สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 13 ธันวาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • อังคาร กัลยาณพงศ์ สายธารกวีสู่นักอ่านรุ่นใหม่
    โพสต์โดย : mataree
    2007-12-29 13:59:02


    หากเราพบท่านผู้นี้ ณ สถานที่ทั่วไป ชายวัยชรา สายตาคมกร้าว ท่าทางจริงจัง ในชุดเสื้อขาว โจงกระเบนขาว  สวมสร้อยอำพัน พร้อมไม้เท้าขรึมขลัง หลายท่านอาจจะฉงนฉงาย ว่า ศิลปินท่านใดกันหนอ ที่เดินผ่านหน้าเราไป 


      ทราบไว้เลยค่ะว่า ชายท่านที่กล่าวถึงนั้นคือ ท่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ กวี ซีไรต์ปี พ.ศ. 2529 และศิลปินแห่งชาติ  เป็นกวีคนสำคัญของประเทศไทย ที่บรรดานักอ่านพร้อมใจกันเรียกท่านว่า “ท่านอังคาร”
     หลายท่านอาจจะคุ้ยเคยกับผลงานกวีโดนหัวใจ (คนอกหัก)  ที่ว่า 

     “เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
     มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
     มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
     ซบหน้าติดดินกินทราย ฯ”

     
     อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นชาวนครศรีธรรมราช ศึกษามาทางด้านศิลปะจากโรงเรียนเพาะช่าง และคณะจิตรกรรม ประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ด้วยความความเป็นศิลปินบวกกับการซึมซับในบทกวีตั้งแต่เด็ก ท่านอังคารจึงเขียนงานกวีนิพนธ์ออกมาในลักษณะที่ “ต่าง” จากกวีขนบในยุคก่อน แม้จะเป็นฉันทลักษณ์ในรูปแบบโบราณ แต่ใช้การเปรียบเทียบที่โดดเด่นแตกต่าง สร้างแนวทางเฉพาะของตนเอง ระยะแรกได้รับเสียงวิจารณ์มากมายจากนักวิจารณ์วรรณกรรม ทั้งเชิงลบและเชิงบวก และกาลเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานของท่านอังคาร มีความโดดเด่น มีทั้งความเป็นขนบแบบโบราณ และมีทั้งความใหม่ในการประพันธ์


     นับถึงวันนี้ ท่านอังคาร อายุ 80 ปี แล้ว และยังคงสร้างงานกวีนิพนธ์เสมอมา  โครงการวิจัยการวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญา โดย ผศ. ธีระ นุชเปี่ยม หัวหน้าโครงการ และ  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. เจตนา นาควัชระ  ที่ปรึกษาโครงการ ได้ยกให้ท่านอังคาร เป็นบุคคลอันควรยกย่องและศึกษา จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง 80 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์ เพื่อศึกษาในเชิงลึกถึงความเป็นกวีของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์


    อังคาร กัลยาณพงศ์ ตัวจริงเสียงจริง

     ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดูขรึมขลัง ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ทำให้นักอ่าน นักวรรณกรรม และนักวิชาการออกจะเกรง และเกร็ง อยู่มาก แต่ท่านอังคารกล่าวกับผู้ร่วมสัมมนาอย่างอารมณ์ดี

     “จริงๆ ผมไม่ดุหรอก ไปเที่ยวลือ.. ผมเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งล่ะ  ต้นไม้มันก็ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรหรอก มันก็ยืนของมันยังงั้น แต่คนไปลือว่ามันดุ (ฮา) ผมนี่จริงๆ ใจดีที่สุดนะ ถ้าไปประกวดหัวใจในโลกมนุษย์ แม้แต่ประกวดกับสัตว์อะไรก็ได้ ผมนี่เป็นคนที่จิตในนุ่มนวลอ่อนหวานที่สุด บ่อน้ำตาตื้น...”


     ท่านเปิดหัวใจทักทายเสียขนาดนี้ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ผู้คนทั้งห้อง แม้หัวข้อสัมมนาจะเคร่งเครียดขนาดไหน ก็ยังยิ้มได้ เมื่อท่านอังคารร่วมแสคงความคิดและปะทะคารม ด้วยความสนุกสนานและกันเอง
     ท่านอังคาร ย้อนเล่าถึงวัยเด็ก ฉายภาพเด็กชายอารมณ์อ่อนไหว ที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านวรรณคดีตั้งแต่วัยเด็ก


     “เวลาอ่านหนังสือให้พ่อแม่ฟัง อย่างผมอ่านรามเกียรติ์ตอนทศกัณฑ์สั่งเมืองนี่ ผมต้องร้องไห้ สงสารไปหมดล่ะ จนแม่ดุว่า มึงอย่าอ่านเลย ถ้าอ่านแล้วน้ำมูกน้ำตาไหล มึงอย่าอ่านให้กูฟังเลย (ฮา)  ผมอ่านหนังสือ ของวัดเกาะน่ะครับ ..ผมอ่านมาตั้งแต่ชั้นประถมสี่ ก็อ่านแล้ว เพราะหนังสือที่บ้านเยอะ  พ่อผมเป็นกำนัน ได้รับการแจกมา ตั้งแต่กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เราก็อ่านแบบเด็กๆ เราอ่านแบบโง่ๆ ของเรา เราอ่านแบบกึ่งกลัว แต่ก็อ่าน ปล่อยไก่ไป ยกตัวอย่าง (อ่านผิดก็อ่าน) ฝูงค้างคาวท่องท้องเวหาหน แสวงรจพนธ์ เพลา ค่ำคล้อย  อ่าน ‘เพ-ลา’ เป็น ‘เพลา’ ก็อ่าน ที่จริงร้อยกรองต้องอ่านเป็นทำนอง...” (ว่าแล้วท่านก็ขับร้อยกรองให้ฟัง วรรคที่ลงท้ายว่า “ฮะ...ฮา...” ในเสียงแบบท่านอังคาร เป็นช่วงที่ผู้ชมชื่นชอบที่สุด)


     แล้วท่านอังคาร สำคัญอย่างไร คนรุ่นใหม่จึงต้องเรียนรู้ และต่อยอดทางความคิดของท่าน มาอ่านกันค่ะ



    ความร่วมสมัยของกวีนิพนธ์ของท่านอังคาร

     อาจารย์ เจตนา นาควัชระ ยกย่องให้อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นกวีร่วมสมัย และได้ศึกษาวิเคราะห์วิจัย อังคาร กัลยาณพงศ์ ในฐานะกวีร่วมสมัยต้นแบบ และ อาจารย์เจตนา ชี้ว่า ก่อนที่กวีคนหนึ่งจะสร้างแนวทางของตน ก็ย่อมจะต้องมาจากฐานที่เข้มแข็ง งานของท่านอังคาร  สร้างวาทกรรมที่มี ความหมาย  คุณค่า และพลังทางปัญญา ซึ่งคือวาทกรรมเชิงวิจารณ์


     “วาทกรรมเชิงวิจารณ์ ที่มีความเป็นหนึ่งในทางวรรณศิลป์ /เป็นเอก คือการวิจารณ์สังคม ไม่ได้สะดุดอยู่กับปรากฏการณ์ทางสังคมที่เห็นได้ชัด ย้อนหลังงานอังคารไป วิจารณ์การทำลายสิ่งแวดล้อม การหมกมุ่นวัตถุ  คอรัปชัน อาวุธนิวเคลียร์ แต่ความสำนึกทางสังคมนี้ มีมิติอื่นที่เข้ามาผนวกด้วย คือ มิติในเชิงปรัชญา มิติในเชิงจริยธรรม และมิติในเชิงสุนทรียศาสตร์  อังคาร ได้แสดงความเป็นศิลปินร่วมสมัย ด้วยมิติ ทั้งสามอย่างเข้มข้น”

     

     รศ. ดร. สุจิตรา จงสถิตวัฒนา จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า หากมองจากรากฐานของความเป็นไทยแล้ว  งานของท่านอังคาร มีเป้าหมายในกรอบของจารีตกวียุคโบราณ มิได้หมายถึงการดำเนินการตามฉันทลักษณ์อย่างเคร่งครัด แต่หมายถึงกวีไทยโบราณใช้งานหรือตัวบทของใช้กวีรุ่นก่อนเป็นครู เป็นต้นแบบให้เรียนรู้และเข้าใจ เข้าใจแปลว่า เข้าไปสัมผัสในใจตนอย่างละเอียดลึกซึ้ง  เมื่อสัมผัสแล้วจึงถ่ายทอดความประทับใจนั้นออกมาในรูปแบบอันแยบคายแตกต่างกันไป  การบูชาครูในแบบโบราณนี้  เป็นการเน้นย้ำว่า การสร้างวรรณคดี มิได้เป็นการขยายอัตตาของตัวกวีเอง ว่าได้รังสรรค์สิ่งใหม่อันไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในโลกของวรรณศิลป์ การสร้างวรรณศิลป์แล้วสำหรับคุณอังคาร คำว่าวรรณศิลป์มีความหมายลึกซึ้งไปกว่าความหมายว่าศิลปะแห่งการประพันธ์ เป็น “กุศลศิลป์” อันเป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลศ ขัดเกลาจิต
     อาจารย์สุจิตรากล่าวว่า งานของท่านอังคาร มีเป้าหมายชัดเจนเหมือนกับชาดก ไม่ต่างจากงานกวีของไทยในสมัยอดีต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือเพื่อพระพุทธศาสนา มิใช่การฆ่าเวลาหรือการแสดงออกของจินตนาการ  ดังนั้น พันธกิจของ อังคาร กัลยาณพงศ์ คือ “กู้วิญญาณ” ยกระดับชีวิตไปสู่อุดมคติสูงสุด!! เปรียบท่านอังคาร เสมือนเดินตามทางแห่ง “พระโพธิสัตว์” ใช้ศิลปะที่มีพลังนำมนุษย์ไปสู่โลกอุดมคติ เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกยุค เมื่ออ่านในวัยที่ต่างกันก็จะให้ผล และความเข้าใจชีวิตลึกซึ้งยิ่งขึ้น

     

     กวีนิพนธ์ของของอังคาร กัลยาณพงศ์  ท้าทายนักวิจารณ์เหลือเกิน ด้วยการใช้ความเปรียบ ลีลาที่โดดเด่น นักวิจารณ์หลายคนจึงพยายามตีความวิเคราะห์ ดังเช่น รศ. ดร. สดชื่น ชัยประสาธน์ ที่นำแนวคิดแบบเซอร์เรียลลิสม์ มาใช้ในการวิเคราะห์ หรือ ที่ ชูศักดิ์ ภัทรวณิชกุล  ใช้การตีความแบบหลังสมัยใหม่ หรือจิตวิเคราะห์  ซึ่งทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างออกไปมากจากตัวบท ในประเด็นการใช้ทฤษฎีในการตีความผลงานของท่านอังคาร รศ. ดร. ดวงมน จิตร์จำนง ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้วิจารณ์ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกใช้ทฤษฎี เพราะทฤษฎีบางอย่างเป็นของต่างประเทศ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับการวิเคราะห์วรรณคดีไทย  

    นักอ่านรุ่นใหม่กับงานของท่านอังคาร 

     จะว่าไปแล้ว การเริ่มต้นอ่านกวีนิพนธ์ของท่านอังคาร ก็มาจากห้องเรียน อาจารย์สาวจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วรรณภา ชำนาญกิจ  นักอ่านหนุ่ม คงกฤช ไตรยวงค์ และ ปณิธาน รอดเหตุภัย ล้วนเริ่มต้นรู้จักอังคาร กัลยาณพงศ์ จากชั้นเรียนวัยเด็ก เป็นที่ยอมรับกันว่า งานของท่านอังคาร อ่านยาก และสร้างความงุนงงให้เด็กนักเรียนวัยเริ่มอ่าน แต่ทว่ากลับสร้างความตื่นตะลึงไปพร้อมกัน นำไปสู่การ “อ่านซ้ำๆ” การอ่านซ้ำๆ ดังกล่าว นับว่าไม่ต่างจากวัยเด็กของท่านอังคาร ที่ต้องอ่านวรรณคดีให้พ่อและแม่ฟัง ซึ่งย่อมเป็นการอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เด็กสมัยใหม่ เรียนรู้การอ่านผ่านโรงเรียน และอ่านซ้ำงานเดิมจากการเรียน และการใฝ่แสวงด้วยตัวเอง
     วรรณภา ชำนาญกิจ เล่าว่า เรียนรู้อังคาร กัลยาณพงศ์จากการอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เมื่อวัยวุฒิมากขึ้นก็เกิดการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น  และที่สำคัญ “ตัวบทจะส่องทางให้กันเอง”


     คงกฤช ไตรยวงศ์ เล่าว่า รู้จักงานของท่านอังคาร จากบทแรก คือบทที่ชื่อ บุพการี ที่อยู่ในหนังสือเรียนทักษสัมพันธ์ วิลาภาษาไทย เมื่อแรกอ่านรู้สึกแปลกและสะเทือนอารมณ์  จนต้องไปเปิดอ่านต่อในห้องสมุด และได้สะดุ้งกับโคลงของท่านอังคาร


     ปณิธาน  รอดเหตุภัย  มีแม่เป็นครูภาษาไทย จึงแต่งกลอนเก่ง และได้รับเลือกให้ไปประกวดกลอนสดบ่อยๆ จึงเรียนรู้ที่จะอ่านงานของท่านอังคารให้มากขึ้น  และเกิดความประทับใจ “เพราะไม่เหมือนใคร มีพลังสัมผัสใจ ทั้งที่เราเข้าใจไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเสน่ห์” ปณิธาน ยืนยันว่า การอ่านซ้ำยิ่งทำให้เกิดความซาบซึ้งในบทกวี


     หากไม่ได้อ่านงานของท่านอังคาร อาจารย์วรรณภา กล่าวว่า ถ้าไม่ได้อ่าน อาจจะเขลากว่านี้” และอธิบายว่า การเรียนรู้กวีนิพนธ์ต่างจากการเขียนระดับอื่น การอ่านกวีนิพนธ์เป็นการพินิจความหมาย ศึกษาสุนทรีย์ ขัดเกลาตน ความคิด ที่สำคัญ อ่านไปเรื่อยๆ จังหวะจะอยู่ในหู  เพราะกวีนิพนธ์มรเสียง มีฉันทลักษณ์ อ่านแล้วเสียงมันเกิดขึ้นในหู พัฒนาผัสสะ  เสียงที่เราได้รับจินตนาการ จินตภาพ สอนศิลปะแห่งการเขียนกวี สอนให้เข้าใจศิลปะจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน


     “วันหนึ่งเมื่อเราอ่านเข้าใจจากตัวเราเอง มันจะติดตรึง เป็นการขัดเกลา คุณอังคารมิใช่สอนแต่คนอื่น แต่เตือนตนด้วย แต่บางครั้งมันอาจต้องรอวัยวุฒิ อ่านซ้ำได้ กวีนิพนธ์ควรส่งเสริมให้เกิดกระบวนการอ่าน”
     คงกฤช มีความเห็นคล้ายกับอาจารย์วรรณภา และเสริมว่า เป็นการเรียนรู้ “วิธีเรียนรู้”  เรียนรู้ประวัติ เพื่อเรียนรู้ชีวิตของความเป็นกวี


     ส่วนปณิธาน เรียนระดับมหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์ การอ่านกวีนิพนธ์จึงเป็นเรื่องแปลกในสายตาเพื่อนฝูง  ปณิธาน กล่าวว่า งานของท่านอังคารเป็นงานศิลปะระดับสูง  ทว่า “คนรุ่นใหม่ หรือศิลปะของคนรุ่นใหม่จะสมบูรณ์แบบได้อย่างไร ถ้าไม่ศึกษางานของคนรุ่นก่อน ยิ่งการเขียน การสร้างศิลปะโดยยังไม่อ่านงานของอังคาร ก็ยากที่จะก้าวข้ามไปสู่อุดมคติ”


     ปัญหาสำคัญของนักอ่านรุ่นใหม่คือ ความยาก ของทั้งความหมายคำ ศัพท์แสง และการพูดซ้ำในความเดิมๆ  ซึ่งนักอ่านรุ่นใหม่ทั้งสามคนเห็นไปในทางเดียวกันว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอ่านบ่อยๆ ส่วนเรื่องความซ้ำนั้น เมื่อเพ่งพินิจแล้วจะพบว่า การซ้ำ มิใช่การไม่มีประเด็นจะพูด หากแสดงถึง คือการเน้นย้ำปณิธานของท่านอังคารไม่เคยเปลี่ยน มั่นคง เข้มแข็ง และอย่าอ่านเฉพาะบท จงให้ตัวบทส่องทางให้แก่กัน


     ความเป็นกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ ก็คงจะ “ส่องทาง” ให้แก่วงการวรรณกรรมไทย และวงการกวีไทยบ้างนะคะ คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากท่านอังคารว่า การสร้างงานกวี มีเพื่อเป้าหมายแห่งชีวิต เพื่ออุดมคติ  อย่าผูกติดกับรางวัลกันเลยนะท่าน ฮะ ฮา.... ฮะ...ฮา.....

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design