สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 2 กันยายน 2557
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
287 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)
ธรรมรำลึก ๑๐๐ ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (17 Dec 2011)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม

  • ประวัติผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี ๒๕๕๐ (ต่อ)
    โพสต์โดย : mataree
    2008-02-08 20:13:13

    ๘.นายนพพร  บุณยฤทธิ์-ผู้ให้ความหลากหลาย


     กว่าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเล่มหนึ่ง ๆจะสำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มให้ได้อ่านกัน  เบื้องหลังการทำงานของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเหล่านั้น  จะมีใครรู้บ้างไหมว่าใครแต่ละคน  แต่ละฝ่าย  แต่ละแผนก  จะต้องทำงานหนักแค่ไหน  และยิ่งไปกว่านั้น  คนที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังสือคือ บรรณาธิการ  จะต้องรวมคนทำงานหนักเหล่านั้นเข้าเป็นคณะเดียวกันไว้  และยังต้องรวมผลงานจากนักเขียนที่ส่งเข้ามาให้เป็นหนึ่งเดียวกันในเล่มอีกด้วย  งานบรรณาธิการหนักขนาดนั้น  และบรรณาธิการคนหนึ่งในอดีตที่ทำงานหนักไม่แพ้เขาเหล่านั้น ก็คือ นพพร  บุณยฤทธิ์  อดีตบรรณาธิการนิตยสารชาวกรุง  ผู้เลื่องชื่อ


     นายนพพร  บุณยฤทธิ์ เกิดเมื่อ  วันที่  ๘  เมษายน  พ.ศ.  ๒๔๖๙  ที่จังหวัดธนบุรี  (ซึ่งปัจจุบันรวมเป็นกรุงเทพมหานคร)  เป็นบุตรคนเดียวของนายสวัสดิ์กับนางเจริญ  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  ธนบุรี    งานเขียนเรื่องแรกชื่อ  เทียนแข  ลงพิมพ์ใน  ประชากร  พ.ศ.  ๒๔๙๑  โดยใช้ชื่อจริง


     นายนพพร  เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๘๘ ที่“ชาติไทยรายวัน”  โดยมีเฉนียน  บุญยเกียรติ  เป็นบรรณาธิการ   จนกระทั่ง  พ.ศ.  ๒๔๙๓  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ออกหนังสือพิมพ์สยามรัฐ  นพพร บุญฤทธิ์จึงมีโอกาสได้เข้าร่วมทำงานด้วย  และได้รับการแต่งตั้งเป็นบรรณาธิการนิตยสารชาวกรุงเมื่อปี ๒๔๙๗ และเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวันเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔   นับเป็นเวลากว่า  ๖๐  ปีในแวดวงบรรณาธิการ


     ในขณะที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน  ตั้งแต่ปี  ๒๕๑๔  เป็นต้นมา เขาได้พิสูจน์ให้ผู้อ่านเห็นว่า  สยามรัฐในยุคนั้นเป็นปากเสียงแทนประชาชน  เขาเคยถูกอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวหาว่า  หมิ่นประมาท  ถูกตำรวจสันติบาลจู่โจมเข้าจับกุมตัวไปสอบสวน  และยังเป็นบรรณาธิการที่กล้าต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมของผู้นำรัฐบาล  นั่นคือ  คดีทุ่งใหญ่  ที่สยามรัฐนำมาตีแผ่ให้ผู้อ่านทราบโดยละเอียด  จนถูกภัยมืดเล่นงานเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด


    เขาเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๘๘,  เป็นบรรณาธิการ  ชาวกรุง  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๙๗, เป็นบรรณาธิการ  สยามรัฐรายวัน  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๔,  ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๖, เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๗,  เป็นสมาชิกวุฒิสภา  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙  อีกทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย  สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  และสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 


     แม้จะทำงานในหน้าที่บรรณาธิการหนักเพียงใด  แต่เขาก็ไม่เคยละเลยงานเขียน  เขาเขียนมาตั้งแต่ยังเป็นนักข่าว   จนเป็นบรรณาธิการชาวกรุง  และสยามรัฐรายวัน  งานเขียนของเขามีมากมาย  รวมพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุ้คทั้งหมด  ๒๓  เล่ม  อาทิ  รอยหนามงิ้ว  (เล่ม ๑-๒),ตลาดชีวิต,กรายกรุง,สี่กั๊กกรุงเทพ,สนิมโลกีย์,ป่าช้าคนเป็น,ไคลคนเรื่องของชาวบ้าน,รอยยิ้มกลางแดด,หัวร่อในวารี,ไม่หวานไม่เผ็ด,นรกที่มองเห็น,สวรรค์ที่มองไม่เห็น,ฝนมาฟ้าหมอง,เปลือกตาสีคล้ำ,ลมหายใจสีเหลือง,ฝนตกฟ้าไม่ร้อง,เกลือหวานน้ำตาลเค็ม,รอยยิ้มสีดำ,ไม่ร้อนไม่หนาว,เสียวไส้  ฯลฯ   นอกจากนี้ผลงานของท่านยังถูกนำไปแสดงละครวิทยุ  ๒๐  กว่าเรื่อง  เช่น  ชุดร้อยชีวิต  รวมทั้งเรื่องสั้นที่ถูกนำไปแสดงเมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๐๗   และงานเขียนประเภทสารคดีออกอากาศรายการ รอบเมืองไทย  ระหว่าง  พ.ศ.  ๒๕๐๓-๒๕๐๔  ทางสถานีวิทยุ  ท.ท.ท.   โดยใช้  “นพพร  บุณยฤทธิ์”  เขียนเรื่องชีวิต  ใช้นามปากกา  “นิตย์  นราธร”  เขียนเรื่องประเภทหรรษา


     เส้นทางเดินของนพพร บุณยฤทธิ์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นเดียวกับที่นักหนังสือพิมพ์รุ่นพี่เป็น  เขาทำงานหนักและต้องพร้อมเผชิญกับภัยจากการพูดความจริง  ซ้ำงานบรรณาธิการยังต้องระมัดระวังรอบด้านทั้งเนื้อหาสาระที่จะเสนอต่อผู้อ่าน และภาษา ตลอดจนวรรณศิลป์ที่จะปรากฏต่อสายตาของผู้อ่าน  ชาวกรุง และสยามรัฐ  ถือว่าเป็นนิตยสารและหนังสือพิมพ์คุณภาพ  และความมีคุณภาพนั้น  นพพร บุณยฤทธิ์ เป็นคนหนึ่งที่ทำงานหนักเพื่อให้คุณภาพเหล่านั้นได้ปรากฏ 


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันเข้มแข็งจริงใจ   ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่    นายนพพร  บุณยฤทธิ์ เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป



    ๙.ศาสตราจารย์ประเสริฐ  ณ นคร-ผู้ให้วิชาการ


     ชื่อ ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร  ถูกจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ในทุกวงการ  ไม่ว่าจะเป็นวงการภาษาและวรรณกรรม  วงการประวัติศาสตร์  หรือวงการการศึกษาอุดมศึกษา  เพราะด้วยเหตุที่ท่านเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ในทุกด้านที่ได้กล่าวมานั้นเอง 


     ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร เกิดเมื่อวันที่๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ที่ตำบลในเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดแพร่  เป็นบุตรของนายบุญเรือง  และนางกิมไล้  สมรสกับนางเยาวลักษณ์  (ลีละชาติ)


     ในด้านการศึกษา  เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษา ๖  จากโรงเรียนสตรีนารีรัตน์  จ.แพร่   จบมัธยมศึกษา  ๖  (สอบข้ามชั้น ม.๓ และ ม.๕) จากโรงเรียนพิทยาลัยแพร่  จ.แพร่  จบมัธยมศึกษา ๘  จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย  จ.เชียงใหม่  จบมัธยมศึกษา  ๘  อีกครั้ง(ซ้ำชั้น  เพื่อสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง)จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
    จบปริญญาวิศวกรรมเกษตร  มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ,ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ,ปริญญาโท  และปริญญาเอกทางวิชาสถิติ  และผสมพันธุ์พืช  มหาวิทยาลัยคอร์แนล  สหรัฐอเมริกา และประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
    เคยรับราชการเป็นนักเกษตรผู้ช่วยโท  แผนกปฐพีวิทยา  และอาจารย์วิทยาลัยเกษตรบางเขน  กรมเกษตรและการประมง  พ.ศ.  ๒๔๘๗  เป็นอาจารย์โทแผนกวิศวกรรม  คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  พ.ศ. ๒๕๐๓  ได้รับโปรดเกล้าฯ  เป็นศาสตราจารย์  พ.ศ.  ๒๕๐๗  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตร  พ.ศ. ๒๕๑๕  ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย  อยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุ  พ.ศ. ๒๕๒๙  นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  พ.ศ. ๒๕๔๒  นกยกราชบัณฑิตยสถาน
    อดีตนายกราชบัณฑิตยสถานและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี  พ.ศ. ๒๕๓๑ 

    เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์  ชะตาชีวิต  ใกล้รุ่ง  ในดวงใจนิรันดร์  แว่ว  เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
     ศาสตราจารย์  ดร.ประเสริฐ  ณ  นคร  สนใจงานด้านคณิตศาสตร์  สถิติ  การคำนวณปฏิทิน  การแต่งเพลง  พันธศาสตร์  ประวัติศาสตร์  ภาษาไทยโบราณ  มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เป็นที่ยอมรับและอ้างถึงในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง  เป็นที่รู้จัก  ได้แก่  การชำระประวัติศาสตร์สุโขทัย  ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไทย  หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย  การแบ่งกลุ่มไทยตามตัวหนังสือ  พจนานุกรมไทยอาหม  ตัวอักษรไทยในล้านนา  ที่มาของอักษรไทยล้านนาและไทยลื้อ  นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งภายในและต่างประเทศ  ไม่ต่ำกว่า  ๑๐๐  บทความ


     ศาสตราจารย์  ดร.ประเสริฐ ณ  นคร  เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า  เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา  ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ  ทั้งคณิตศาสตร์  สถิติ  ประวัติศาสตร์ไทย  ปฏิทินไทย  ภาษาไทยจารึก  ศิลปะวรรณคดี  และวัฒนธรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตของไทยศึกษา  ไปสู่ไทศึกษาหรือการศึกษาเรื่องของชนเผ่าไทอื่น ๆ  นอกประเทศไทย  การสืบค้นภาษาไทในเมืองจีน  แนวการปริวรรตอักษรพื้นเมืองล้านนา  ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก  เล่าเรื่องในไตรภูมิพระร่วง  ความสำคัญของวรรณคดีท้องถิ่น  หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย  ประวัติศาสตร์ล้านนาจารึก  ความเห็นเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหง  เรื่องเกี่ยวกับศิลาจารึกสุโขทัย  และศักราชในจารึกสมัยสุโขทัย  เป็นต้น   ผลงานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง  และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา  นักวิชาการหลายสาขาอ้างอิงแนวคิด


     ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร เคยเป็นศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนพิทยาลัยแพร่,  ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,  สมาชิก  ฟาย  กาปา  ฟาย  ในฐานะเรียนดีที่สหรัฐ,  สมาชิก  ซิกม่า  ซาย  ในฐานะนักวิจัยดีเด่นสหรัฐ,  Distinguished  Alumnus  Award  จาก  The  Philipines  University}  แผ่นเสียงทองคำประพันธ์เนื้อเพลง,  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ  ประจำปี  ๒๕๓๑  ในกลุ่มสาขาปรัชญา (ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี)  โดยสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ,  กิตติเมธี  ในสาขาศิลปะศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๓ , รางวัลพระเกี้ยวทองคำในฐานะผู้ส่งเสริมภาษาไทยดีเด่นจาก  คณะกรรมการรณรงค์ภาษาไทย  พ.ศ.  ๒๕๓๒   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  ได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลดีเด่น  ในงาน ๑๐๐  ปี  นักเรียนทุนรัฐบาลไทย  พ.ศ. ๒๕๓๗,  ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น  พ.ศ. ๒๕๓๕,  Asean  Award Literarya  พ.ศ.  ๒๕๓๖, บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม  สาขามนุษยศาสตร์  ประจำปี  พ.ศ.  ๒๕๓๕  จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ,  บุคคลดีเด่นของชาติสาขาพัฒนาสังคม (ด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรม)  ประจำปี  พ.ศ. ๒๕๔๐ จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ, รางวัลเกียรติยศผู้สร้างความก้าวหน้าทางวิชาการพันธุศาสตร์  สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย  พ.ศ. ๒๕๔๐, ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการตั้งชื่อโรงละคร  สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตรว่า  “โรงละคร  ประเสริฐ  ณ  นคร”  พ.ศ.  ๒๕๔๔,  ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย  พ.ศ. ๒๕๕๐  จากกระทรวงวัฒนธรรม , ได้รับรางวัลสุรินทราชา  ในฐานะนักแปลอาวุโสดีเด่น  พ.ศ. ๒๕๕๐  จากสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย

    นับเป็นการสร้างสรรค์งานด้านภาษา วรรณกรรม  ประวัติศาสตร์ และอื่น ๆอันทรงคุณค่ายิ่งนัก  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันเข้มแข็งจริงใจสืบเนื่องยาวนาน   ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่    ศาสตราจารย์ประเสริฐ  ณ นคร เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป



    ๑๐.นายพยงค์ มุกดา-ผู้ให้เสียงผ่านตัวอักษร

     “เห็นเดือนรูปเคียวเกี่ยวกิ่งฟ้า  เมฆน้อยลอยมา นภาสลัวมัวเกลื่อน...”


     ภาษาในเพลงเพลง “แรมพิศวาส” นี้ให้จินตภาพลึกซึ้ง  และให้รสอารมณ์โศกแก่ผู้ได้ฟัง  และผู้ประพันธ์คือนายพยงค์ มุกดา ยืนยันว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านนวนิยายของสุวัฒน์ วรดิลก หรือ “รพีพร” และไม่ได้มีเพลงนี้เพลงเดียว  หาก ยังมีเพลงอีกนับเป็นพันเพลงของพยงค์ มุกดาที่ให้จินตภาพและได้รสอารมณ์   และไม่ใช่เพียงรสโศกเท่านั้น  หากยังมีทั้งรสรัก  รสหรรษา  รสสนุก เข้มแข็ง  จริงจัง  พยงค์  มุกดาสามารถสร้างสรรค์ได้ทุกรสอารมณ์   


      นายพยงค์  มุกดา เกิดเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๔๖๙  ที่ตำบลท่าเสา  อำเภอเมืองราชบุรี  จังหวัดราชบุรี  เป็นบุตรของนายแก้วและนางบุญ   จบการศึกษาชั้นประถมที่๔ ที่โรงเรียนเทศบาล๒๓ (โรงเรียนวัดราชนัดดาราม)  ระหว่างเรียนต้องช่วยมารดาทำมาค้าขาย  โดยการหาบขนมขายโดยนายพยงค์ฯ  ต้องเป็นผู้ร้องขายขนม  เช่น  “ขนม...แม่เอ๊ย...จ๊ะ”  ด้วยเสียงดังสดใส 


    กิจกรรมที่เด่นเป็นพิเศษขณะศึกษาที่โรงเรียนดังกล่าวคือ  ได้รับคัดเลือกให้เป็นต้นเสียงในการร้องเพลง  เมื่อร้องเพลงให้ผู้ใหญ่ฟังมักได้รับรางวัลตอบแทนครั้งละสตางค์สองสตางค์อยู่เนือง ๆ   ขณะเรียน  วิชาที่สนใจเป็นพิเศษคือ  วิชาเรียงความ  เขียนไทย  อ่านไทยโดยเฉพาะการอ่านไทย  ทำคะแนนได้เต็มเสมอ


    ด้วยเหตุที่จบการศึกษาเพียงชั้นประถมปีที่ ๔  เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เขาจึงทำงานเป็นทั้งกรรมกร ลูกจ้าง ยามรักษาการณ์ ฯลฯ  แต่ความสนใจจริงในชีวิตอยู่ที่การร้องเพลง  เขาชอบฟังเพลง ดูการร้องเพลง ประกวดร้องเพลง  และสามารถแต่งเพลงประกวด  เพลงแรกที่แต่งประกวดชื่อ "ชายรูปชั่ว” (๒๔๘๕) ได้รับการนำไปร้องสลับฉากหน้าม่าน  จึงได้โอกาสเข้าไปทำงานอยู่ในโรงละครนิยมไทย  แถวเวิ้งนาครเกษม เมื่ออายุได้เพียง ๑๕ ปี  ระหว่างทำงานนั้นได้สร้างชื่อโดยการแต่งเพลง “นกขมิ้น” (๒๔๘๗)ประกอบละคร เป็นที่ประทับใจทั้งผู้จัด ผู้ร้องและผู้ชมเป็นอันมาก   จึงได้ก้าวเข้าสู่วงการเพลงและละครเต็มตัว  บางครั้งก็ก้าวไปถึงคณะละครเร่ด้วย  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนก็ก้าวเข้าสู่วงการดนตรีและภาพยนตร์   และมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งได้เข้าไปเป็นนักแต่งเพลงนักร้องกองดุริยางค์ทหารเรือ  ฯ  ได้แต่งเพลงมาร์ชเข้าประกวดชิงถ้วยของนายกรัฐมนตรี  (จอมพล ป.พิบูลสงคราม)  และมีเพลงที่ได้รับรางวัลชมเชยหลายเพลง  เช่นเพลงมาร์ชหลักไทย  มาร์ชแผ่นดินทอง  และเพลงธรรมเป็นอำนาจ  ช่วงที่อยู่กับกองทัพเรือได้สร้างสรรค์เพลงตลกและเพลงปลุกใจขึ้นมาเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน

    นายพยงค์ แต่งเพลง ด้วยการเคาะจังหวะ  และอาศัยความรู้เรื่องสัมผัสที่ได้จากการเรียนหนังสือ  และการสนใจฟังเพลง   ประกอบกับเป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกชนิด  ประนักประพันธ์ที่ชื่นชอบคือ  ป.อินทรปาลิต  ซึ่งมีทั้งเรื่องชีวิต  เรื่องตลก  และชอบ  สุวัฒน์  วรดิลก  ศักดิ์เกษม  หุตาคม  (อิงอร) ผู้ให้แรงบันดาลใจในสำนวนโวหารที่คมคาย  เพลงแรมพิศวาสก็เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้


     ที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งก็คือนายพยงค์  ได้จดบันทึกการแต่งเพลง  เนื้อร้อง  ผู้ขับร้อง  ตามบันทึกแผ่นเสียงเดือน  พ.ศ.  ไว้อย่างละเอียด  ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน  ทำให้สะดวกแก่การศึกษายิ่งนัก  ตามทำเนียบที่ปรากฏเมื่อ  ๒๐ ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๓๔  มีอยู่ทั้งสิ้น  ๑,๕๕๓  เพลง  และหลายเพลงนายพยงค์ฯ บอกว่า บันทึกซ้ำแล้วซ้ำอีก  แล้วก็มีหลายเพลงที่ลืมจด  เพราะไม่ได้บันทึกเป็นแผ่นเสียง 


     เกียรติคุณรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานที่ได้รับในฐานะผู้แต่งคำร้อง  คือ นกขมิ้น  ช่อทิพย์รวงทอง   รอพี่กลับเมืองเหนือ   รักใครไม่เท่าน้อง  และ ฝั่งหัวใจ  ส่วนเพลง  เป็นไปไม่ได้  ได้รับการคัดเลือก จากโครงการวิจัยกวีนิพนธ์คือพลังทางปัญญาของสังคมไทยร่วมสมัย  ของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ ให้เป็นหนึ่งในกวีนิพนธ์ที่มีพลังทางปัญญา  และรางวัลเกียรติคุณที่ถือเป็นความภูมิใจสูงสุดคือ  การได้รับการประกาศเกียรติคุณ จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง  (เพลงลูกทุ่ง เพลงไทยสากล) เมื่อปี ๒๕๓๔


     นายพยงค์  มุกดา  เป็นตัวอย่างของผู้เรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านสถาบันการศึกษา  การอ่านและการใส่ใจสิ่งรอบตัวทำให้เขามีความสามารถในการประพันธ์เพลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ   วรรณศิลป์ในเพลงของนายพยงค์ มุกดา  มีโวหาร และความงดงามทางภาษาเทียบเท่านักอักษรศาสตร์  และเขายังเป็นตัวอย่างของผู้ทำงานสร้างสรรค์ทางตัวอักษรที่ให้ความสำคัญกับความสืบเนื่องของงาน   
    และการอดทนรอคอยต่อความสำเร็จได้


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันเข้มแข็งจริงใจสืบเนื่องยาวนาน   ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่    นายพยงค์ มุกดาเพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป


     ๑๑.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ระวี ภาวิไล-ผู้ให้คำตอบชีวิต


    ศาสตราจารย์กิตติคุณ  ดร.ระวี  ภาวิไล  ได้รับการคัดเลือกเป็น  ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ.  ๒๕๔๙   และได้รับรางวัลสุรินทราชา  ในฐานะนักแปลอาวุโสดีเด่น  พ.ศ. ๒๕๕๐  จากสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย


     หนังสือ “ปรัชญาชีวิต” ของคาลิล ยิบราน  เป็นคัมภีร์ชีวิตเล่มหนึ่งของนิสิตนักศึกษาและปัญญาชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิต     หลายวรรคหลายตอนของหนังสือเล่มนี้ตอบคำถามของชีวิตได้  หลายวรรคหลายตอนของหนังสือเล่มนี้นำพาไปสู่ความเข้าใจ และการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตที่งดงาม  ผู้ที่ถ่ายทอดและทำให้หนังสือเล่มนี้แพร่หลายไปถึงหัวใจของนักอ่านก็คือ  ระวี  ภาวิไล
    หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า  ศาสตราจารย์กิตติคุณระวี  ภาวิไล
     

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ระวี  ภาวิไล เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๔๖๘
     เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนหุตะวณิช,ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  และเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, วิทยาศาสตร์บัณฑิต  สาขาฟิสิกส์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาทางฟิสิกส์  จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด  ประเทศออสเตรเลีย และจบปริญญาเอกทางดาราศาสตร์  จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ  ประเทศออสเตรเลีย


     ศาตราจารย์กิตติคุณ ดร.ระวี  เป็นอาจารย์และนักวิชาการด้านดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของไทย   เริ่มเป็นอาจารย์เมื่ออายุเพียง  ๑๙  ปีเศษ  ประจำภาควิชาฟิสิกส์  คณะวิทยาศาสตร์  ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.  ๒๔๘๘  จนเกษียณอายุราชการในปี  พ.ศ.  ๒๕๒๙    นับเป็นบุคคลที่บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์รุ่นแรก ๆ ของไทย  และมีส่วนให้สังคมไทยโดยเฉพาะเยาวชนให้ความสนใจการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์มากขึ้น  สำหรับบุคคลทั่วไป  อาจเริ่มรู้จักท่านดีในช่วงการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์  เมื่อต้นปี  พ.ศ.  ๒๕๒๙ 


     ผลงานทางดาราศาสตร์ของศาสตราจารย์กิตติคุณ  ดร.ระวี ภาวิไลเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ  เคยร่วมประชุมและรับเชิญทำงานวิจัยในต่างประเทศเกือบ  ๒๐  ครั้ง  มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญ  ดังเช่น  เรื่องโครงสร้างละเอียดของโครโมสเฟียร์  ดวงอาทิตย์  เรื่องโครงสร้างอาณาจักรบริเวณกัมมันต์บนดวงอาทิตย์  เรื่องโครงสร้างและการเคลื่อนไหว  ของบรรยากาศระดับโครโมสเฟียร์ของดวงอาทิตย์  เรื่องบรรยากาศของดวงอาทิตย์  เป็นต้น  


    นอกจากนี้ ท่านยังมีความสนใจทางด้านศาสนาและปรัชญา  เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม  รวมทั้งงานแปลวรรณกรรมคลาสสิกและปรัชญาศาสนา    ในด้านพุทธศาสนา  ได้คิดค้นแบบจำลองจิต-เจตสิก  ใช้ในการช่วยศึกษาแลเข้าใจพระอภิธรรม  เป็นแบบจำลอง  ที่สามารถแสดงการประกอบของเจตสิก  ในจิตแต่ละดวง  ได้สมบูรณ์มาก  ใช้ในการศึกษาเพื่อหาองค์ธรรม  ในพระสูตรได้ด้วย  ช่วยให้สามารถศึกษาพระอภิธรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว    เคยเป็นกรรมการบริหารโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน  โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย   


    มีผลงานเขียนและแปลหลายเล่ม เช่น คุณค่าชีวิต ,ชีวิตดีงาม,.ดาวหาง,ดาราศาสตร์และอวกาศ  ,ทรายกับฟองคลื่น  โดย  คาลิล  ยิบราน  ,ปรัชญาชีวิต  โดย  คาลิล  ยิบราน  ,สาธนา : ปรัชญานิพันธ์  โดย  รพินทรนาถ  ฐากูร  ,ปีกหัก  โดย  คาลิล  ยิบราน  ,พระพุทธศาสนาในประเทศไทย  ,.สู้ชีวิต  ,รู้สึกนึกคิด  ,ศาสนากับปรัชญา  (ความสงัด)  ,สุริยุปราคา ๒๔  ตุลาคม  ๒๕๓๘  ,หัวใจของศาสนาพุทธ  .หิ่งห้อย:ปรัชญานิพนธ์  โดย  รพิน ทรนาถ  ฐากูร  แปลร่วมกับ  ประคิณ  ชุมสาย  ณ  อยุธยา  .อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ,เพ่งพินิจเรื่องชีวิต  ,บุปผชาติแห่งชีวิต  ,โลกทัศน์ชีวทัศน์เปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา  ,ดอกไม้ในสวน  ,และอลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์  โดย  ลูอิส  คาร์รอลล์   
    ศาสตราจารย์กิตติคุณ  ดร.ระวี  ภาวิไล  ได้รับการคัดเลือกเป็น  ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เมื่อพ.ศ.  ๒๕๔๙    และได้รับรางวัลสุรินทราชา  ในฐานะนักแปลอาวุโสดีเด่น  พ.ศ. ๒๕๕๐  จากสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย


    ปัจจุบัน  เป็นราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน  เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ  และเป็นผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องการกำเนิดของจักรวาล  วิจัยเรื่องอุกกาบาตที่ตกในประเทศไทย  ยังทำงานแปลและงานเขียน  และบรรยายเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์  ศาสนาและปรัชญา  รวมทั้งเป็นหนึ่งในบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ 


    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ระวี  ภาวิไล แม้จะอยู่ในวัย  ๘๐ ปี แต่ยังใส่ใจต่อการค้นหาความหมายต่อชีวิต  และความต้องการคำตอบของสังคมไทย  ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศาสนา  หลายครั้งที่ได้อุทิศตนเป็นวิทยากรไขข้อสงสัยในข้อธรรมะ และปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์   เมื่อทั้งสองสิ่งนั้นอาจรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้  จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ศาตราจารย์กิตติคุณระวี  ภาวิไลคือ ผู้แสวงหาแถวหน้าผู้พร้อมให้คำตอบแก่ชีวิตเสมอ 


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันสุขุม  จริงใจและต่อเนื่อง    ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่   ศาสตราจารย์กิตติคุณระวี  ภาวิไล  เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป


    ๑๒.นางสมสุข  กัลย์จาฤก-ให้ด้วยรัก

     นาม “สมสุข  กัลย์จาฤก” เป็นที่รู้กันในหมู่คนทำงานวงการเดียวกันว่า  เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคณะกันตนา และบริษัทกันตนา แทบทั้งหมด   ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีไฟในการทำงานตลอดเวลา  เก่งทั้งในด้านงานสร้างสรรค์บทละคร ทั้งวิทยุและโทรทัศน์  และเก่งทั้งในด้านการจัดการบริหาร  นับเป็นผู้หญิงเก่งอีกคนหนึ่งที่ไม่นิยมการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเอง  ทั้งที่สังคมกำลังจมอยู่ในกระแสการโฆษณา


     นางสมสุข  กัลย์จาฤก   เกิดเมื่อ  วันที่  ๑๔  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๔๗๐  เป็นลูกสาวคนเดียวของ  นายเชื้อ  สินศุข  และ  นางเพ็ญ  สินศุข  มีพี่น้องร่วมบิดา  ๙  คน  เรียนหนังสือจบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์  และต้องหยุดเรียนไปโดยปริยายเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา  หลังจากศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  แผนกอักษรศาสตร์ได้เพียงปีเดียว   เริ่มทำงานเมื่ออายุ  ๒๐  ปี  ในตำแหน่งข้าราชการในพระองค์  แผนกพระราชพาหนะ  สำนักพระราชวัง


      แต่งงานกับนายประดิษฐ์  กัลย์จาฤก  เมื่ออายุ  ๒๓  ปี  มีลูก  ๕  คน  มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ร่วมสร้างความเจริญเติบโตให้กับ  “คณะ  กันตนา”  บริษัท  กันตนา  วิดิโอ  โปรดักชั่น  จำกัด  จนมาเป็น  บริษัท  กันตนากรุ๊ป  จำกัด  (มหาชน)  ในปัจจุบัน   เขียนบทละครวิทยุเรื่องแรก  หญิงก็มีหัวใจ  ในปี  ๒๕๐๑  และเขียนบทละครวิทยุเรื่อยมาจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  นอกจากนี้ยังมีผลงานด้านการเขียนบทภาพยนตร์โทรทัศน์และบทละครโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง   


    เมื่อ  กันตนา  เริ่มมาทำละครโทรทัศน์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี  ๒๕๑๙  ได้ผันตัวเองมารับบทหน้าที่เป็นบรรณาธิการบทละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ให้กับกันตนาทุกเรื่อง  ตั้งแต่ละครโทรทัศน์เรื่องแรก ๆ  อาทิ  ๓๘  ซอย ๒  และ  บาปบริสุทธิ์  จนถึงภาพยนตร์แอนิเมชั่น  ก้านกล้วยภาค ๑ และ ๒ และ คนไททิ้งแผ่นดิน  ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของกันตนา   เมื่อมีปัญหาเรื่องสุขภาพเนื่องมาจากโรคความดันโลหิตสูง  หมอห้ามไม่ให้อ่านหนังสือมาก  ทำให้ต้องเลิกเขียนและอ่านบทละครโทรทัศน์ไปโดยปริยาย  แม้ยังรักการเขียนหนังสืออยู่มาก    และยังคงติดตามวงการละครโทรทัศน์และข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอด


     ผลงานส่วนหนึ่งปรากฏในนามปากกา  อาทิ  กุสุมา  สินสุข,  นิรัติสัย,  ขวัญข้าว,  ภักดี  ปฏิภาณ,  พงษ์จันทร์, สิทธานต์,  กันตนา  และภายใต้นาม  “ประดิษฐ์  กัลย์จาฤก”  โดยได้ประพันธ์บทละครวิทยุกว่า  ๑๔๐  เรื่อง  ประพันธ์บทภาพยนตร์โทรทัศน์และละครโทรทัศน์กว่า  ๔๐  เรื่อง  เริ่มจากรับเขียนบทภาพยนตร์ชุดโทรทัศน์ให้กับรัชฟิล์มในปี  ๒๕๑๘-๒๕๑๙  เช่น  เกล็ดมรกต  ใจแม่  เมียจำเป็น  ปมด้อย  หอขวัญ  ลูกกรอก  อิทธิพลรัก  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังเขียนบทละครโทรทัศน์ของกันตนาอีกหลายเรื่อง  ปะการังดำ  ให้กับ  คณะภัทราวดี  ศรีไตรรัตน์    ต่อมาในปี  ๒๕๑๙-๒๕๒๒  เขียนให้กับ  ดาราฟิล์ม  (ต่อมาคือ  ดาราวีดีโอ)  เช่น  ห้องหุ่น  ปอบผีฟ้า  และมนุษย์ประหลาด  เป็นต้น   บทละครวิทยุที่ได้รับความนิยมมาดัดแปลง  อาทิ  (เงินปากผี  หญิงก็มีหัวใจ  บันทึกรักพิมพ์ฉวี  ผีพยาบาท  ผู้หญิงคนหนึ่ง  แม่น้ำ  สุสานคนเป็น  เป็นต้น 


     นางสมสุขจัดตั้ง  “กองทุนประดิษฐ์  กัลย์จาฤก”  เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับการวิจัยด้านนิเทศศาสตร์  ระดับบัณฑิตศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธาน  กิตติมศักดิ์  มูลนิธิประดิษฐ์-สมสุข  กัลจาฤก  เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์และวิจัยทางด้านสื่อสารมวลชนและสาธารณประโยชน์   ปัจจุบันมีตำแหน่ง เป็นประธานกิตติมศักดิ์  บริษัท  กันตนา  กรุ๊ป  จำกัด  (มหาชน)


       นางสมสุข ได้รับการประกาศเกียรติคุณในฐานะศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์  จากสมาคมศิษย์เก่าเขมะสิริอนุสสรณ์   ได้รับเชิญ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลักสูตรภาษาไทยเพื่อการสื่อสารมวลชน  คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  และได้รับพระราชทานปริญญาคุรุศาสตร์บัณฑิตกิติมศักดิ์ (ภาษาไทย)  สถาบันราชภัฎเพชรบูรณ์


     ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้านศิลปะ  ประเทศญี่ปุ่น  (Japan  Art  Festival)  สำหรับบทละครวิทยุเรื่อง  แม่น้ำ  จากบริษัท  บุนคา  โฮโซ  จำกัด  (Bunca  Hoso  (Nippon  Cultrural  Broadcaasting  Inc.)]  มอบโดยนายทานิกากิ  เซ็งอิจิ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ญี่ปุ่น  เมื่อวันที่  ๒๕  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๒๒  รางวัลนี้มอบให้กับ  “กุสุมา  สินสุข”  ในฐานะผู้ร่วมประพันธ์  ให้ข้อมูลและพล็อตเกี่ยวกับละครเรื่องนี้  
    ได้รับรางวัลดาวเทียมทองคำ  รางวัลบทโทรทัศน์ดีเด่นยอดเยี่ยม  “กุสุมา  สินสุข”  จากเรื่อง  ผู้หญิงคนหนึ่ง  ในปี  ๒๕๒๖


    ผู้หญิงคนหนึ่ง นาม “สมสุข  กัลย์จาฤก” ทำงานสร้างสรรค์บทละครวิทยุและโทรทัศน์มาโดยตลอดระยะเวลา เกือบ ๒๐ ปี  ด้วยหัวใจทุ่มเท  ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้นามปากกาที่ไม่เปิดเผย   หรือแม้แต่ภายใต้ชื่อของสามี  งานบทละครวิทยุและโทรทัศน์เหล่านั้นก็ยังหลั่งไหลออกมาภายใต้ใจรักของผุ้หญิงคนนี้  ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหัวใจ


       สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันจริงจัง จริงใจและต่อเนื่อง    ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่   นางสมสุข  กัลย์จาฤก  เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป


    ๑๓.นายสุนทร  จันทรัมพร-ผู้ให้จินตนาการ


     โลกของนักเขียนเรื่องแต่งเป็นโลกของจินตนาการ   เป็นเรื่องของความคิดฝัน  ซึ่งนำไปสู่การทำความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม  การจินตนาการจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเขียนในอันที่จะนำนักอ่านเข้าสู่โลกการเขียน  สุนทร  จันทรัมพร    นักเขียนเรื่องแต่ง  ทั้งนวนิยายสมัยใหม่และ จินตนิยาย  สร้างสรรค์งานจินตนาการได้เหมาะงาม  เป็นการสร้างความหลากหลายให้ยุคสมัย


     นายสุนทร เกิดเมื่อ  วันที่  ๕  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๐  ที่อำเภอเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี 


    เริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกปี  พ.ศ.  ๒๔๙๓   ขณะนั้นเข้าประจำทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลักเมืองรายวัน  และได้ส่งประกวดเรื่องสั้นจำพวกนักเขียน “สะวิง” ของหนังสือพิมพ์หลักเมืองรายวันด้วย   โดยเขียนเรื่องสั้นชื่อ  “นี่ไงล่ะ...บางกอก”   ซึ่งเขียนในเรือ  “โชคปากพนัง”  ขณะเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ -  เกาะสีชัง   เรื่องนั้นได้รับการพิจารณาให้ลงพิมพ์ได้ จากนั้นก็เขียนเรื่องสั้นลงในหนังสือพิมพ์หลักเมืองนาน ๆ ครั้ง  ตามด้วยนวนิยายในเวลาต่อ ๆ มา  โดยใช้นามปากกาว่า “ชุมพล  ชัยสุนทร” เขียนอยู่เป็นเวลาปีเศษ มีนวนิยายชุดเสือดุ   อันเป็นนวนิยายตามสมัย เพราะยุคนั้น  ป.อินทรปาลิต  กำลังเขียนเรื่องเสือใบ-เสือดำ มีนักอ่านติดกันงอมแงม


     ในปี ๒๔๙๕  ได้เขียนนวนิยายเรื่อง  “สาวเกาะสมุย”  ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่าน   โดยมีมนัส  จรรยงค์  นักประพันธ์ชื่อดังสนับสนุนให้บริษัทสนั่นศิลป์ภาพยนตร์จัดสร้างเป็นภาพยนตร์  นับเป็นหนังไทยสีธรรมชาติเรื่องที่สองในยุคนั้น 


     ในปีเดียวกันนี้  ต่อมาได้เป็นนักเขียนของค่ายเสนาสารของกองทัพบก  มีเรื่องสั้นตีพิมพ์เป็นจำนวนมาก  อาทิ  สั่งแหลม พลายดำ  ไขสน  ชีวิตทองบนกองเลือด  จินตนิยาย   จอมใจขุนพลดำ  (เรื่องนี้ทำเป็นละครวิทยุโดยคณะพิมานแมน ออกอากาศในสมัยนั้น)


    นายสุนทร สร้างสรรค์งานเขียนได้หลากหลายประเภท  และมีนามปากกาหลากหลาย  ดังนี้
     นามปากกา   “ชุมพล  ชัยสุนทร”  เขียนเรื่องบู๊  เรื่องยาว  คือเรื่อง  “ฉ้าย  เจ้าพ่อขนอม  และ  จาง  เจ้าพ่อกาญจนดิษฐ์”  (สองเสือร้ายแห่งภาคใต้) 
    นามปากกา “เบญจวรรณ”  เขียนหนังสือรูปเล่มหรือพ็อกเก็ตบุ้ค  โดยมากเป็นเรื่องรัก  ที่จำได้มีเรื่อง   “สุดสวาท”  “วัยรัก-วัยเรียน”  “กำแพงรัก...”  “รักด้วยเลือด”  ฯลฯ  สำนักพิมพ์บรรลือสาส์นผ่านฟ้าเป็นผู้จัดจำหน่าย 
    นามปากกา “สุคันธา  เทพินทร์”  นามเขียนกลอนผู้หญิง  คู่โต้กลอนรักคู่กับ  “สุนทร  จันทรัมพร”  ในหนังสือพิมพ์เพลินจิตรายสัปดาห์  เป็นระยะเวลาร่วมปี 


    นามปากกา “แปดธนู”  ใช้เขียนกลอนกระแนะกระแหนการเมือง  เขียนประจำในหนังสือพิมพ์หลักเมืองรายวัน 
    นามปากกา  “สายพิณ”  เขียนประวัติดารา  นักแสดง  นักร้องมีชื่อเสียงเป็นต้นว่า  สุเทพ  วงศ์กำแหง,  อ.ไพบูลย์  บุตรขัน,  สุรพล  โทณวณิก,  มิตร  ชัยบัญชา,  สุรพล  สมบัติเจริญ,  กิ่ง  แก้วประเสริฐ,  เพชรา  เชาวราษฎร์,  เพ็ญศรี  พุ่มชูศรี  และอีกหลาย ๆ ท่าน  ลงในหนังสือพิมพ์ผดุงศิลป์รายสัปดาห์


    ชื่อจริง  “สุนทร  จันทรัมพร” ใช้เขียนนวนิยาย  อาทิ  หมุยหลี  (บรร ลือสาส์น พิมพ์)  “พยัคฆ์สาว”  ตีพิมพ์ในเพลินจิต รายสัปดาห์  ขุนรบ-ขุนรัก  จินตนิยาย ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ จ.ส.ช.รายสัปดาห์  และ “จ้าวสมุทร” “ทะเลลั่น” ( พิมพ์โดยสำนักพิมพ์อุดมศึกษา  ๒๕๐๖)  และจักรพรรดิพ่าย  -จินตนิยาย  (พิมพ์โดยผ่านฟ้าวิทยา)


     นอกจากนี้  ยังมีนามปากกาอื่น ๆ  ที่ใช้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ต่างจังหวัด  รวมไม่น้อยกว่า  ๙  นามปากกา    รวมทั้งใช้นาม  “เอกศักดิ์”  เป็นนามพากย์หนัง  เคยพากย์หนังในภาคใต้  ๑๕  จังหวัด  และภาคกลางบางจังหวัด  ในพระนคร และ สระบุรี  ส่วนใหญ่เป็นวิกเล็ก ๆ


    หลังจากนั้นก็เขียนหนังสือตลอดมา   จนถึงพ.ศ.ประมาณ ๒๕๑๐  จึงหยุดเว้นช่วงการเขียนไปประมาณ ๓๐ ปี  และหันมาจับปากกาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๔๑  ในการเขียน  นิราศบาหลี  นิราศคุณหมิง  นิราศยุโรป  โดยใช้นามปากกา  “สุนทร  จันทรัมพร” อันเป็นการเขียนงานครั้งล่าสุด
    สุนทร  จันทรัมพร  สร้างสรรค์งานตามอารมณ์   ให้ความสำคัญแก่ความคิดฝันและจินตนาการมากกว่าอื่นใด  โดยมีภาษาและกลวิธีทางวรรณศิลป์เป็นอุปกรณ์สำคัญ   ในขณะเดียวกันก็มิได้ละเลยหน้าที่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม   เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗  เขาสร้างโรงเรียนมัธยมพงันวิทยา (วิบูลย์อุปถัมภ์) เป็นโรงเรียมัธยมแห่งแรกในสุราษฎร์ธานี  และ พ.ศ. ๒๕๑๑  เขาเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดธนบุรี


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันงดงาม  จริงใจ      ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่   นายสุนทร  จันทรัมพร  เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป


    ๑๔.นายอาจินต์  ปัญจพรรค์-ผู้ให้แนวทาง

     เมื่อเอ่ยชื่อ อาจินต์ ปัญจพรรค์  นักอ่านผู้คร่ำหวอดในวงการจะต้องนึกถึงงานเขียนชุดเหมืองแร่  ราวกับว่า อาจินต์  ปัญจพรรค์กับงานเขียนชุดนี้เป็นคู่แฝดกัน   และทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องเหมืองแร่  ภาพของนิสิตหนุ่มผู้ถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยกลายไปเป็นกรรมกรเหมืองแร่ ก็ปรากฏขึ้นในความคิดคำนึง    ไม่ได้เร่งเร้าให้นักอ่านอยากถูกรีไทร์ตามอย่าง  แต่ปลุกเร้าให้รู้ว่า หากเลือกชีวิตไม่เป็นก็อาจต้องเป็นเช่นหนุ่มน้อยคนนั้น  และข้อสำคัญไม่ใช่หนุ่มน้อยคนที่จะก้าวขึ้นมายืนหยัดในฐานะนักเขียนที่มีชื่อเสียงทะลุฟ้าแบบอาจินต์ ปัญจพรรค์  เสียด้วย


    นายอาจินต์  ปัญจพรรค์เกิดเมื่อวันที่  ๑๑  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๐  ที่อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม  บิดาชื่อขุนปัญจพรรค มารดาชื่อนางกระแส  โกมารทัต  เป็นบุตรคนรองสุดท้องในจำนวนพี่น้องชายหญิงทั้งหมด  ๕  คน  


    เริ่มการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑   ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย  เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่  ๑  ในปี  พ.ศ.  ๒๔๘๐  ได้ย้ายเข้าศึกษาต่อในกรุงเทพฯ  ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์  (พระนคร)  จนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖  จากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์  เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่  ๒  (พ.ศ.  ๒๔๘๔-๒๔๘๘)  มหาวิทยาลัยให้เลื่อนชั้นขึ้นปีที่สองได้โดยไม่ต้องสอบ  จึงได้อพยพหลบภัยสงครามไปอยู่บ้านญาติที่สุพรรรณบุรี  ได้คลุกคลีกับชีวิตชนบทอย่างเต็มที่  จนสงครามสงบในปี  พ.ศ.  ๒๔๘๘  จึงกลับมาเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามเดิม  แต่เสน่ห์แห่งการเป็นอิสระได้ทำให้เขาไม่กลับเข้าห้องเรียน  และถูกคัดชื่อออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาฯ  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๙๐  โทษฐานไม่เข้าห้องสอบ
     เมื่อออกจากรั้วมหาวิทยาลัย  ได้เริ่มหางานทำพร้อม ๆ  กับการฝึกฝนการเขียนหนังสือ  ผ่านการงานหลายอย่าง  เคยเป็นผู้ช่วยในสถานพยาบาลเอกชน  เคยเป็นคนปั่นเครื่องทำไฟในร้อนตัดผมสตรี  เคยเป็นข้าราชการวิสามัญของกระทรวงมหาดไทย  และได้เข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง  ยุคตลาดวิชาเมื่อปี  ๒๔๙๐   แต่ก็เรียนไม่สำเร็จอีก  และต่อมาก็ลาออกจากราชการสำนักงานสำรวจสถิติสำมโนประชากร  พ.ศ.  ๒๔๙๐  ด้วย  บิดาซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาขึ้นมาราชการในกรุงเทพฯจึงพาไปฝากงานในเหมืองแร่ดีบุกที่จังหวัดพังงา ให้ทำงานเป็นกรรมกร  ค่าแรงวันละ  ๖  บาท 


     นายอาจินต์  ทำงานตีเหล็กหนักเกินกำลัง  จนเส้นโลหิตฝอยในลำคอแตก  จึงลาออกมาได้งานเป็นช่างแผนที่ที่เหมืองใหม่อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงานั่นเอง  ช่วงนั้น พี่สาวคือชอุ่ม ปัญจพรรค์ได้แจ้งข่าวดีจากกรุงเทพฯว่า  เรื่องสั้นที่ชื่อ  “เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก” ที่ฝากไว้ก่อนลงไปทำงานเหมืองแร่ ได้รับการตีพิมพ์ มีค่าตอบแทนจำนวน  ๘๐  บาท ทำให้นายอาจินต์มีกำลังใจเขียนหนังสือต่อไป


     เขาใช้ชีวิตเหมืองแร่อยู่  ๔  ปี  ตั้งแต่อายุ  ๒๒  ปีถึงอายุ  ๒๖  ปี  และในปี  พ.ศ.  ๒๔๙๖  ก็อำลาชีวิตชาวเหมืองเข้ากรุงเทพฯ  และเริ่มสานต่อการเขียนหนังสืออีกครั้งหนึ่ง  “สัญญาต่อหน้าเหล้า”  ในนามปากกา  “จินตเทพ”  คือเรื่องสั้นเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตเหมืองแร่ที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ตีพิมพ์ในนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์  ฉบับปฐมฤกษ์  จากนั้นได้เข้าที่สถานีโทรทัศน์ช่อง  ๔  บางขุนพรหม ในหน้าที่  “ผู้เขียนบทโทรทัศน์” ในระหว่างนั้น  ได้ริเริ่มธุรกิจการพิมพ์ขึ้นเองด้วยในนามของสำนักพิมพ์  “โอเลี้ยง  ๕  แก้ว”  โดยจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อตะลุยเหมืองแร่  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๐๘   และจัดพิมพ์ต่อเนื่องทั้งผลงานรวมเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ชุดต่าง ๆ  นวนิยาย  เรื่องแปล  บทบรรณาธิการ  ตลอดจนสารคดีท่องเที่ยว ฯลฯ  ในวงการหนังสือถือกันว่าอาจินต์ ปัญจพรรค์ คือผู้บุกเบิกที่สำคัญคนหนึ่งของการพิมพ์หนังสือ  “พ็อคเก็ตบุ้ค”  โดยมีคติที่ผู้อ่านทั้งหลายของท่านประจักษ์จำได้ว่า  “เขียนเอง-พิมพ์เอง-ขายเอง”
     นายอาจินต์ทำงานอยู่ในแวดวงโทรทัศน์เป็นเวลานานถึง  ๑๔  ปี  จึงลาออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง  ๔  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๑๒  เพื่อเริ่มชีวิตบรรณาธิการ  โดยก่อตั้งนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ  “ฟ้าเมืองไทย”   ฉบับปฐมฤกษ์ออกจำหน่ายเมื่อวันที่  ๖  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๑๒   และต่อมาได้ขยายเป็นนิตยสารในเครือ  “ฟ้า”  อีกหลายฉบับ  อาทิเช่น  ฟ้าเมืองทอง  (รายเดือน)  ฟ้านารี  (รายเดือน)  ฟ้าอาชีพ  (รายเดือน)  การทำนิตยสารชุดฟ้าเมืองไทยและนิตยสารในเครือยุติสมูรณ์แบบในปี ๒๕๓๑  และจากนั้น  เขาได้ทำนิตยสารด้วยทุนตนเอง ๑ เล่มชื่อ “ฟ้า”  แต่ก็ยุติในเวลาไม่นานนัก  ตลอดระยะเวลาที่ทำนิตยสารต่าง ๆเหล่านี้  นายอาจินต์ได้ทำหน้าที่บรรณาธิการที่ทรงประสิทธิภาพ  และทำให้เกิดนักเขียนรุ่นน้องอีกหลายคน


     สำหรับงานเขียน เขาเขียนได้ทั้งเรื่องสั้น นวนิยายและบทกวี  นอกจากผลงานเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่  ซึ่งแยกเล่มรวมออกได้มากกว่า  ๑๐  เล่มแล้ว   เขายังมีนวนิยายที่สร้างชื่อ เจ้าพ่อ-เจ้าเมือง  ได้รับรางวัลชมเชย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ     และมีสารคดีที่เป็นที่ประทับใจนักอ่านอีกหลายเล่ม อาทิ  การหลงทางอันแสนสุข  ยักษ์ปากเหลี่ยม  บอมบ์กรุงเทพฯ เป็นต้น  นอกจากนี้  เขายังมีฝีมือในการแต่งบทกวี  เป็นผู้แต่งเนื้อเพลงที่รู้จักกันดีหลายเพลง อาทิ  แต่งเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ไร้จันทร์  เพลงสวัสดีบางกอก  จดหมายรักจากเมียเช่า  เป็นต้น 


     ได้รับการประกาศยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ในปีพ.ศ. ๒๕๓๔  และได้รับรางวัลศรีบูรพา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕


    นายอาจินต์ ปัญจพรรค์  เป็นผู้สร้างคุณูปการแก่วงการวรรณกรรมในสองประการด้วยกัน  ทั้งในฐานะนักเขียน เขาคือต้นแบบของผู้ให้แนวทางชีวิต  เป็นผู้สร้างสรรค์งานที่สามารถรวมเอาประสบการณ์และวรรณศิลป์ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ในฐานะบรรณาธิการ  เขาคือผู้สร้างนักเขียนด้วยการกล่าวความจริงว่า “ตะกร้าสร้างนักเขียนมาทุกยุคทุกสมัย”  เพื่อให้นักเขียนได้เตรียมตนและเตรียมใจสำหรับการเผชิญปัญหาและอุปสรรค และก้าวเดินต่อไปอย่างมีกำลังใจและมีสติ


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขอคารวะการทำงานอันเข้มแข็ง  จริงใจและต่อเนื่องยาวนาน    ขอประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏ  และขอมอบรางวัลนราธิป  ประจำปี ๒๕๕๐ แด่   นายอาจินต์ ปัญจพรรค์  เพื่อเป็นเกียรติ  แก่วงการ  สมาคมฯ และท่านผู้สร้างสรรค์งานสืบไป

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design