด้วย ก็ช่วยให้คนจำนวนหนึ่งรู้จักหนังแนวนี้มากขึ้น


    คุณธาตรีเล่าว่าเคยได้ยินว่าหนังสือโดยเฉลี่ยจะมีคนอ่าน 7 คน  และเห็นว่ามีหนังสือบางเล่มที่อยู่ในห้องสมุดก็ไม่เคยมีผู้ใดอ่านเลย  เช่นที่ห้องสมุดโรงเรียนของตน  ตั้งแต่เรียนมาตั้งแต่ ม. 1 - ม. 6 ก็ไม่มีใครอ่านหนังสือ อัญมณีแห่งชีวิต  เลย  จึงเสนอว่าน่าจะมีการกระจายตัวของหนังสือให้คนได้มีโอกาสอ่านมากที่สุด และเสนอว่าน่าจะทำในลักษณะหนังสือลูกโซ่  โดยเขียนระบุไว้ที่หนังสือว่าถ้าอ่านจบแล้วให้ส่งต่อไปให้ผู้อื่นอ่านอีกกี่คน 


    คุณเชษฐาเห็นว่าในปัจจุบันทุนการอ่านของคนในสังคมต่ำมาก เพราะบางคนคิดว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องเสียเวลา  ดังนั้น  นักเขียนจึงต้องต่อสู้กับทัศนคติเกี่ยวกับการอ่าน  และเสนอว่าน่าจะหาวิธีสร้างให้คนทั่วไปเห็นคุณค่าของหนังสือ  เขาก็จะอ่านเอง    และเมื่อมีคนอ่านมากขึ้น  นายทุนก็จะเข้ามาผลิตหนังสือมากขึ้น


    คุณกว่าชื่นเห็นว่าหนังสือสามารถที่จะต่อยอดได้ในหลายทาง เช่น ละครเวที  "กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว" ได้นำ แผ่นดินอื่น มาทำใหม่  โดยให้นักแสดงทุกคนอ่านนวนิยายเรื่องนี้ และให้นักแสดงแต่ละคนเลือกตัวละครที่ตนอยากเล่น  หลังจากนั้นก็จะมาร่วมกันเพื่อเขียนบทละครขึ้นมาใหม่  ลักษณะเช่นนี้นับเป็นการต่อยอดทางวรรณกรรม   เมื่อละครเวทีเรื่องนี้ออกแสดง อาจจะกระตุ้นให้ผู้ชมบางคนอยากกลับไปอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ด้วยตนเองก็เป็นได้ 


    คุณพฤหัสเห็นว่าวิธีการเช่นนี้น่าสนใจ  เพราะการตีความของนักอ่านแต่ละคนและนำไปเสนอในรูปของศิลปะแขนงอื่นเช่นนี้จะช่วยให้วรรณกรรมมีลมหายใจต่อไป      และได้ยกตัวอย่างว่าได้เคยอ่านนิยายเรื่อง ลูกผู้ชาย ตอนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น  แม้จะทราบว่าเป็นงานคลาสสิก แต่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับบริบทในเรื่องกล่าวถึงมากนัก จึงเห็นว่าหากส่งผ่านวรรณกรรมในรูปแบบอื่นเช่นนี้ก็น่าจะเป็นแง่มุมที่น่าสนใจ


    คุณชมัยภรกล่าวว่าจะมีผู้นำประวัติของคุณลุง ส. บุญเสนอ มาทำละครเรื่อง "รักแท้" และจะมีการนำหนังสือของ ศรีบูรพามาทำภาพยนตร์  ส่วนหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตตนคือ รถเมล์สายพระพุทธบาท ของคุณศุภร  บุนนาค  แม้ว่าในปัจจุบันก็ยังจำอารมณ์ในขณะที่อ่านเรื่องนี้ได้ว่าทำไมถึงได้ติดใจหนังสือเล่มนี้ จนทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ตามนางเอกของเรื่อง  และยังตั้งชื่อเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนโรงเรียนเตรียมฯว่า "หนูใหญ่" เพราะมีหน้าตาคล้ายกับตัวเอกในเรื่องมาก  ถือได้ว่านี่คือพลังของหนังสือ   คุณชมัยภรยอมรับว่าเมื่ออ่านหนังสือมากก็จะมีรายชื่อหนังสือดีเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน  แต่ปัจจุบันต่อม “ต้านทานความหดหู่ฝ่อ” ก็จะเลือกอ่านหนังสือที่ไม่เครียด  สำหรับหนังสือที่ชอบในตอนนี้คือ เดินสู่อิสรภาพ ของอาจารย์ประมวล  เพ็งจันทร์ หนา 500 หน้า  ตอนแรกคิดว่าไม่มีเวลาที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้จบ  แต่ก็ค่อยๆอ่านจนจบ  และพบว่าตนอ่านเพียงบทแรกต่อมน้ำตาก็แตกแล้ว  และครั้งนี้เป็นครั้งที่ไม่ได้ร้องไห้เพราะเศร้า  แต่ร้องไห้เพราะความดีของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์  หนังสือของอาจารย์ประมวลไม่ได้ใช้ภาษาที่สละสลวย แต่ถ่ายทอดด้วยภาษาง่ายๆ  และคำพูดของตัวละครก็ทำให้ตื้นตันใจได้  เมื่ออ่านทุกวันก็พบว่าเป็นหนังสือที่ทำให้ร้องไห้ตลอดเวลาเพราะนึกไม่คิดว่าในสังคมยังมีคนดีๆอยู่ตามเส้นทางที่อาจารย์ประมวลเดินผ่าน  เส้นทางที่อาจารย์เลือกเป็นชนบททั้งหมด  เนื่องจากอาจารย์คิดว่าเดินในเมืองอันตราย  หากพบว่ามีคนกลัว  อาจารย์ก็จะรีบเข้าไปชี้แจงเหตุผลในการเดินของตนทันที  เพื่อทำความเข้าใจกับคนเหล่านั้น  เมื่ออ่านจบ  คุณชมัยภรเห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดที่งดงาม  และตั้งใจว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เห็นว่ามีคนดีๆ เช่นนี้ในสังคมเหมือนกัน  โดยส่วนตัว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบคือการให้ความสำคัญกับเงินลดลง  ก็จะคิดว่าถ้ามีก็ดี  ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร  เพราะตลอดทางและตลอดระยะเวลา 66 วัน  อาจารย์ประมวลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนเราสามารถอยู่ได้โดยไม่มีเงิน   คุณชมัยภรเล่าว่าเมื่ออ่านจบก็โทรหาอาจารย์ประมวลและเล่าความรู้สึกเกี่ยวกับหนังสือให้ฟัง  อาจารย์ประมวลเล่าว่ามีคนโทรมาหาหลายคนและบอกว่าอ่านเรื่องนี้แล้วร้องไห้   ด้วยเหตุนี้    คุณชมัยภรจึงเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ดีเพราะนำชีวิตของอาจารย์ประมวลมาถ่ายทอด และสิ่งที่ถ่ายทอดนั้นก็มีความหมายกับชีวิตเราด้วย


    คุณสราวุธคิดว่าหนังสือที่อ่านแล้วสามารถทำให้ผู้อ่านร้องไห้ได้นับเป็นหนังสือที่มีพลัง  และในชีวิตมีหนังสือ 3 เล่มที่อ่านแล้วร้องไห้คือ คู่กรรม อ่านตอนอายุ 17 เพราะตัวเอกดูเป็นแมนมาก จึงทำให้อยากเป็นทหาร  เล่มที่สอง คือ เปลี่ยนฟ้าปันดิน  เพราะสงสารปลายธาร  และเล่มสุดท้าย ไซ่ฮั่น สอนเรื่องคุณธรรม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงจุดเด่นของวรรณกรรมไทยว่าชอบสำนวนและชั้นเชิงภาษา  วรรณกรรมตะวันตกเด่นเรื่องความคิด  และวรรณกรรมจีนจะเน้นเรื่องคุณธรรม  นอกจากนี้  คุณสราวุธกล่าวว่ามีความศรัทธาในตัวหนังสือ  โดยเฉพาะหนังสือที่สื่อคุณธรรม  เพราะเชื่อว่าคุณธรรมจะสามารถส่งผลต่อผู้อ่านได้


    คุณรวินทร์เล่าว่าเริ่มอ่านจากการ์ตูนตาหวาน ต่อมาก็ขยายการอ่านไปสู่นวนิยายและเรื่องสั้น  หนังสือที่อ่านแล้วร้องไห้ คือ เวลาในขวดแก้ว ของคุณประภัสสร  เสวิกุล  เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ทำให้สามรถต่อยอดและขยายการอ่านออกไปด้วย  เช่น มีการกล่าวถึงคาลิน  ยิบราน  ก็อยากรู้ว่าคือใครก็จะค้นคว้าอ่านต่อไป  หรือการกล่าวถึงเหตุการณ์  6 ตุลา ก็ตามไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้  อีกเรื่องที่ชอบคือ นางนวลและมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน  ก็สอนว่าเราสามารถที่จะอยู่ร่วมกับคนที่เหมือนกับเราง่าย  แต่จะอยู่ร่วมกับคนที่แตกต่างนั้นเป็นเรื่องยาก  และเรื่อง นางนวล  ของ โจนาทาน  ลิฟวิงสตัน เมื่ออ่านแล้วจะทำให้มีความมุ่งมั่น


    คุณวิลาสินีกล่าวว่าชอบเรื่อง  คนข้ามฝัน ของประชาคม  ลุนาชัย  ตอนแรกที่หยิบมาอ่านไม่คิดว่าจะอ่านจบ เมื่ออ่านจบก็รู้ว่าเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตที่ไม่มีแผ่นดินอยู่  เพราะต้องอยู่ในทะเลเป็นเวลานานนั้น  เขาต้องต่อสู้กับชีวิตเขาอย่างไร  หรือถ้ามีฝัน แม้ไม่เห็นฝั่ง  ก็ยังมีแรงที่จะต่อสู้


    คุณสวรินกล่าวว่ายังไม่พบหนังสือที่เป็นคัมภีร์ชีวิต  แต่จะพยายามหาต่อไป  และเห็นว่าหนังสืออาจจะไม่มีผลให้เราเปลี่ยนแปลงได้มาก  เพราะเราจะเปลี่ยนเมื่อมีประสบการณ์ที่ตรงกับที่หนังสือสื่อ  คุณสวรินยอมรับว่าคอลัมน์การ์ตูน ใน อะเดย์  เป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มเขียนการ์ตูนเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น  และนักเขียนที่ชอบคือ คุณวินทร์  เลียววาริณ  กับคุณประภาส  ชลศรานนท์  เช่น คุยกับประภาส ที่เขียนเป็นตอนๆ จะชอบตอนที่ชื่อ สุธี เพราะช่วยคลายเครียดได้   คุณสวรินเห็นว่างานของนักเขียนทั้งสองมองโลกทั้งสามร้อยหกสิบองศา  และแนวคิดที่เสนอบางครั้งก็ถูกใจและให้กำลังใจเราเดินต่อไป 
    คุณวณิชชาเห็นว่าชีวิตจริงนั้นเครียดกว่านิยาย  ในชีวิตต้องพบปะกับคนหลายประเภท  ซึ่งคนเหล่านี้มักทำให้เราเศร้า  เพราะเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง  หนังสือที่อ่านแล้วร้องไห้คือ คุณพ่อขายาว และเรื่องนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้อยากเป็นนักเขียน  หนังสือเล่มนี้เป็นต้นแบบของชีวิตหนึ่งที่ต่อสู้  ในปัจจุบันเมื่อเครียดก็จะอ่านการ์ตูนขำขัน  หนังสือประเภทนี้จะสะท้อนมุมมองของชีวิตที่ไม่เครียด  จึงนับว่าการอ่านหนังสือคืองานอดิเรก  และมุมมองที่หนังสือชี้ให้เห็นก็ช่วยให้ตระหนักว่ามีคนที่ต้องดิ้นรนและทุกข์ร้อนมากกว่าเรา  นอกจากนี้ยังเล่าประสบการณ์ที่เป็นครูที่ต้องสอน กศน. ว่าลูกศิษย์จะมีตั้งแต่อายุ 16 – 60 ปี และมักจะมาเล่าเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาให้ฟัง  หลักสูตรที่สอนคือพื้นฐานการอ่าน ซึ่งต้องสอนให้เขาอ่านออก    จึงเห็นว่าหลักสูตรการศึกษาของเราวาดไว้อย่างสวยหรู  แต่ในความเป็นจริงการศึกษาของคนไทยกลับดำดิ่งลง  จึงอยากเสนอให้กลับไปใช้หลักสูตรการสอนภาษาไทยแบบเดิมที่เน้นให้ครูสอนเด็กอย่างใกล้ชิด
    คุณพฤหัสเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนและนักอ่านเติบโตไปพร้อมๆกัน ตอนเด็กๆจะเห็นว่านักเขียนเป็นพี่ก็อ่านงาน ว้าวุ่น  ของ ปินดา  โพสยะ ซึ่งช่วยให้เห็นโลกอีกใบที่โตกว่าโลกของเด็กมัธยม  พอโตขึ้นก็จะอ่านงานของ ธีรภาพ  โลหิตกุล ก็จะสะท้อนโลกที่ต่างไป  หรืออ่านงานของคุณเสกสรรค์  ประเสริฐกุล  การอ่านที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ช่วยให้เห็นโลกทัศน์และความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของตน ในปัจจุบันก็จะอ่านของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ กับ ปราบดา  หยุ่น  เนื่องจากงานมีลักษณะที่แปลก และตัวงานสามารถเชื่อมโยงตัวตนของผู้เขียนได้ดี  ส่วนนักเขียนหญิงของคำผกา กับ นิพันธ์พร  เพ็งแก้ว ที่สื่อล่อแหลมทางจริยธรรมและก๋ากั่น  ซึ่งนับว่าได้เสนอมุมมองของผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่นำเสนอความเป็นตัวตนจริงๆ


    คุณเชษฐาเคยสอนที่ช่างศิลป์ฯก็เห็นเช่นเดียวกันว่าระบบการศึกษามีผลต่อการสร้างคน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินผลด้วยข้อสอบปรนัยนั้นส่งผลกระทบให้เด็กรุ่นนี้เขียนไม่ได้  ตีความไม่แตก และวิเคราะห์ไม่เป็น  เพราะข้อสอบเช่นนี้ทำให้คนต้องการเสพแต่ของที่ง่าย และส่งผลให้เกิดความท้อแท้ในการอ่านงานบางประเภท  และสิ่งที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้นสำหรับการศึกษาในยุคปัจุจบันคือการทำรายงานด้วยการค้นจาก google แล้วลอกมาส่งโดยไม่คิดเอง คุณรักษ์เสริมว่าได้รับเชิญเป็นกรรมการประกวดความเรียงของนักเรียนชั้น ป. 3 – ป. 5 จากทั่วประเทศ  งานที่ส่งประกวดกว่า 90% ลอกข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต  โดยการคัดลองมาเป็นย่อหน้าๆ จะมีงานส่วนน้อยที่เขียนเอง  ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็กำลังระบาดในระบบการศึกษาทั้งหมดไทย  คุณกว่าชื่นเล่าประสบการณ์ที่คล้ายๆกันว่าเคยสั่งให้นักเรียนเขียนงานมาส่ง  เมื่ออ่านก็จะพบลักษณะเช่นนี้  จึงดัดหลังด้วยการนำชื่อเรื่องที่แต่งไปค้นในอินเตอร์เน็ตก็จะพบว่าเด็กลอกข้อความเหล่านี้มาจากที่ใด  ก็จะเขียนบอกไปในขณะที่ตรวจด้วย เพื่อให้เด็กตระหนักว่ารู้ทันจะได้ไม่งานในลักษณะนี้มาอีก   


    คุณจิรัชฌากล่าวว่าแต่เดิมมีวิชาอ่านไทยกับเขียนไทย  แต่ขณะนี้วิชาเหล่านี้หายไป จึงอยากให้นำกลับมาใช้อีกเพื่อให้เด็กรุ่นนี้เขียนและอ่านได้อย่างถูกต้อง  ขณะเดียวกันก็ควรที่จะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ เพราะการอ่านอาจมีผลต่อชีวิตในอนาคตได้
    คุณเชษฐาเล่าว่าเป็นคนต่างจังหวัดและพบว่าในปัจจุบันชาวต่างชาติกำลังกว้านซื้อที่ตามต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะชาวไต้หวัน และญี่ปุ่น จนวิตกว่าในอีกสี่สิบปีข้างหน้าคนไทยอาจจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศตัวเองหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป  จึงอยากให้ประเทศไทยเน้นในเรื่องการสร้างให้คนในชาติรู้จักคิด  คุณวณิชชาแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าในขณะนี้มอญกับพม่าเป็นคนต่างด้าวกลุ่มใหญ่ที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้มีโอกาสเป็นตัวแทนในการร่วมประชุมกับแรงงานจังหวัด ซึ่งมีนโยบายว่าจะให้การศึกษาแก่แรงงานต่างด้าวด้วย  นโยบายนี้ขัดกับ กศน.  เนื่องจากเฉพาะคนไทยที่ กศน. สมุทรสาครต้องรับผิดชอบให้อ่านออกเขียนได้ก็ 6,000 คน และต้องไปแบกรับแรงงานต่างชาติอีก 1 ล้านคน ทั้งๆที่ขณะนี้อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนของ กศน. คือ ครู 1 คน ต่อเด็ก 100 คน
    คุณศวรรยาเล่าว่าเริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น แล้วจึงพัฒนาไปเป็นนิยาย ซึ่งชอบอ่านงานของ ทมยันตี กับ โสภาค  สุวรรณ ซึ่งบางเล่มอ่านจบก็จำไม่ได้  แต่เล่มที่จำได้มากคือ สุริยวรมัน เมื่อโตขึ้นก็เริ่มอ่านเรื่องสั้น ปัจจุบันเมื่อทำงานหนังสือพิมพ์ก็เริ่มอ่านอะไรที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น อ่านข่าวเพื่อทำงาน และก็อ่านหนังสือพิมพ์เล่มต่างๆ คอลัมน์ที่ชอบคือของ เปลวสีเงิน ในไทยโพสต์ และคอลัมน์ของคุณชัชรินทร์ ชัยวัฒน์  คุณศวรรยากล่าวว่าอ่านหนังสือมาเป็นจำนวนมาก  และหนังสือที่อ่านแล้วจำได้ เช่น ต้นส้มแสนรัก อ่าน 3 รอบก็ร้องไห้ทั้ง 3 รอบ ร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว  เมื่ออ่านจบก็นิ่งไปเลย  จอห์นนี่ไปรบ  The Neverending Story  เพื่อนรัก ของ จอห์น  สไตร์เบ็ก ก็ชอบ


    6. หนังสือแนวใดที่นักอ่านปรารถนาที่จะอ่านในอนาคต


    คุณจิรัชฌากล่าวว่าอยากอ่านหนังสือดี และราคาถูก  หนังสือที่พิมพ์ตัวสะกดและเขียนคำถูกต้องและหนังสือดีต้องไม่ใช่หนังสือที่ใครก็เขียนได้ เช่น คนหน้าตาดี  หรือหนังสือที่ต้องการขายโฆษณาอย่างเดียว  แต่หนังสือดีต้องช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาแก่ผู้อ่านด้วย  เนื่องจากการอ่านจะช่วยให้เรารู้ทันว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร  สำหรับแนวของเรื่องนั้นเห็นว่านักอ่านแต่ละคนต่างก็มีแนวทางในการอ่านเฉพาะตนอยู่แล้ว  ในส่วนของหนังสือเด็กนั้น  เด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ  แต่ชอบเล่นเกม  จึงอยากให้ตอนท้ายของหนังสือเด็กมีคำถามเพื่อวัดผลว่าเด็กอ่านหนังสือเข้าใจหรือไม่


    คุณเชษฐาอยากเห็นว่าวรรณกรรมนำเสนอมุมกลับของความเชื่อที่เราเคยเชื่อมาก่อน หรือเสนอมุมกลับของแนวคิดกระแสหลัก  เช่น เชื่อว่ามนุษย์เกิดจากลิง ก็อยากให้เสนอมุมกลับว่าลิงเกิดจากคนบ้าง  เพื่อให้เห็นว่าความคิดไม่ได้มีแนวเดียว และช่วยกระตุ้นผู้อ่านให้เกิดความคิดที่กว้างขึ้น


    คุณศิริวรรณเห็นว่าปัจจุบันมีหนังสือใหม่ๆมาก  แต่อยากอ่านหนังสือของนักเขียนรุ่นเก่า  เพราะหนังสือเก่าเหล่านั้นสนุกและสะท้อนสังคมบ้านเมืองในช่วงนั้นว่ามีความเป็นไปอย่างไร 


    คุณธาตรีเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนิตยสารมากว่า 4 ปี นิตยสารที่ทำนั้นอยู่ได้ไม่นาน  และรู้สึกเสียดายนิตยสารหลายเล่มที่ไม่สามารถอยู่รอด  เนื่องจากนิตยสารไทยในปัจจุบันจะอยู่รอดก็ต้องอาศัยระบบการหาโฆษณาที่แข็งแรง    ในขณะที่นิตยสารต่างประเทศอยู่ได้จากการพึ่งพิงผู้อ่านมากกว่าพึ่งการโฆษณา  ดังนั้นจึงเห็นว่าในปัจจุบันนิตยสารส่วนมากง้อโฆษณามากกว่าง้อผู้อ่าน  จึงทำให้นิตยสารดีๆหลายๆฉบับหายไป  ทางออกที่นิตยสารในสมัยนี้เลือกคืออินเตอร์เน็ต เช่น นิตยสาร a day weekly ก็นำเสนอเป็นนิตยสารออนไลน์  และวรรณกรรมดีๆ ในปัจจุบันก็สามารถอ่านได้จากบล็อกด้วยเช่นกัน  คุณกว่าชื่นเห็นด้วยว่าพฤติกรรมการอ่านของวัยรุ่นปัจจุบันคือการอ่านในบล็อก  และพบว่าในบางบล็อกก็มีผลงานที่ดีมาก และมีกลุ่มคนอ่านบล็อกเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย  ในบางบล็อกผู้เขียนก็แสดงความรับผิดชอบข้อเขียนของตนเองอย่างจริงจัง  นอกจากนี้  นักเขียนบางคนก็อาศัยช่องทางนี้ในการสร้างกลุ่มผู้อ่านด้วย  อีกทั้ง อินเตอร์เน็ตยังถือว่าเป็นช่องทางเผยแพร่วรรณกรรรมทางเลือก   ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักทั้งนักเขียนและผลงาน  แม้ว่านักเขียนบางคนจะไม่บอกชื่อจริงของตนในการสื่อสารหรือเผยแพร่ผลงานในอินเตอร์เน็ตก็ตาม


    คุณรวินทร์เห็นว่าในปัจจุบันหนังสือดีต้องขายได้ด้วย จึงเสนอว่าน่าจะมีการย่อยงานในง่ายขึ้น และนำเสนอด้วยรูปแบบที่น่าสนใจ  เนื่องจากคนในปัจจุบันใช้สายตาดูภาพมากกว่าการอ่านตัวอักษร  จึงควรสร้างงานที่เน้นทั้งการจัดวางรูปแบบให้น่าสนใจ  ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งเนื้อหาด้วยเช่นกัน  และเห็นด้วยที่ว่าอยากอ่านงานรุ่นเก่า  และเล่าว่าเมื่อกลับไปอ่าน ฉันจึงมาหาความหงอย ของคุณไพบูลย์ วงษ์เทศ  ก็ยังขำอยู่  แต่เป็นที่เสียดายว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักว่ามีหนังสือลักษณะนี้อยู่  และเชื่อว่าในสังคมยังมีผู้อ่านที่ต้องการอ่านหนังสือรุ่นเก่าเช่นนี้ด้วย  คุณปราณีเห็นด้วยว่าเด็กชอบอ่านหนังสือที่ง่าย และเน้นอ่านสนุก  อยากให้มีหนังสือที่สามารถดึงความสนใจของเด็กได้


    คุณวิณชชาเล่าว่าจากที่ได้สำรวจหนังสือในร้านเช่าหนังสือพบว่ามีวรรรกรรมต่างชาติเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะวรรณกรรมเกาหลี  และวรรณกรรมเกาหลีบางเล่มก็เขียนโดยคนไทย  ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจทำให้วรรณกรรมของเราถูกกลืนได้ 

     

    7.  การสรุปการเสวนา  โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯ


     คุณชมัยภรสรุปการเสวนาครั้งนี้มีหลายประเด็น  คือ


    7.1 ภูมิหลังของผู้เข้าร่วมเสวนา
     ในช่วงแรกที่เป็นการทำความรู้จักภูมิหลังการอ่านของผู้เข้าร่วมเสวนาพบว่า  แต่ละคนอ่านหนังสือในหลายวัตถุประสงต์  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสนองจิตวิญญาณของตน  เพื่อใช้ประโยชน์  หรืออ่านหนังสือตามกระแส  หรืออ่านตามแนวตลาด

    7.2 มิติทางสังคมที่มีผลต่อการอ่าน
     ช่วยให้มองเห็นสังคมในหลายมิติ  ทั้งในส่วนที่สภาพสังคมเข้ามาสนองในเรื่องการอ่านและการเขียนอย่างไร  หรือบางคนก็เห็นว่าสังคมในสมัยนี้สบายเกินไป  จนทำให้นักเขียนไม่ได้ต่อสู้  จึงไม่สามารถสร้างงานได้เท่านักเขียนรุ่นเก่า  ในส่วนของสำนักพิมพ์นับเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อทิศทางหนังสือ  บางครั้งนิตยสารหรือหนังสือบางเล่มก็เป็นไปตามอุดมการณ์ของสำนักพิมพ์  สำหรับบทบาทของภาครัฐนั้น  คุณชมัยภรยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุด  และยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่า  ในปีนี้ได้ร่วมมือกับสมาคมต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวกับหนังสือ  โดยเสนอให้ภาครัฐประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการอ่านแห่งชาติ  ซึ่งได้แถลงข่าวในเรื่องนี้ไปแล้ว  แต่ก็ไม่ได้รับการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจนกระทั่งบัดนี้  จึงเห็นว่าสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือแต่ละฝ่ายหรือแต่ละคนก็ต้องทำกันเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจภาครัฐ

    7.3 หนังสือในฐานะคัมภีร์แห่งชีวิต
     ผู้เข้าร่วมเสวนาต่างแต่ละคนต่างมีหนังสือที่เป็นคัมภีร์แห่งชีวิตของตน  ซึ่งบางเล่มก็สร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิต  จึงเห็นว่าน่าจะมีแนวทางที่จะเผยแพร่หนังสือเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักในสังคมให้มากขึ้น  ซึ่งอาจจะเผยแพร่ทั้งในแง่ของการทำรายชื่อหนังสือดี   การส่งต่อหนังสือดีให้ผู้อื่นได้อ่าน โดยระบุว่าหนังสือหนึ่งเล่มควรส่งให้ผู้อื่นอ่านอย่างน้อย 7 คน (ส่งคล้ายจดหมายลูกโซ่)

    7.4 การต่อยอดจากการอ่าน
     ผู้ร่วมเสวนาบางคนเสนอว่าน่าจะมีวิธีการต่อยอดการอ่านเพื่อให้หนังสือดีๆเหล่านี้เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง  ซึ่งอาจจะเป็นการนำไปเสนอในศิลปะรูปแบบอื่น  เช่น  ละครเวที (ข้างหลังภาพ) ภาพยนตร์  (ความสุขของกะทิ) 

    7.5 สายสัมพันธ์ระหว่างนักอ่านกับนักเขียน
     ในการเสวนาเห็นว่านักอ่านและนักเขียนบางคนเชื่อมโยงกันด้วยประสบการณ์ร่วมบางอย่างที่สื่อผ่านงานวรรณกรรม  จนทำให้โลกของนักเขียนและนักอ่านมาซ้อนกัน  เห็นว่าหากเสวนาในลักษณะเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่านักอ่านแต่ละคนอ่านงานของนักเขียนคนใด และอาจจะมีโอกาสให้นักอ่านที่เป็นแฟนของนักเขียนแต่ละคนมีโอกาสได้เสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน

    7.6 ผลของระบบการศึกษาต่อการอ่าน
     จากการมีโอกาสเข้าร่วมการเสวนาในหลายเวทีพบข้อสรุปที่ตรงกันว่าระบบการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาของประเทศไม่ได้ช่วยให้การอ่านและการเขียนของประเทศดีขึ้น

    7.7 การเลือกหนังสือของผู้อ่าน
     ในปัจจุบันมีคำถามต่อความเชื่อที่ว่า “อ่านอะไรก็ได้  แต่ขอให้อ่าน” นั้นอาจจะไม่เหมาะกับสังคมปัจจุบัน  เนื่องจากเยาวชนรุ่นใหม่อ่านนิยายรักเกาหลีอย่างเดียว  โดยไม่ยอมที่จะขยายกรอบการอ่านออกไปยังงานประเภทอื่นหรือแนวอื่น  จึงอาจจำเป็นต้องเพิ่มว่า “อ่านอะไรก็ได้  แต่ขอให้อ่านอะไรที่ดีๆ” จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองเพื่อป้อนสิ่งดีๆให้กับผู้ที่รักและชอบการอ่าน

    7.8 อนาคตของการอ่าน
     ผู้เข้าร่วมเสวนาบางคนเสนอว่าอยากอ่านหนังสือดีๆ ราคาถูก บางคนก็เสนอว่าควรที่จะปรับรูปเล่มให้น่าอ่าน  ขณะเดียวกันก็น่าจะปรับเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้น  เพื่อสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่  และอีกส่วนก็เสนอว่าควรจะมีการพิมพ์หนังสือเก่าที่ทรงคุณค่าขึ้นมาใหม่เพื่อสนองตอบความต้องการของคนรุ่นใหม่

    7.9 ทิศทางของนิตยสารในปัจจุบัน
     ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับทิศทางของนิตยสารในปัจจุบันคือ สนใจโฆษณามากกว่าคนอ่าน  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้ทำนิตยสารให้สนใจผู้อ่านมากกว่าโฆษณา

    7.10    นิตยสารออนไลน์
     นิตยสารออนไลน์หรือการเผยแพร่นิตยสารในอินเตอร์เน็ตอาจจะเป็นทางออกของนิตยสารทางเลือกเพื่อสนองตอบผู้อ่านบางกลุ่ม  แต่ก็มีคำถามว่ามีผลการสำรวจว่าในยุคนี้เป็นยุคที่มีคนแก่เป็นจำนวนมาก  และคนแก่เหล่านี้จะมีสักกี่คนที่จะอ่านนิตยสารออนไลน์เหล่านี้  และเพื่อสนองตอบผู้อ่านกลุ่มใหญ่นี้จะปรับการนำเสนอนิตยสารให้ออกมาในรูปแบบใด

    7.11    การนำเสนอเนื้อหาหรือสารที่เสนอมุมมองใหม่ๆในงานวรรณกรรม
     นักอ่านเรียกร้องว่าอยากเห็นเนื้อหาหรือสารที่เสนอมุมมองใหม่ในงานวรรณกรรม  ในประเด็นนี้อาจจำเป็นต้องการมีการเสวนาหารือกันอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะในกลุ่มนักเขียน  กลุ่มผู้อ่าน และระหว่างนักอ่านกับนักเขียน  เพื่อหาความชัดเจนในประเด็นนี้ต่อไป 


    นางสาวอรพินท์  คำสอน
    ผู้บันทึกรายงานการเสวนา


    --------------------------------------------

     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design