สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์

  • "อ่าน เขียน เรียน คิด" ค่ายหินๆ ปั้นดินเป็นดาว//โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    โพสต์โดย : mataree
    2011-08-03 19:38:25

    หนุ่มสาวหน้าใสวัยละอ่อนกว่า 50 ชีวิต ตบเท้าเดินทางเพื่อร่วมโครงการ "อ่าน เขียน เรียน คิด" ด้วยความฝันเดียวกันคือ "เป็นนักเขียน"

    ค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด" เป็นค่ายเยาวชนนักเขียน จัดโดยมูลนิธิซิเมนต์ไทยครั้งแรกในปี 2552 ถือเป็นโครงการต่อยอดโครงการ 'รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย' (Young Thai Artist Award) สาขาวรรณกรรม
     โดย ในครั้งที่ 3 นี้ ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีใจรักการเขียนส่งผลงานเข้าคัดเลือกร่วมโครงการ โดยคัดสรรผลงานจากหลักร้อยเหลือเพียงหลักสิบผสมผสานกับผู้ผ่านเข้ารอบรางวัล ศิลปะเพื่อเยาวชนไทยสาขาวรรณกรรม มาอบรมบ่มเพาะให้เป็นกำลังหลักของวงการวรรณกรรมไทยต่อไป
     ในความหลากหลาย ย่อมมีสิ่งต่าง เฉกเช่นปัจจุบัน ที่ค่ายนักเขียนหรือค่ายวรรณกรรมแข่งกันผุดขึ้นราวดอกเห็ดในป่าดิบชื้น บางค่ายคือ "ตัวจริง" ในขณะที่หลายแห่งคือ "ของปลอม" แต่ในสายตานักคิดนักเขียนแล้ว คงจะไม่มีใครปฏิเสธเลยว่าค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด" จะต้องเป็นหนึ่งในกลุ่ม "ตัวจริง" อย่างแน่นอน เพราะมุ่งเน้นให้เยาวชนสามารถสร้างสรรค์งานเขียนได้จริงๆ  โดยวิทยากรประจำฐานต่างๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฐานนิยาย โดยชมัยภร แสงกระจ่าง และบัญชา อ่อนดี ฐานกวี โดยไพวรินทร์ ขาวงาม และศักดิ์สิริ มีสมสืบ  และฐานเรื่องสั้นโดยขจรฤทธิ์ รักษา และเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ซึ่งวิทยากรจะสอนตั้งแต่พื้นฐานกระบวนการคิดไปจนถึงกลวิธีส่วนบุคคลที่ล้วน แต่เป็นประโยชน์ต่อนักเขียนรุ่นใหม่ที่จะเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่รุ่นน้าได้ใน เร็ววัน
      และนอกจากกิจกรรมเข้าฐานหลักๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมซึ่งอื่นๆ เสริมอีก ทั้งการสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการรับรู้แนวคิดจากนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่มักเป็นต้นแบบแก่นักเขียนรุ่นใหม่หลายๆ คน เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ชาติ กอบจิตติ ทองแถม นาถจำนง สกุล บุณยทัต และจรูญพร ปรปักษ์ประลัย
     เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ กวีซีไรต์และหนึ่งในวิทยากรของค่ายนี้เผยว่า "ค่ายนักเขียนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก่อนก็ได้แต่ทำค่ายนักเขียนระดับต้นๆ กว้างๆ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีค่ายนักเขียนที่ยกระดับ คัดเลือกใครที่มีแววจริงๆ ก็คัดกันมาอีกระดับหนึ่ง เป็นการจัดทำเนียบค่ายขึ้นมา และมีค่ายหลากหลายขึ้น การเข้ามาค่ายก็ดีตรงที่ได้รู้จักกันมากขึ้น ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้มาพบปะนักเขียน ที่มีบทบาทอยู่จริงๆ รุ่นพวกผมไม่มีโอกาสแบบนี้
     ค่ายไม่ใช่การมาวัดฝีมือ เราต้องมาฝึกมาทดลองความสามารถให้ปรากฏ ไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน ไม่ใช่เรื่องการประกวด นี่คือข้อดีของค่าย"
     ด้าน สกุล บุณยทัต พูดถึงค่ายนี้ด้วยว่า "ค่ายนักเขียนเคยเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นความหวัง เคยเป็นแรงปรารถนาให้มี เพราะอย่างน้อยค่ายนักเขียนจะสร้างโครงสร้างของความคิด โครงสร้างของการเป็นนักเขียนที่แท้ เราหวังอย่างนั้น ทุกคนที่เป็นนักเขียนในบ้านเราก็แปลกประหลาดมากว่าเราไม่ได้เรียนการเขียนมา โดยตรง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรมีนักเขียนมากมาย พวกเขาส่วนใหญ่จบจิตรกรรม ซีไรต์สามคนจบจิตรกรรม ผมเรียนคณะอักษรศาสตร์ นักเขียนที่จบจากภาษาไทยแทบจะไม่มีเลย ค่ายนักเขียนจึง เป็นภาพรวมของทั้งหมด เมื่อเราแนะนำตัวจะได้ความหลากหลายในนี้ แต่หัวใจของการอยากเขียนเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ อยากเขียน อยากวิจารณ์ อยากพูด อยากอ่าน เป็นสัญชาตญาณ
     ถ้าเราพูดกันตรงไปตรงมา ปัจจุบันมีค่ายที่ไม่จริงเยอะ ค่ายที่มีความจริงอยู่น้อยมาก แต่นั่นก็คือเงื่อนไขของสถานการณ์ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาก ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมากในเงื่อนไขนี้ แม้แต่กระทรวงบางกระทรวงที่รับจัดค่าย รากฐานจริงๆ ก็ไม่มีความรู้ ประเทศไทยเศร้าตรงนี้แหละ
     แต่อย่างน้อยที่สุด เรามองในแง่ดี มันก็ทำให้เกิดกระแส ถ้าไม่พอใจค่ายนี้ก็ไปต่อค่ายนู้น ในความไม่มีอะไรอาจจะมีอะไรขึ้นมา"
     ส่วน ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ และเจ้าของรางวัลดับเบิลซีไรต์กล่าวเสริมว่า "มองในแง่หนึ่งก็ดี ดีในแง่ที่ช่วยกันทำ อย่างน้อยคนที่สนใจ คนที่มา เขาก็มีคนที่มีประสบการณ์แนะนำ ดูในแง่ดีมันก็ดี แต่ค่ายก็เป็นแค่ผู้ชี้แนะ ที่จะเป็นได้จริงๆ ก็คือตัวเขา เหมือนกับนักมวย ถ้าจะเก่งจะเก่งด้วยตัวเองเป็นเบื้องต้นก่อน พี่เลี้ยงแค่บอกเทคนิคอะไรนิดๆ หน่อยๆ ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นเรื่องดีที่ทำค่ายนี้ เราไม่ได้ทำบาปกรรม เราทำดี"
     ในฐานะผู้เข้าค่าย อนุวัฒน์ แก้วลอย ครูหนุ่มวัย 25 ปี อาศัยช่วงที่โรงเรียนบ้านกระโพ จ.สุรินทร์ โรงเรียนต้นสังกัดปิดภาคเรียนมาร่วมโครงการ และได้เล่าว่า "เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างแรงบันดาลใจในการเขียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีนักเขียนคนใดเขียนได้ในมุมมืด โดยที่ตัวเองไม่เปิดโลกทัศน์ออกมา ค่ายจึงเหมือนกับจุดประกายให้กับคนเขียนได้มาสร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน ได้มาแลกเปลี่ยน ได้มาดูโลก ที่สำคัญ คือได้ทบทวนตัวเองไปด้วย ค่ายจึงเป็นส่วนสำคัญ ยิ่งเป็นค่ายนอกพื้นที่ การเดินทางก็จะเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีมากๆ"
     อีกคนหนึ่งคือ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ นักศึกษาหนุ่มลูกแม่โดม ก็เปิดเผยด้วยว่า "ผมอยากมาเจอเพื่อนๆ ที่เราเห็นว่าเขียนหนังสือ และสนใจการเขียนหนังสือเหมือนกัน อยากมาเจอวิทยากร หลายคนเราไม่ได้เจอ พอมาค่ายนี้ก็ได้เจอ และได้เรียนรู้เพิ่มเติมมากมาย
     การจัดค่ายนักเขียนเป็นการสนับสนุนส่ง เสริม และเป็นการเปิดโอกาสผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ร่วมกัน ที่ผมเข้ามาเขียนหนังสือ เพราะตอนแรกก็มาค่ายนักเขียนเหมือนกัน ตอนแรกก็ไม่เคยรู้ว่าเขียนยังไง แต่พอมาค่ายได้ฟังวิทยากรเขาแนะนำ เราก็รู้ว่าจะไปปรับของเรายังไง ได้ฟังคำวิจารณ์ แล้วเอาไปใช้ ผมว่าดี ทำให้คนที่อยากเขียนมีโอกาสได้ก้าวเข้าสู่วงการนี้ง่ายขึ้นกว่าไม่มีค่าย เลย"
     
     เมื่อนักเขียนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋า มาพบปะกับนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงสูง แน่นอนว่าช่องว่างแห่งวัยย่อมเกิดขึ้น ทว่าคงเป็นเพียงรอยต่อเล็กๆ ที่มีงานวรรณกรรมเป็นดั่งสะพานเชื่อมคนสองวัยใจสองดวงให้ผสมกลมกลืน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่านตัวอักษรและถ้อยคำสนทนา
     ในทัศนะของรุ่น ใหญ่อย่างชาติ กอบจิตติ นักเขียนรุ่นใหม่ก็คือพลังที่น่าจับตามอง "โดยหน้าที่หรือไม่ก็ตาม แต่โดยงาน มันเป็นการบันทึกสังคมในยุคที่พวกเขายังเขียนหนังสืออยู่ แต่โดยสภาพบ้านเมือง โดยฉาก ก็แตกต่างกันอยู่ ในแง่ของการเขียน คติต่างๆ พวกเขาก็พัฒนาต่อไป เหมือนงานศิลปะนั่นแหละ พวกเขาก็คลี่คลายไปเอง แต่ในแง่ของการเกิด การมีเรื่องลงตีพิมพ์ สมัยนี้อาจจะยากกว่าสมัยก่อน เพราะสมัยก่อนสื่ออาจจะเยอะ สื่อเยอะหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์เยอะ เดี๋ยวนี้มีสื่ออื่นมากกว่า สิ่งพิมพ์จึงลดหน้าที่ด้านวรรณคดี ด้านวรรณกรรมลงไป คิดว่านักเขียนค่อนข้างจะเกิดลำบากเพราะว่าเวทีมันน้อย" เขากล่าว
     ด้านสกุล บุณยทัต นักเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว นักวิชาการ และนักวิจารณ์ เล่าถึงสิ่งที่สัมผัสได้จากนักเขียนรุ่นใหม่และฝากด้วยไมตรีจิตว่า
     "นัก เขียนรุ่นใหม่ๆ ก็มีพลัง มีความหวัง มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานได้มาก นั่นหมายถึงงานที่สามารถเผยแพร่ได้เลย กลวิธีใหม่ๆ ในการผลิตก็มาก กลวิธีในการเรียนรู้ การโอบอุ้มช่วยเหลือ ในแง่การพัฒนาการเขียน ไม่ว่าจากค่ายนักเขียน หรือจากสื่อต่างๆ มีมากเหลือเกิน เป็นยุคของอินเทอร์เน็ตแล้ว ที่สามารถเอาไปปล่อยในอินเทอร์เน็ตได้ สามารถทำหนังสือทำมือได้ สามารถสร้างสรรค์มิติต่างๆ ในกลุ่มของตัวเองได้ ตรงนี้จะผิดกับนักเขียนรุ่นเก่าซึ่งต้องกระเสือกกระสน พยายามเพื่อจะผ่านมิติการเคี่ยวกรำตัวเอง แล้วถึงจะเป็นที่ยอมรับ นักเขียนรุ่นเก่าต้องพิสูจน์ฝีมือตัวเองกันพอสมควร บางคนแค่พิสูจน์ฝีมือก็ไม่มีโอกาสเติบโตในบรรณพิภพแล้ว ถ้าพูดกันจริงๆ ก็พ่ายแพ้แก่ตนเองกันไปก่อน แต่ปัจจุบันงานจะดีหรือไม่ดี มันมีโอกาสตีพิมพ์ ดีหรือไม่ดีมันก็มีโอกาสช่วยกันเชียร์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่น่าคิด สมัยผม ดีหรือไม่ดี ต้องก้าวข้ามผ่านมิติของการวิจารณ์ค่อนข้างสูง ฉะนั้นถ้ามีโอกาสเกิดได้เราก็จะคงอยู่ นักเขียนรุ่นใหม่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เขียนหนังสือในสมัยใหม่จะเรียกว่า เป็นนักเขียน ผมคิดว่าการยืนยาวมันเป็นอนาคตที่ยาวนาน
     งานในเชิงปรุง แต่งในยุคสมัยนี้มีมาก บางทีเราอาจแค่ไปชื่นชมภาวะปรุงแต่งนั้นโดยไม่ได้สัมผัสเนื้อแท้ หรือความเป็นเนื้อในของชีวิต นักเขียนรุ่นเก่ามีตรงนี้ ถึงมีการย้อนกลับไปศึกษากัน นักเขียนรุ่นใหม่จึงต้องศึกษางานจากนักเขียนรุ่นเก่า และนักเขียนรุ่นเก่าก็ควรอ่านงานเขียนรุ่นใหม่
     วงการนักเขียนบ้านเรา วันนี้หรือวันก่อน เหมือนกันอยู่อย่าง คือ มันเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่สามารถติดหน้าอกเราได้เวลาเราไปต่างประเทศแล้วนำเสนอได้ว่า เราเป็นนักเขียน การเติบโตในบ้านเราก็เป็นไปไม่ได้  ความเป็นนักเขียนในบ้านเราอยู่ตรงไหน ตอบยาก คนที่เป็นนักเขียน ผมรู้เลยว่าเขารักในความเป็นนักเขียนจริงๆ
     โครงสร้างสำคัญมาก ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ เต็มไปด้วยหลักการ เต็มไปด้วยฝีมือ ที่พิสูจน์ด้วยฝีมือแท้ๆ แต่ปัจจุบันนั้นไม่จำเป็น แท้จริงลึกลงไปนั้นมันจำเป็น แต่ปัจจุบันเราอาจจะยอมรับในสิ่งที่เป็นเพียงแค่กระแสเท่านั้น ในงานนี้ทั้งหมด เราจะพูดถึงสิ่งนี้มาก แต่เราจะพูดถึงอย่างเปิดเปลือยจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่านี่เป็นสัญญะของยุคสมัย ก็ไม่ได้หมายความว่านักเขียนรุ่นใหม่ๆ ไม่มีฝีมือ นักเขียนรุ่นใหม่หลายคนมีทักษะในตัวอยู่แล้ว มีความเฉลียวฉลาดมาพอที่จะก้าวไปศึกษาค้นคว้าในงานที่มีน้ำหนัก หรืองานที่มีคุณภาพอยู่แล้วเป็นแบบอย่าง"
     และพลาดไม่ได้สำหรับความคิด เห็นของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพราะคือนักเขียนรุ่นใหญ่ลำดับต้นๆ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งทางตรงและอ้อมเป็นคลื่นลูกใหม่อยู่มาก  "ประการแรกคือ โครงการของนักเขียนรุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเก่า หมายความว่าโลกกว้างกว่า พบปะสังสรรค์กันมากขึ้น ง่ายขึ้น โอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็มาก นักเขียนรุ่นเก่าจะจับกลุ่มกันเฉพาะที่รู้จักมักคุ้น โอกาสอย่างนี้นักเขียนรุ่นใหม่จะมีมาก ข้อด้อยคือ นักเขียนรุ่นใหม่มีโลกกว้างก็จริง มีอะไรมากก็จริง แต่ถ้าจะค้นหาแนวทางของตัว ยากสักหน่อย เพราะจะต้องแหวกให้ตัวเองได้ปรากฏยาก เพราะมันมีมาก เวทีก็มากขึ้น โลกไซเบอร์ทำให้นักเขียนรุ่นใหม่มีเวทีมากขึ้น นักเขียนรุ่นเก่ามองเห็นกันไม่กี่คน ผมมีโอกาสได้มาเขียนได้ ก็ถือเป็นรุ่นเก่าเสียแล้ว อีกประการหนึ่งในแง่ของความหวัง นักเขียนรุ่นใหม่จะมีพลัง พลังของความคิดใหม่ในโลกใหม่ ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ในเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ นักเขียนรุ่นใหม่จะนำพาพลังนี้ไปขับเคลื่อนพัฒนาการของแวดวงวรรณกรรมของนัก คิดนักเขียนให้กับสังคมได้"

     สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ ค่ายนี้ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและระหว่างทาง เพราะนี่คือการจุดประกายไฟฝันให้ริเริ่มก้าวสู่ถนนวรรณกรรมอย่างตั้งใจ และเป็นระหว่างทางที่สอนให้เดินบนถนนสายนี้อย่างมั่นคง ไม่หลงทาง แม้จะมาจากคนละทิศทว่าปลายทางแห่งฝันคือสิ่งเดียวกัน
     อิทธิ์นรินทร์ มงคล สัตวแพทย์สาวประจำคลินิกแห่งหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น เล่าว่า "อยากมาทำตามเสียงเล็กๆ ที่เตือนตัวเองอยู่ตลอดเมื่อนานมาแล้ว และเราไม่มีโอกาสได้ทำเลย ค่ายนี้ก็เปิดโอกาสให้คนที่มีความใฝ่ฝันด้านนี้ แต่ไม่เคยมีโอกาส ได้เข้าร่วม เด็กๆ ที่มาเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ ค่ายนี้เปรียบเสมือนดินที่ดี น้ำที่ดี ปุ๋ยที่ดี และพวกเราก็มาฝังตัวที่นี่ ได้รับน้ำ ได้รับปุ๋ยจากเอสซีจี จากวิทยากร จากพี่ๆ หรือแม้แต่จากเมล็ดพันธุ์ด้วยกันเอง มันทำให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เติบโตเป็นต้นไม้ที่ดีต่อไปในอนาคต"
     ด้าน ครูหนุ่มจาก ร.ร.บ้านกระโพบอกว่า "ที่สนใจค่ายนี้เพราะเป็นการได้มาต่อยอดความคิด ได้มาแลกเปลี่ยนกับนักคิดนักเขียนที่มาเป็นวิทยาการ ซึ่งเป็นผู้รู้ เพราะค่ายนี้มีวิทยาการที่มีคุณภาพของเมืองไทย หาโอกาสเจอเป็นการส่วนตัวได้ยาก ประการที่สอง เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับคนที่มีหัวใจในการเขียนเหมือนๆ กัน และอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน และเหมือนเป็นการถ่ายทอดจากคนที่มีความรู้มากซึ่งเป็นวิทยากร และได้คุยกับเพื่อนซึ่งเป็นนักเขียนด้วยกัน ได้มาลับคมความคิดของตนเองมากขึ้น ปกติที่ภาคอีสานจะมีสมาคมนักเขียนภาคอีสาน และกลุ่มสโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์ จริงๆ ก็เติบโตมาจากค่ายวรรณกรรมมาก่อน มีโอกาสได้เจอนักคิดนักเขียนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลายๆ ท่าน เคยร่วมงานลักษณะนี้มาตลอด
     ค่ายที่เคยร่วมๆ มาในจุดประสงค์ คือ ค่าย เพราะผมอยู่ในฐานะผู้เข้าค่ายกับในฐานะผู้จัดค่าย ที่ผ่านมาก็คงไม่แตกต่างกัน คือต้องการให้เกิดประสบการณ์สำหรับผู้ที่มาเข้าค่าย มุ่งหวังให้บรรลุในประเด็นการเขียนการอ่าน แต่ค่ายนี้ที่แตกต่างจากที่อื่น คือความเป็นกันเองการเอาใจใส่ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งพี่เลี้ยง และเพื่อนๆ ซึ่งเกิดจากการคัดเลือกว่ามีอะไรพิเศษในตนเอง มีผลงาน และมีแนวคิดเหมือนๆ กัน ก็ทำให้แลกเปลี่ยนกันง่ายขึ้น จูนคลื่นได้ตรงกัน"
     ส่วน ณัฐวดี ศิริรานุรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักเขียนของ สนพ.แจ่มใส กล่าวในฐานะผู้ที่ไม่เคยร่วมค่ายนักเขียนใดๆ มาก่อนว่า "ค่ายนี้เป็นค่ายที่ดี ทุกฝ่ายช่วยกัน เอสซีจีก็ ช่วยจัดค่ายนี้ นักเขียนก็ช่วยสละเวลามาสอน ให้ความรู้กับน้องๆ ที่สนใจด้านนี้ น่าจะเป็นการต่อยอดที่ดี สร้างนักเขียนที่ดีให้กับเมืองไทยได้เยอะ...งานเขียนทุกวันนี้ก็เป็นแนวรัก กุ๊กกิ๊ก เด็กๆ เห็นมีนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ ได้รับการชื่นชม ก็เลยอยากมาสัมผัสจุดนี้ เปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น"
     นี่คือ ผลพวงของการบ่มเพาะกล้าวรรณกรรม แม้ว่าค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด ปีที่ 3" จะปิดม่านลง แต่สำหรับไฟฝันในหัวใจนักเขียนรุ่นใหม่ๆ กำลังคุกรุ่น จากเชื้อฟืนที่นักเขียนรุ่นพี่หยิบยื่นให้0

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2554 07:02
    "อ่าน เขียน เรียน คิด" ค่ายหินๆ ปั้นดินเป็นดาว

    โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design