สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space

  • 'สถานี 4 ภาค' จากเรื่องสั้นไทยสู่หนังไทย...เพื่อคนไทย โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    โพสต์โดย : mataree
    2012-06-11 04:42:30

    จากทุนไทยเข้มแข็งสู่ภาพยนตร์แห่งอัตลักษณ์ไทยพื้นถิ่น นี่คือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้น 4 เรื่อง ของนักเขียนชั้นแนวหน้า 4 คนของเมืองไทย

    สำหรับวงการภาพยนตร์ไทยแล้ว หนังทุนน้อยอาจหาที่ยืนได้ยากยิ่งนัก จะมีบ้างบางครั้งที่หนังเหล่านี้ไปเตะตากรรมการรางวัลหนังที่ต่างแดน จนกระทั่งคว้าชัยชนะมาเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีแก่ประเทศไทยได้ ทำเอาผู้หลักผู้ใหญ่รีบเตรียมต้อนรับกันแทบไม่ทัน ทว่าผ่านไปไม่นาน ความสนอกสนใจก็เจือจางไปกับกระแสหนังทุนมากและหนังฝรั่งสุดอลังการ จนบัดนี้หนังเล็กๆ ก็ยังอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' ของผู้กำกับ บุญส่ง นาคภู่ ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะมายืนฉายในโรงภาพยนตร์กลางใจเมืองได้ก็อ่วมอรทัยจากพิษสงหนังในกระแส แต่บุญส่งและทีมงานก็ฝ่าฟันมาได้ ชนิดที่ว่าใช้ทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ล้านบาท อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งบุญส่งหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมีส่วนพัฒนาประเทศชาติและวงการหนังได้

     -1-

     ตั้งแต่ได้รับทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2554 ภายใต้เงื่อนไขของ สศร. บุญส่ง นาคภู่ ต้องรีบถ่ายทำหนังให้เสร็จภายใน 3 เดือน ระยะเวลาเพียง 3 เดือน  เขาจะทำหนังใหญ่เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ทันหรือ เท่านั้นไม่พอโจทย์ที่ได้รับสุดหิน คือ หนังต้องสื่อถึงความเป็นไทย...ทุนก็น้อย เวลาก็น้อย เป็นบางคนคงถอดใจ แต่ไม่ใช่บุญส่ง เมื่อ สศร. อนุมัติโครงการ เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนแรกเพื่อหาบทหนังที่ต้องการจาก 'วรรณกรรม'

     "ผมต้องหาเรื่องสั้น 4 เรื่องที่สามารถสะท้อนความเป็นไทยแต่ละภาคได้อย่างละเอียด ถึงกึ๋น ผมคัดนักเขียนจากทั่วประเทศเลย ที่ผมรัก ที่ผมเป็นแฟนวรรณกรรมเขาอยู่"

    ในที่สุดเรื่องสั้นที่เข้าวินทั้ง 4 เรื่อง คือ ตุ๊ปู่ โดย มาลา คำจันทร์ (เหนือ), สงครามชีวิตส่วนตัวของทู-ทา โดย วัฒน์ วรรลยางกูร (กลาง), ลมแล้ง โดย ลาว คำหอม (อีสาน) และ บ้านใกล้เรือนเคียง โดย ไพฑูรย์ ธัญญา (ใต้)

     ด้วยเหตุผลว่า นักเขียนทั้ง 4 คน คือตัวตนของแต่ละภาคโดยแก่นแท้จริงๆ "อย่างภาคเหนือนี่ มาลา คำจันทร์ สุดๆ เลย ไม่มีใครเขียนได้ถึงจิตวิญญาณคนเหนือได้เท่าเขา ส่วน ลาว คำหอม นี่อีสาน แม้จะล้าหลัง แต่ก็จับจุดคนอีสานได้ดีมาก ภาคใต้ โอ้ ภาคใต้มีหลายคนนะที่ผมอยากทำ แต่เรื่องของใครมันก็ไม่สอดคล้องกับโจทย์ที่วางไว้ สุดท้ายก็ไปจบที่ ไพฑูรย์ ธัญญา เขาจับความเป็นคนใต้ได้ดีมากเหมือนกัน ภาคกลาง นี่ วัฒน์ วรรลยางกูร เขาคนภาคกลางอยู่แล้ว ปทุมธานี นิยายแกทั้งหมดเป็นภาคกลางเลย"

     แต่ใช่ว่าได้เรื่องมาจะใช้ได้ทันที เป็นธรรมดาที่วรรณกรรมมักฟุ้งฝันไปตามจินตนาการของผู้เขียนอย่างสุดกู่ จะนำวรรณกรรมมาต่อยอดย่อมต้องใช้ความสามารถกันหน่อย บุญส่ง เล่าว่า ต้องจับประเด็นให้เจอแล้วค่อยปรับทุกอย่างให้เป็นภาพยนตร์

     "ผมต้องหาแก่นของมันให้เจอ พอเลือกเรื่องสั้นมา ผมตกลงใจแล้ว แต่ก็เห็นด้วยว่าแต่ละเรื่องก็ไปไกลสุดกู่เหมือนกัน แต่เรื่องภาคกลางนี่ วัฒน์ วรรลยางกูร แกเขียนจากความเป็นจริง ไม่ต้องปรับแก้เท่าไร เพราะแกเขียนเหมือนพล็อต เหมือนเรื่องสั้นฉบับย่อ ภาคอีสาน ล้าหลังไปแล้ว ประเด็นล้าหลัง ผมต้องเจาะให้มันทันสมัย ภาคใต้ ก็ค่อนข้างใช้ได้ ถึงแม้จะมีความเป็นภาคใต้ แต่บริบทเนื้อแท้ยังล้าหลังอยู่ ก็เลยต้องปรับทั้งหมดเลย จากสื่อหนึ่งเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทันสมัยมากขึ้น ปรับเวลาทั้งหมดเป็นเวลาปัจจุบัน ใส่ความเป็นหนังเข้าไป ตัดทอนสิ่งที่เกินจริงออกไป ให้เหลือเพียงแค่รูปธรรม ที่เป็นไปได้ ไม่ไปไกลสุดกู่ เข้าประเด็นที่ต้องการนำเสนอ ก็ดัดแปลงไปเยอะเหมือนกัน นักเขียนเห็นคงบอกว่า "มันใช่เรื่องกูหรือเปล่าวะ...?" ผมต้องรักษาเนื้อแท้ของแต่ละเรื่องไว้ให้ได้ บริบทอาจไม่เหมือนกัน แต่แก่นอันเดียวกัน"

     เมื่อปรับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ เจ้าของต้นฉบับย่อมมีทัศนะต่อเรื่องนี้ ในงานฉายภาพยนตร์ สถานี 4 ภาค รอบสื่อมวลชน ไพฑูรย์ ธัญญา ตรงจากมหาสารคามมาที่โรงภาพยนตร์ลิโด ย่านสยามสแควร์ เพื่อรับชมหนังจากบทประพันธ์ของเขา ดีไม่ดีอย่างไร นักเขียนซีไรต์ไม่มีคำตอบ แต่บุญส่งเล่าว่า ไพฑูรย์ บอกว่า "อึ้ง!"

     "แกบอกว่า ผมอึ้งเลยนะ อึ้งการนำเสนอของผมมากเลย ถึงแม้มันจะไม่เหมือนเดิมจากเรื่องที่เขาคิดไว้ เพราะตัวละครเขามันกว่านี้เยอะ แต่ผมก็รักษาบางอย่างไว้ได้ ประมาณนี้"

     ไม่แน่ใจว่าภายในใจของนักเขียนเจ้าของเรื่องสั้นทั้ง 4 คน จะมีดอกไม้หรือก้อนอิฐมอบให้แก่บุญส่ง แต่ที่แน่แท้คือ นักเขียนเหล่านี้มีวิจารณญาณมากพอจะเข้าใจความแตกต่างของสื่อวรรณกรรมกับสื่อภาพยนตร์ บุญส่งกล่าวอย่างชื่นชมว่า นักเขียนไม่ยุ่งเลย พวกเขาให้เกียรติบุญส่งมาก พวกเขาคือนักเขียนใหญ่ เข้าใจชีวิตแล้ว

     -2-

     อย่างที่บอกไปแล้วว่า บุญส่งมีเวลาจำกัดจำเขี่ยเพียง 3 เดือน และเขาใช้เวลา 1 เดือนเพื่อค้นหาบทภาพยนตร์ที่ต้องการ ปรับแก้จนเสร็จสิ้น ทว่า สิ่งที่อยู่ในมือเขาไม่ใช่บทภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงเรื่องย่อเท่านั้น

     "กระบวนการในเวลาจำกัด 3 เดือน ผมใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเต็มในการขับเคี่ยว บีบคั้น อัดแน่นเรื่องบทภาพยนตร์ แต่สุดท้ายผมก็ไม่มีบทภาพยนตร์นะครับ ผมวิจัย สำรวจเพิ่มเติม ไปคุยกับนักเขียน ศึกษาประวัติเขา ประมาณ 1 เดือน ผมก็ได้เรื่องย่อละเอียดมาเท่านั้น แล้วก็ถ่ายเลย ผมก็เดินทางไปทั่วประเทศ ขับรถเองเลย ไปหาสถานที่ ไปคัดนักแสดง ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ทั้ง 4 ภาคเลย โดยผมมีโครงเรื่อง ไม่มีบทละเอียด ผมก็ค้นพบวิธีการทำงานอีกแบบ บทมีไว้ทำไมวะ ก็ให้ทุกคนฟังผมอย่างเดียว เรื่องอยู่กับผม ผมก็ด้นสดเลย โดยรักษาแก่นไว้ ถ่ายภาคละ 5-6 วัน"

     นอกจากระยะเวลาแล้ว สำหรับการทำหนังสักเรื่อง เงินเพียง 2 ล้านบาทช่างน้อยนิด ยิ่งเป็นหนังที่เล่าเรื่องหลายที่ด้วยแล้ว งบประมาณยิ่งบานตะไท ในฐานะผู้กำกับ และกุมงบประมาณนี้อยู่ในมือ ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัด

     "ปัญหาเยอะมากเลย เพราะไม่มีเงินไง เราต้องหาสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่ใกล้ที่สุด โอย ยากมาก แต่ละภาค ที่สำคัญคือต้องการสถานที่ที่ติดกับรถไฟ เพราะพูดถึงชีวิตคนติดกับทางรถไฟ ในหนังผมใช้ตัวรถไฟเป็นตัวเชื่อมโยง แต่ละที่ยั่วล้อ แต่ละที่เสริมส่ง แต่ละที่ขัดแย้ง ในหนังรถไฟมีความหมายหลากหลายนัย"

     จนแล้วจนรอดกองถ่ายก็ได้สถานที่อันเหมาะสม ทั้งพื้นที่อื่นซึ่งยืมใช้ ไปจนถึงบ้านของเจ้าของบทประพันธ์เอง

     "ภาคกลางนี่ง่ายที่สุด เพราะฉากในเรื่องสั้นก็เป็นบ้านวัฒน์ วรรลยางกูร ก็เลยใช้สถานที่เป็นบ้านแกเลย"

     เขาเล่าต่อด้วยว่า เมื่อลงหลักปักกองถ่าย ณ ที่ใด คนละแลกนั้นก็ได้กลายเป็นนักแสดงกันถ้วนหน้า เพราะเขาต้องการนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และนี่คือกลวิธีนำเสนออันแปลกใหม่ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการค้นพบของเขาเอง โดยอิงหลักศาสนาพุทธ

     "การแสดงมาจากธรรมชาติ เป็นชาวบ้านจริงๆ ดูในหนังอาจสงสัยว่าชาวบ้านเล่นได้อย่างไร เพราะเล่นดีทุกคน ให้สวมบทบาทเป็นคนอื่น แล้วผมก็กำกับทุกเม็ด วิธีทำหนังเรื่องนี้คือ Improvise ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่ยึดติดกับอะไรเลย ยึดไว้แค่แก่นหลักของเรื่องที่ต้องการสื่อ แค่นั้น"

     สถานี 4 ภาค คือหนังเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่มีวิธีการตั้งแต่หาบทจนกระทั่งถ่ายทำที่แปลกที่สุดและระห่ำที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งต้องยกประโยชน์ให้ผู้กำกับบุญส่งไปเต็มๆ เพราะถ้าไม่ใช่เขากำกับ หนังเรื่องนี้จะเป็นแบบนี้หรือ? ถ้าไม่ใช่คนระห่ำจะเกิดหนังระห่ำแบบนี้ในบ้านเราหรือ?

     เขาบอกว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำอันแข็งแกร่งของเขา เพราะในสถานการณ์อันยากลำบาก หากเป็นคนอื่นอาจท้อแท้ไปแล้วก็เป็นได้...

     "ถ้าผู้นำไม่แข็งแกร่งพอ ทำไม่ได้ ยืนยัน ต้องกำกับทีมงาน กำกับทุกอย่าง มีไฟน้อยมาก บางที่เสียบไฟไม่ได้ เพราะไม่มีที่ให้เสียบ เดี๋ยวไฟระเบิด ต้องตามพระอาทิตย์อย่างเดียว ทีมงานต้องฟังผมคนเดียว ด้นสดกันจ้าละหวั่น มีปัญหาล้านแปดเลย แต่ผมไม่กลัวหรอกปัญหาพวกนี้"

     เห็นการทำงานอันแปลกประหลาดของ บุญส่ง นาคภู่ มาพอสมควร ให้เจ้าตัวเล่าถึง สถานี 4 ภาค เองเลยดีกว่า แต่ขอเตือนว่า อ่านไปอ่านมาอาจหลุดกรอบกันบ้าง...

     

    0 ตอนไปขอทุน นำเสนอหนังเรื่องนี้ไว้อย่างไร?

     "กระทรวงวัฒนธรรมเขาบอกว่าต้องเป็นหนังที่นำเสนอศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แสดงถึงความเป็นไทย ผมก็ไม่ได้เสนอความเป็นไทยแบบคนอื่น ผมนำเสนอความเป็นไทยแบบร่วมสมัย ผมมองความเป็นไทยคือวิถีชีวิตความเป็นไทย ไม่ใช่รำไทย ดนตรีไทย ผ้าไทย เพราะนั่นเป็นแค่เปลือกผิว ผมอยากนำเสนอวิถีชีวิตคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบที่ไม่มีความหมาย พูดถึงวิถีชีวิตและปัญหาของคนตัวเล็กๆ ในสถานที่ไกลปืนเที่ยง ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นบนโลกภาพยนตร์เลย"

    0 เคยทำหนังจากหนังสือแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า?

     "หนังสั้นเรื่องแรกผมก็ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่องสั้นแล้ว ผมมีความคิดจะทำหนังจากเรื่องสั้นมาตลอดเวลา พอมีโอกาสได้ทำก็ทำเลย แต่ไม่มีปัญหา เพราะผมทำหนังสั้นจนชิน รู้ว่าหนังสั้นธรรมชาติคืออะไร เรื่องสั้นคืออะไร เมื่อดัดแปลงจากเรื่องสั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย"

    0 ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว?

     "ก็เป็นนักอ่านคนหนึ่งนะ แต่ไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือมาก เก็บไว้อ่านตอนแก่ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทยอยอ่านหนังสือที่เหลือก่อนจะปลวกกินเสียหมด ต้องอ่านมากขึ้น ผมต้องโตขึ้น ต้องมีชีวิตที่จริงจัง ไม่ใช่นั่งเทียนทำหนัง มันไม่ใช่ ต่อไปนี้ผมจะลุยแหลกเลย ต่อจากนี้ต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"

    0 สถานี 4 ภาค เกี่ยวกับสังคมชนบทใช่ไหม?

     "มันเกี่ยวกับความเป็นไทย ผมพูดถึงประเทศไทย โดยเล่าผ่านคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบสังคมอันเร้นลับ ทุกคนมีทุกข์ มีสุข มีโลภ โกรธ หลง มีหมด ทุกตัวละครมีปัญหาเดียวกัน มีศัตรูเดียวกัน คือ 'โลกาภิวัตน์' ถ้าพิจารณาหนังดีๆ จะเห็นว่าศัตรูตัวร้ายคือตัวเดียวกัน แต่มาในรูปแบบต่างๆ นานา มีหลายชั้นที่พยายามจะสื่อ"

    0 หลายชั้นคือซับซ้อน คนดูจะเข้าใจยากไหม?

     "หนังคือการหล่อหลอมตัวคนทำ จะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนทำเป็นคนอย่างไร มองโลกแบบไหน ถูกเลี้ยงดูแบบไหน โดยเบื้องหลังผมเป็นคนชนบท เป็นลูกชาวนา ผมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย ไม่ได้เติบโตไปเรียนเมืองนอก 10 ปี ผมบวชเรียน 10 ปี อยู่กับธรรมะ อยู่กับศาสนาพุทธ หนังที่ผมชอบดูเป็นหนังเกี่ยวกับชนบท

     หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดูยากเลย เป็นหนังที่ดูง่ายมาก ง่ายจนถึงที่สุดเลย แต่พยายามหารูปแบบให้ท้าทายความคิด ประสบการณ์คนดู วิธีดูหนังเรื่องนี้คือ ต้องเอาตัวเข้าไปนั่งด้วยความว่าง ด้วยสุญญตา ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่ากูอย่างนั้นกูอย่างนี้ เข้าไปดูหนังด้วยหัวใจอันว่างเปล่า แล้วภาพ ท่วงท่าลีลา เสียงจะทำให้คนดูได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่างด้วยประสบการณ์ ด้วยจินตนาการของตนเอง แล้วจะสนุกมากเลย เป็นรูปแบบการทำหนังที่ผมคิดค้นใหม่ ต้องให้เกียรติคนดูอย่างที่สุด ตัวละครไม่ต้องรู้สึกอะไรเลย แต่คนดูจะรู้สึก ดังนั้นการแสดงในหนังเป็นปฏิวัติการแสดง คือคนเล่นห้ามปั้นตา ห้ามเชื่อ ห้ามรู้สึกห่าอะไรทั้งสิ้น แต่ผมให้ตัวละครทำอะไรบางอย่าง แล้วคนดูมานั่งดูสิ่งที่ตัวละครทำ แล้วคนดูจะคิดอะไรบางอย่าง เกิดอารมณ์ความรู้สึกเอง โดยที่หนังไม่ได้บอกเลยว่าให้รู้สึกอะไร คนที่มีประสบการณ์มากจะเข้าใจมาก คนที่ประสบการณ์น้อยจะเข้าใจน้อย เมื่อดูแล้วจะเกิดคำถาม สื่ออะไรวะ มันคืออะไรวะ คำถามพวกนี้ผมเรียกว่าเป็นคำถามเชิงดราม่า เกิดเฉพาะเมื่อเราสร้างแอคชั่น ถ้าเราคิดแทนคนดู ก็จะไม่เกิดคำถามนี้"

    0 ทำไมถึงควรดู 'สถานี 4 ภาค'?

     "ท่ามกลางหนังมากมาย หนังไทยที่กำลังถูกฆ่าตายโดยคนทำฆ่าเอง คนทำหนังไทยก็พยายามฆ่าศรัทธาคนดูไปเรื่อยๆ กลุ่มที่เหลืออยู่ก็เป็นกลุ่มที่ทำตามใจคนดู คนดูชอบอะไรก็สนองแบบนั้น หนังแบบไหนได้เงินก็ทำหนังแบบนั้น ก็กลายเป็นหนังรัก หนังตลก หนังไม่มีห่าอะไร สุดท้ายกลายเป็นขยะก้อนใหญ่ของวงการ จากการโหมกระหน่ำของหนังฮอลลีวู้ด จนคนดูดูหนังไม่ทัน มันเข้ามาเยอะมาก ถ้าจะไล่ดูให้ทันก็ไม่ต้องไปไหน วันๆ ไปอยู่ในโรง

     สิ่งที่หนังฮอลลีวู้ดทำคือยัดเยียดค่านิยมแบบฝรั่ง บีบคั้นคนดูอย่างที่สุด สร้างความอลังการทางสายตา และอารมณ์ความรู้สึกให้คนดูจนกระทั่งถูกสปอยล์ (ตามใจ) ไปหมดแล้ว คนดูก็ยิ่งโง่ลง คนดูถูกตามใจมากขึ้น ขยะก็ล้นประเทศ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ มันไม่มีทางเลือก

     ป่าผืนนี้ไม่มีความหลากหลายอีกต่อไปแล้ว ความหลากหลายน้อยมาก ต้นไม้ในวงการภาพยนตร์ส่วนมากสั่งตรงจากเมืองนอก เป็นต้นไม้ประเภทเร้าอารมณ์ หลอกล่อคนดู สูบเลือดคนดูให้ไปเสียเงินให้มัน แล้วเอาเงินออกนอกประเทศ แต่มีต้นไม้บางชนิดที่เป็นหนังไทยก็เป็นต้นไม้ประเภทยูคาลิปตัส ที่แซมแทรกในป่าสนเมืองร้อน นี่คือป่าผืนนี้

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' เป็นทางเลือก เป็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งผมว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะจะเติบโตในประเทศไทย เป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลแบบนี้ บนผืนดินแบบนี้ ในวัฒนธรรมแบบนี้ เป็นทางเลือกใหม่ให้คนดูมาเสพ มาสัมผัสกับมัน แล้วจะมีความสุขมากๆ เพราะเราดูตัวตนของเราเอง ไม่ต้องทะเยอทะยาน เราเล่าสิ่งเล็กๆ ที่มันละเอียดอ่อน เราฟังเสียงนก ดูธรรมชาติทั้ง 4 ภาค ลองเข้าถึงวิถีชีวิตมนุษย์ มันคือคุณค่าความงาม ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร แต่มันคือสุนทรียศาสตร์ในการชมภาพยนตร์ที่แท้จริง ด้วยวิธีการที่ผมให้เกียรติคนดูอย่างสูงสุด

     นี่คือหนังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ยุคที่วัฒนธรรมการสร้างภาพยนตร์อยู่ในมือสามัญชน ผมมองว่าผมเป็นสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่บุกตะลุยสร้างหนังด้วยลำแข้งตัวเอง และต่อไปจะมีคนแบบนี้อีกมาก เพราะดิจิทัลมั่งคั่งในประเทศนี้แล้ว ต่อไปนายทุนจะไม่มีความหมายแล้ว ประชาชนจะเป็นใหญ่ และนี่คือหนังของประชาชน ที่ประชาชนต้องมาเสพ"0

    หมายเหตุ : ภาพยนตร์ 'สถานี 4 ภาค' กำหนดฉายจริง วันที่ 14-20 มิถุนายน 2555 ทุกวัน รอบเวลา 18.30 น. ณ โรงภาพยนตร์ลิโด 1

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/read-write/news-list-1.php

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 08:00
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design