สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 19 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี

  • สำนักช่างวรรณกรรม ประกาศเกียรติ มกุฎ อรฤดี นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓
    โพสต์โดย : anat
    2010-12-28 15:03:11

    ประกาศเกียรติ มกุฏ อรฤดี นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓

     

    ท่านนักเขียน นักอ่าน

    ท่านที่มาเป็นเกียรติในงานชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี ๒๕๕๓

     

    คำว่า นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ คือการมอบเกียรติให้แก่นักเขียน นักประพันธ์ ผู้มีความดีเด่นในการสร้างงานเชิงคุณภาพ ว่าไปแล้วการมอบเกียรตินี้มีที่มาจาก ‘รสนิยมส่วนตัว’ ของบรรณาธิการ ช่อการะเกด เหมือนเช่นการพิจารณาเรื่องสั้น ช่อการะเกด ในขนบ ‘๓ แฟ้ม’ คือ ผ่านเลย – ผ่านรอ – ผ่านเกิด แต่การมอบเกียรตินี้ แม้เริ่มต้นจะเป็นรสนิยมส่วนตัวก็จริงอยู่ แต่ก็ถือเป็นการเลือกสรรที่มาจากการเฝ้ามองบุคคลฅนนั้นว่าเป็น ‘ของจริง’ ในวงวรรณกรรม

     

     

    ระยะเริ่มแรกของการมอบเกียรตินี้ได้พิจารณาเอาจากความอาวุโสของผู้สร้างงานที่มีความเป็นเลิศใน ‘ทาง’ ของงานเขียนเรื่องสั้นเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายวงไปถึง ‘ทาง’ งานเขียนประเภทอื่นด้วย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะ ‘ทาง’ ของเรื่องสั้นไว้เพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรากเหง้าในเชิงประวัติวรรณกรรม แม้พวกเขาจะ ‘ถูกลืม’ ไปแล้ว เพราะไม่มีผลงานต่อเนื่อง แต่ในรสนิยมส่วนตัวของสำนักช่างวรรณกรรม ได้ถือคติเสมอมาว่า ‘นักเขียนเก่าไม่มีวันตาย’

     

    ดังนั้นคำว่า นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ จึงเป็นเหมือนเกียรติที่เรียกกันว่า Lifetime Achievement Award กล่าวคือพยายามเพ่งมองไปที่ภาพรวมของนักเขียน นักประพันธ์ผู้นั้น ว่าเคยมีความเกี่ยวข้องกับวงวรรณกรรมมามากน้อยเพียงใด ซึ่งนอกจากจะมองหาความเป็นเลิศในเชิงการเขียน การประพันธ์แล้ว ยังมองหาบุคคลที่ ‘ใช่’ ผู้มีศักยภาพบางอย่างด้วย และจะไม่ใช้มาตรฐานทางศีลธรรมใดๆมาเป็นตัวตัดสิน โดยคำว่า ‘ใช่’ นั้นจะต้องให้ความหมายได้ ทั้งในเชิงประวัติ ผลงานและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ที่แสดงความเป็น ‘ฅนวรรณกรรม’

     

     นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ในฐานะการประกาศเกียรติประจำปีของ ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ ก่อเกิดขึ้นในช่วงการกลับมาของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ โดยเป็นการมอบเกียรติแบบ ‘รสนิยมส่วนตัว’ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ‘รสนิยมรวมหมู่’ ของคำว่า ศิลปินแห่งชาติได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว ๔ ปี นับถึงปัจจุบันมีนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศได้รับการประกาศเกียรติไปแล้วจำนวน ๒๐ ท่าน คือ ‘ลาว คำหอม’, ‘อ. ไชยวรศิลป์’, ‘สุวัฒน์ วรดิลก’, ‘อาจินต์ ปัญจพรรค์’, ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’, ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’, ‘ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ’, ‘ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว’, ‘วิลาศ มณีวัต’, ‘สมบูรณ์ วรพงษ์’, ‘ภิญโญ ศรีจำลอง’, และ ‘คำพูน บุญทวี’ รายชื่อเหล่านี้คือ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ ในช่วงการกลับมาของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๔๑ หลังจากนั้น ช่อการะเกด ได้เว้นวรรคไป ๙ ปี เพราะปัญหาภายใน แม้ในช่วงนั้นจะไม่มีนิตยสาร ช่อการะเกด แต่กิจกรรมของ ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ ก็ยังได้จัดให้มีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสัญลักษณ์หนุนเสริมให้วงวรรณกรรมบ้านเราได้ดำรงอยู่ในสถานะที่มีเกียรติ มีปัญญา และมีศักดิ์ศรี

     

    ในช่วงเว้นวรรคของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ การประกาศเกียรติ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ ได้ขยายวงให้กว้างออกไปมากขึ้น กล่าวคือมิได้จำกัด ‘รสนิยมส่วนตัว’ เอาไว้เพียงแต่ความเป็นเลิศในฐานะของคำว่า ‘เรื่องสั้น’ เท่านั้น แต่ยังได้ปูพื้นที่ไปสู่ ‘ฅนวรรณกรรม’ ประเภทอื่นๆด้วย เช่น นักเขียนสารคดี  นักเขียนความเรียง นักเขียนบทวิจารณ์ นักวิชาการ นักแปลและนักหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในแถวแนวของคำว่านักเขียน นักประพันธ์ รวมทั้งได้ขยายวงไปสู่ ‘ฅนทำหนังสือ’ ในฐานะบรรณาธิการคุณภาพด้วย

     

    ในช่วงเว้นวรรคของยุคที่ ๒ บุคคลผู้ได้รับการประกาศเกียรติในฐานะ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ มีดังนี้ ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’, ‘เสาว์ บุญเสนอ’, ‘ชนิด สายประดิษฐ์’, ‘แข ณ วังน้อย’, ‘อาจิณ จันทรัมพร’, และได้ประกาศเกียรติให้ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เป็น ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศกิตติมศักดิ์’ ในวาระที่ท่านมีอายุครบหนึ่งศตวรรษด้วย

     

    จนต่อเมื่อนิตยสาร ช่อการะเกด ได้กลับคือมาในยุคที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ได้ประกาศเกียรติดังกล่าวนี้ให้แก่ ‘ประกาศ วัชราภรณ์’, ‘ไพทูรย์ สุนทร’, และล่าสุดก่อนที่ช่อการะเกด จะขอเว้นวรรคไปอีกครั้งในปีนี้ คือ มกุฏ อรฤดี

     

    ทำไมจึงประกาศเกียรติให้ มกุฏ อรฤดี---เพราะเท่าที่มอบเกียรติผ่านมาในฐานะของ Lifetime Achievement Award ก็เห็นมีแต่ลำดับอาวุโสของผู้มี ‘รากเหง้า’ เชิงประวัติมาก่อนบรรณาธิการทั้งสิ้น แต่การมอบเกียรติในกรณีของ มกุฏ อรฤดี ครั้งนี้ถือเป็นข้อยกเว้น คือแม้ลำดับอาวุโสจะน้อยกว่าบรรณาธิการ แต่ถ้าเป็นผู้มีความริเริ่มบางอย่างและเป็นผู้มีอุดมคติต่อสิ่งนั้นอย่างแรงกล้า การมอบเกียรติดังกล่าวก็ให้บังเกิดขึ้นได้ กล่าวคือเมื่อประกาศชื่อไปแล้ว จะต้องไม่มีข้อกังขาใดๆจากสาธารณชน นอกจากคำว่า 'ใช่'

     

    มกุฏ อรฤดี เป็นใคร 

     

     มกุฏ อรฤดี เกิดเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เขาเพิ่งแซยิดให้ตัวเองไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มกุฏเป็นชาวสงขลา เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในอำเภอเทพา เป็นลูกชายคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ๔ คน บิดามาจากเมืองจีน ไม่รู้ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย มารดาเป็นเจ้าของกิจการรับซื้อยางพารา มกุฏเรียนชั้นประถมและมัธยมทั้งที่อำเภอเทพา และอำเภอหาดใหญ่ จากนั้นได้ไปเรียนวิชาครูโดยจบเอกภาษาอังกฤษ ได้ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาขั้นสูงจากวิทยาลัยครูสงขลา

     

    เขามีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และจากนิสัยรักการอ่านมาแต่ครั้งเยาว์วัยนี่เองที่ทำให้เขาสนใจเรื่องการเขียน มกุฏเริ่มงานเขียนหนังสือมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม เช่น เขียนกลอนส่งไปที่สถานีวิทยุ วปถ. ๕ และหนังสือรายเดือนของสถานีโทรทัศน์ที่หาดใหญ่ เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่วิทยาลัยครูสงขลา เริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง

     

    ครั้นเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็เริ่มทำงานด้านหนังสือ โดยไปสมัครงานทำวารสารการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ เก็บรับประสบการณ์ทางหนังสือครั้งแรกๆมาจากนักหนังสือพิมพ์อาวุโส มานิตย์ สังวาลเพ็ชร มกุฏเคยเป็นคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ ‘ไม่เป็นภาษา’ ให้นิตยสาร กรุงเทพฯ วิจารณ์ ของ สังข์ พัธโนทัย และเขาได้พบสนทนากับ กรุณา กุศลาสัย ก็ที่นิตยสารฉบับนี้

     

    ภายหลังการ ‘ยึดอำนาจตัวเอง’ ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ของจอมพลถนอม กิตติขจร นิตยสารฉบับนี้ได้ปิดตัวลง มกุฏจึงย้ายไปประจำกองบรรณาธิการ ลลนา  ของบรรณาธิการ สุวรรณี สุคนเที่ยง ผู้ใช้นามปากกาในฐานะนักประพันธ์ว่า ‘สุวรรณี สุคนธา’ มกุฏไปทำงานอยู่ที่ ลลนา รุ่นเดียวกับปกรณ์ พงศ์วราภา ซึ่งในระยะนั้นต่างฝ่ายต่างใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน และได้เขียนเรื่องสั้นส่งไปตามที่ต่างๆ ปกรณ์ พงศ์วราภา ใช้นามปากกาว่า ‘กรณ์ ไกรลาศ’---มกุฏ อรฤดี ใช้นามปากกาว่า ‘นิพพานฯ’

     

    หลังจากงานด้านหนังสือที่ ลลนา มกุฏได้ทำงานให้นิตยสารอีกหลายฉบับ เช่น ภาพข่าวฯ ญี่ปุ่น, บางกอกรีดเดอร์ จนต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร กะรัต รายเดือน และได้ร่วมก่อตั้ง ‘สำนักพิมพ์ผีเสื้อ’ และสำนักพิมพ์ในเครือ ผลิตผลงานคุณภาพทั้งเรื่องงานเขียนและงานแปล ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐, ๒๕๓๐ เรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน

     

    เมื่อครั้งก่อตั้ง ‘สำนักพิมพ์ผีเสื้อ’ เขาได้นำเอาชื่อนี้มาจากนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ที่ประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะเขามีอายุ ๒๕ ปี โดยก่อนหน้านั้นเขามีงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชื่อ จดหมายถึงเมา ใช้นามว่า ‘มกุฏ อรฤดี’ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ ตามมาด้วยงานรวมเรื่องสั้นชุดต่างๆ เช่น  เพลงนกเหยี่ยว (๒๕๑๙) และ เปลวไฟ (๒๕๑๙) ภายหลังนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้  ได้รับความสำเร็จ แปลเป็นภาษาต่างประเทศ และมีผู้นำไปจัดทำเป็นภาพยนตร์จนได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแล้ว

     

    มกุฏยังได้เขียนนวนิยายขนาดสั้นไว้อีกหลายเล่ม เช่น ถนนดอกไม้, วันที่จากกัน และ ก่อนสิ้นมรสุม โดยทั้ง ๓ เล่มพิมพ์ออกมาในปีเดียวกัน คือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ และในครั้งนั้นเขาใช้นามปากกาว่า ‘นิพพานฯ’ เหมือนเมื่อครั้งที่เขียนนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ นอกจากนั้นเขายังได้ใช้นามนี้เขียนนวนิยายอีกหลายเรื่อง เช่น หากแม้นจะเอ่ยนามแห่งความรัก (๒๕๒๙) และ ปีกความฝัน (๒๕๓๕) จนในภายหลังมามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน โดยใช้นามปากกาอีกนามหนึ่งว่า ‘วาวแพร’ มีผลงานต่างๆปรากฏ เช่น พราวแสงรุ้ง (๒๕๓๐), เด็กน้อย (๒๕๓๐), เพลงดวงดาว (๒๕๓๑), เด็กชายจากดาวอื่น (๒๕๓๒), จะล่องลอยไปในฟากฟ้า (๒๕๒๙), ดอกไม้และสายฝน (๒๕๒๙), เทวดาพเนจร (๒๕๓๙)

     

     ภาพรวมในฐานะนักเขียน นักประพันธ์ มกุฏ อรฤดี มีบุคลิกแห่งความเป็นครูอยู่ในตัวเองมาตลอด และเพราะหน้าที่ของคนทำหนังสือในฐานะบรรณาธิการ เขาจึงเริ่มสนใจเรื่อง ‘ระบบหนังสือ’ ในเมืองไทย ทั้งในแง่ของการผลิตและการอ่านไปโดยปริยาย มกุฏมีความปรารถนาอยากให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือดีมีคุณภาพ และคนรุ่นใหม่ควรจักต้องรู้จักการทำหนังสือดีมีคุณภาพขึ้นมาด้วย

     

    ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้เสนอหลักสูตร ‘อบรมบรรณาธิการ’ และก่อตั้ง ‘โรงเรียนวิชาหนังสือ’ ขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทำให้ใน พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มจัดอบรม ‘บรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปล’ จนกระทั่งหลักสูตร ‘บรรณาธิการศึกษา’ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงการเปิดหลักสูตรวิชาโทบรรณาธิการศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา เพื่อแก้ปัญหาระดับชาติทั้งในเรื่องการอ่านและการผลิตหนังสือคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม

     

    เขาได้ก่อตั้งคณะเตรียมงานใน ‘โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยใช้ทุนทรัพย์ของตนเอง โดยหวังจะผลักดันให้เกิด ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ในฐานะองค์กรมหาชน แต่การทำงานในวิสัยทัศน์ดังกล่าวของเขาถูกนักการเมืองในสมัยนั้นนำไปบิดเบือนเจตนาจนกลายเป็นอย่างอื่น แม้จะล้มเหลว แต่เจตนารมณ์ของเขาในเรื่องดังกล่าวนั้นยังคงอยู่

     

    ปัจจุบันบ้านเรามี ‘หอภาพยนตร์แห่งชาติ’ ในฐานะองค์กรมหาชนได้ แต่ทำไมโครงการ ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ในฐานะอุดมคติของคำว่า ‘หนังสือ’ ทั้งในเรื่องรากเหง้าทางความคิดและการสร้างสรรค์ร่วมสมัย กลับเป็นเหมือน ‘ข้อต่อที่หายไป’ มากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิดเป็นองค์กรมหาชน นี่คือปัญหาระดับโครงสร้างที่ครั้งหนึ่ง มกุฏได้เขียนข้อความแสดงทรรศนะของเขาไว้ว่า

     

              “---ประเทศไทย---หากรัฐบาลไม่ใส่ใจเพาะเมล็ดพันธุ์การอ่าน การเรียนรู้และสรรพวิชาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดการด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจระบบหนังสือตั้งแต่ราก ให้หยั่งลึก ปักโคนมั่นคงทั่วถึง--เสียแต่วันนี้ อย่านับด้วยร้อยปีเลย จวบวาระสิ้นโลก กระทั่งบังเกิดดาวมนุษยชาติดวงใหม่ เราก็จะยังล้าหลังเรื่อง หนังสือ สืบไปชั่วนิรันดร์”

     

              ด้วยจิตใจแห่งความเป็นนักเขียนและบรรณาธิการ ผู้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบหนังสือ การอ่านและการเรียนรู้ โดยเสนอแนะให้ก่อตั้ง ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ขึ้นเป็นองค์กรมหาชน ด้วยความสำคัญในวิสัยทัศน์ดังกล่าว ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ จึงขอกล่าวประกาศเกียรติให้ มกุฏ อรฤดี เป็นนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศประจำปี ๒๕๕๓

     

    สำนักช่างวรรณกรรม 

    ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

     

     

     

     

    ต่อไปนี้คือคำกล่าวหลังได้รับรางวัลของ มกุฏ อรฤดี ในงานชุมนุมช่างวรรณกรรม วันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

     

    ฟังเสียง http://www.youtube.com/watch?v=67sc2Mx6XbA

    คลิปวีดิโอ  http://www.youtube.com/watch?v=GhSPUwnl7LE

     

     

    ผมไม่ได้เตรียมถ้อยคำไพเราะมากล่าวสำหรับงานนี้ แต่อยากจะพูดจากสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่ทราบว่าจะพูดออกหรือเปล่า ---ขอดู(รางวัล)ก่อน ที่จริงผมอยากจะมอบคืนให้คุณสุชาตินะ เพราะว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นเกียรติยศที่เกือบจะรู้สึกว่าไม่ควรจะรับหรอก เพราะผมเขียนหนังสือน้อย และทุกครั้งที่คุณสุชาติบอกว่า ส่งต้นฉบับมาสิ ผมก็ไม่เคยทำได้สักที จนกระทั่งมารู้ว่าหนังสือก็จะเลิกอีกแล้ว 

     

    ผมรู้ว่าหนังสือจะเลิกอีกแล้ว รู้ประโยคสุดท้ายของ ดร.สรณัฐว่า ทำงานวิจัย ทำอะไรต่างๆเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมแล้วไปหาต้นฉบับในรอบยี่สิบปีนั้นยังไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ท้ายที่สุด นักวิจัย ที่จะทำงานวิจัยเรื่องวรรณกรรมจะต้องไปหาฅนฅนหนึ่งชื่อสุชาติ สวัสดิ์ศรี และได้เอกสารทั้งหมดจากที่นั่น แล้วหอสมุดแห่งชาติอยู่ที่ไหน หอสมุดแห่งชาติเก็บอะไร เกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ คำถามนี้มีมานาน นานมาก---นานจนกระทั่งเรารู้สึกว่า ขณะนี้หายนะกำลังจะเกิดแล้ว เมื่อรัฐบาลมีนโยบายบริจาคหนังสืออิสระ 

     

    ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องมาพูดที่นี่ ในวันนี้ เพราะเหตุนี้ เหตุที่ผมมารับรางวัลนี้ เพราะเวลานี้แหละ ผมบอกคุณเวียงตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมไม่ได้อยากรับรางวัลหรอกนะ เพราะว่าผมไม่รู้สึกตัวว่าผมเป็นนักเขียนที่เก่ง แต่ผมอยากได้โอกาสนี้ โอกาสที่จะมาพูดกับท่านทั้งหลาย นักเขียนทั้งหลายว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางหายนะ 

     

    ขอให้เชื่อผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้าหลังจากนี้ เมื่อนโยบายนี้ นโยบายบริจาคหนังสือเสรีของรัฐบาล ใช้อย่างเป็นผลหลังจากกฤษฎีกาประกาศใช้---ขณะนี้ยังกำลังเป็นร่างกฤษฎีกา เรายังมีโอกาสที่จะแก้ไขได้ด้วยการล้มกฤษฎีกานี้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่กฤษฎีกานี้ประกาศใช้ หายนะจะเกิดขึ้นแก่ประเทศไทย 

     

    ทำไม---ทำไม----เพราะว่าเมื่อถึงเวลานั้น หนังสือต่างๆจะประเดประดังกันไปยังห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ โดยที่ไม่มีใครคัดเลือก ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราไปทำงานวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิด เราเพิ่งกลับมาจากจังหวัดกระบี่เมื่อวานซืนนี้เอง ไปทำงานวิจัยหนังสือหมุนเวียนมัสยิด เพื่อที่จะตอบคำถามแก่รัฐบาลว่า ถ้าบริจาคหนังสือเสรีแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น---ฉิบหายคือคำตอบ

     

    ประเทศนี้จะฉิบหายในเวลาไม่เกินสิบปี เพราะนักการเมืองย่อมจะต้องพิมพ์หนังสือแจกไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อหาเสียงให้แก่ฅนของตนโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะนักการเมืองพิมพ์หนังสือ---ว่าจ้างโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือจำนวนสิบบาท ญาติของนักการเมืองมีสิทธิ์ที่จะไปเบิกจากภาษีที่บริจาคไปโดยไม่มีชื่อของนักการเมืองเลย แต่หนังสือเหล่านั้นจะไปถึงมือเด็ก และเป็นเครื่องมือหาเสียงดีที่สุด 

     

    นี่แค่เฉพาะนักการเมือง แล้วสินค้าทั้งหลายล่ะ สินค้าทั้งหลายก็จะส่งหนังสือไปทางโรงเรียนต่างๆ ตามห้องสมุดด้วยโครงการบริจาค แต่มีการโฆษณาสินค้าในหนังสือที่ไปบริจาคนั้นเต็มไปหมด---แล้วเด็กจะได้รับอะไร เด็กก็จะได้รับขยะจากการส่งไป ด้วยการบริจาค ด้วยความรู้สึกว่า ได้รับของฟรี รัฐบาลต้องการอย่างนั้น 

     

    ผมได้ไปเห็นหนังสือ เรียกว่า สมุดบันทึกการอ่าน ซึ่งสำนักพิมพ์แจกไปยังโรงเรียน สำหรับเด็กเล็กชั้นประถม ในนั้นเต็มไปด้วยโฆษณาเต็มไปหมด ทั้งโฆษณาของสำนักพิมพ์เอง และโฆษณาสินค้าที่นอกเหนือจากหนังสือ สมองเด็กเล็กๆถูกยัดเยียดสิ่งซึ่งเขารับไม่ไหว เขาแยกไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรชั่วอะไรดี นักการเมืองฅนไหนดี นักการเมืองฅนไหนชั่วเขาไม่รู้ แต่เขาเห็นว่า หนังสือที่เขาได้นั้นฟรี เพราะฉะนั้นกลับไปบอกแม่ว่า เออฅนนั้นให้ของฟรีเรานะ---หายนะกำลังจะบังเกิดแก่ประเทศนี้ครับ

     

    ผมมาที่นี่ เพราะผมรู้ว่าวันนี้มีนักเขียนมาก มีผู้สื่อข่าวพอสมควร มีนักคิดนักอ่านเยอะ ผมอยากจะมาบอกว่า---ช่วยกันหน่อยเถอะครับ ลำพังเพียงผมฅนเดียวทำไม่ไหว ถ้าเราไม่ช่วยกัน เมื่อถึงเวลานั้น มันก็อาจจะสายเกินกว่าที่เราจะแก้ไขอะไรได้อีก 

     

    รัฐบาลทำอะไรได้เยอะแยะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ผมเริ่มเข้าไปทำงานให้รัฐบาล พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๖ รัฐบาลทำอะไรได้มาก รัฐบาลมีเงินนับพันล้านเพื่อที่จะเปิดห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าหนึ่งแห่ง แต่รัฐบาลไม่มีสมอง หรืออาจจะมี คิดว่าจะทำอย่างไรที่ให้ระบบกลไกนั้นมันเป็นเอกภาพ 

     

    หอสมุดแห่งชาติง่อย มีงบประมาณน้อยกว่างบประมาณห้องสมุดหนึ่งแห่งในห้างสรรพสินค้า หนังสือบางเล่มในหอสมุดแห่งชาติที่เป็นหนังสือราคาแพง หอสมุดแห่งชาติไม่มี หนังสือค้นคว้า หอสมุดแห่งชาติไม่มี ระบบการยืมออก หอสมุดแห่งชาติไม่มี---ทุกสิ่งทุกอย่าง หอสมุดแห่งชาติไม่มีหมด ตามมาตรฐานหอสมุดแห่งชาติของประเทศอื่นๆในโลก แม้แต่ประเทศเขมรและลาว 

     

    ---เรานิ่งเฉยไม่ได้นะครับ เด็กของเรากำลังเดินตามหลังเรามา แต่ระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ เต็มไปด้วยขวากหนาม เต็มไปด้วยกับดักของนักการเมือง ทุกยุคทุกสมัยเหมือนกันหมด นักการเมืองเห็นแก่ตัว นักการเมืองเห็นแก่ได้ นักการเมืองเห็นแก่หาเสียง แต่นักการเมืองไม่พยายามมองเห็นภาพรวมว่า ฅนอย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำงานด้านวรรณกรรมมาตลอดชีวิต ทำไมไม่เชิญเขามา ตั้งสถาบันสักสถาบันหนึ่ง ว่าด้วยวรรณกรรม 

     

    เขาพยายามทำนิตยสารว่าด้วยวรรณกรรม แต่รัฐบาลนึกไม่ออกว่านิตยสารเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับฅนในชาติของตนอย่างไร---นึกไม่ออก เมื่อรัฐบาลนึกแค่นี้ไม่ออก รัฐบาลก็ไปเอาเงินของ สสส. มาทำหน่วยงานโน้น หน่วยงานนี้ หน่วยงานนั้น เต็มไปหมดในขณะนี้ มันเป็นงานปลีกย่อยเหมือนภาพคอลลาจ(Cornelages)ที่อาจารย์บอกเมื่อกี้ ถ้าเผื่อว่านักสร้างภาพคอลลาจมองไม่เห็นภาพรวม เขาย่อมไม่เห็นภาพ ก็จะเห็นได้แค่ตั๋วรถเมล์ เห็นเศษกระดาษ เห็นภาพปุปะ ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย และท้ายที่สุด คุณไม่เห็นหรอกว่า ภาพใหญ่นี้เป็นอย่างไร 

     

    น่าเสียดายที่เราปล่อยปละละเลยกันมานาน คุณสุชาติกับผมพยายามเมื่อปี ๒๕๔๖ คิดจะทำนิตยสารในนามของรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดทำไม่ได้ ต่อมาคุณสุชาติก็พยายามดิ้นรนในฟากของคุณสุชาติ ผมก็พยายามดิ้นรนในฟากของผม เราต่างก็หมดแรงไปฅนละเล็กฅนละน้อย---หมดแรงไปฅนละเล็กฅนละน้อย และในท้ายที่สุด เราคิดว่าเรา---คุณสุชาติก็อาจจะหมดแรง ผมก็อาจจะหมดแรง แต่ผมยังมีความหวังอยู่ว่า ท่านที่นั่งอยู่ที่นี่คงจะมีแรงทำต่อไป 

     

    หลังจากพูดวันนี้แล้วผมอาจจะหยุดทำงาน อาจจะไปถือศีล อาจจะไปบำเพ็ญตบะ หรืออาจจะไปทำอะไรสักอย่าง เพราะว่ามันเป็นงานใหญ่เกินกว่าที่ฅนฅนหนึ่ง หรือฅนกลุ่มหนึ่งจะทำได้โดยลำพังทรัพย์สินของตนเอง---

     

    ประเทศนี้น่าเป็นห่วง ถ้าเรามองในแง่ของปัญญาชนที่เป็นนักเขียนทั้งหลาย ผมอยากจะบอกว่า ลองขยับออกมาจากที่ที่ท่านยืนอยู่ ที่ที่ท่านนั่งอยู่สักก้าวหนึ่ง แล้วมองดูประเทศนี้โดยภาพรวม อย่ามองดูเพียงปีละสองครั้งที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพราะนั่นคือกับดักอันหนึ่งที่ทำให้ระบบหนังสือของประเทศนี้ฉิบหายไปทีละน้อย---ทีละน้อย และในที่สุด ก็จะถึงแก่วาระเสื่อม

     

    คำถามก็คือว่า ขณะนี้ตลาดหนังสือยึดครองไปด้วยอะไร แล้วหนังสือที่มีสาระ วรรณกรรมที่ดี อย่างที่ท่านทั้งหลายพยายามทำนั้นอยู่ที่ไหน แล้วคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของตลาดมวลโดยรวม เราไม่มีใครมาช่วยคิดเรื่องแบบนี้ 

     

    เราจะไปพึ่งหวังสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยนั้นย่อมไม่ได้ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าพิมพ์และจัดจำหน่าย จะมาคิดเรื่องสติปัญญาเรื่องอะไรอย่างอื่นนั้นจะต้องมาทีหลัง พอคิดถึงเรื่องจำหน่ายก็ต้องคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุน เรื่องการป้อนหนังสือออกไป เรื่องประมูลหนังสือ เรื่องการบริจาคหนังสือ แต่เขาไม่คิดว่า บริจาคหนังสือหรือประมูลหนังสือนั้นจะส่งผลเสียระยะยาวอย่างไร 

     

    ผมพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ต้นฉบับเพิ่งเสร็จเมื่อวานนี้ แล้วก็พิมพ์ออกมาวางขายหนึ่งร้อยยี่สิบบาท ข้างหน้า ช่วยไปซื้อหน่อย แล้วก็บริจาคเงินให้---ไม่ใช่บริจาค นำเงินมอบให้ ผมรังเกียจคำว่าบริจาค---

     

    รัฐบาลบอกว่าให้บริจาคหนังสือ เสนอเสร็จ มติครม.ผ่านให้บริจาคหนังสือหักภาษีได้ สัปดาห์รุ่งขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯประกาศอีก---จัดตั้งสถาบันพัฒนาครู โดยขอให้ครูบริจาคเงิน เหมือนกับเราตั้งสถาบันหรือกองทุน มอบทุนให้เด็กเรียนดีแต่ยากจน แต่ไปขอบริจาคเงินจากเด็กเรียนดีแต่ยากจน ครูเงินเดือนน้อย รัฐบาลจะตั้งกองทุน ไปขอเงินบริจาคจากครู---เขาคิดอะไรกัน ผมคิดว่าสมองเขากลับตาลปัตรไปหมด เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นชอบ เอ้ย เห็นชอบเป็นชั่ว---

     

    ---มาเพื่อปรับทุกข์ มาเพื่อที่จะบอกว่า เราช่วยกันอีกหน่อย พื้นที่ว่างในที่ต่างๆก็ขอให้พยายามคิดพยายามเขียน พยายามบอกพยายามกล่าว ทุกครั้งถ้าไปเจอรัฐบาลก็อย่าคิดเพียงแต่ว่า ถ้าเผื่อรัฐบาลป้อนอะไรให้เล็กน้อย เช่นโครงการบริจาคหนังสือนั้น สำนักพิมพ์ทั้งหลายที่พวกเราก็เป็นเจ้าของอยู่ เราเห็นว่า เออก็ดีนะเป็นโอกาสที่ดี แต่ขอให้มองไปไกลกว่าก้าวข้างหน้าหนึ่งก้าว มากกว่านั้น ก้าวไกลออกไปอีกว่า ไอ้ฉิบหายที่มันเป็นกับดักอยู่นั้น มันจะส่งผลต่อเราหรือเปล่า แน่ล่ะในช่วงอายุของเรา ในช่วงอายุของคุณสุชาติกับของผมนี่ อาจจะไม่ทันได้เห็น แต่ว่าในช่วงอายุของพวกคุณจะได้เห็นแน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ออกมา---จะได้เห็นแน่ 

     

    เราเริ่มแสดงให้เห็นแล้ว ด้วยการที่เราส่งหนังสือไปยังมัสยิด เราเริ่มไปคลุกคลีตีโมงกับมัสยิด และถามว่า ถ้าเผื่อว่าผู้มีเจตนาดีแต่จิตใจร้ายทั้งหลาย นำหนังสือไปบริจาคตามโรงเรียนต่างๆ และหนังสือนั้นมันสอดไส้ด้วยอะไรก็ไม่รู้ มันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ใครจะเป็นฅนดูแลควบคุม ใครจะเป็นฅนกลั่นกรอง ใครจะเป็นฅนเลือกสรร 

     

    บรรณารักษ์ในห้องสมุดโรงเรียน  ในประเทศไทยในชั้นประถมที่มีอยู่ประมาณเกือบสี่หมื่นแห่ง สามหมื่นกว่าแห่ง---ไม่มี ไม่มีบรรณารักษ์ในโรงเรียน แล้วหนังสือบริจาคโครมตูมลงไป แล้วเด็กจะเลือกอะไร ถ้าเรามีของดีหมด ก็ดีไป เด็กหยิบชิ้นไหนก็เป็นของดี แต่ถ้าเป็นของชั่วห้าสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะ---เกิดอะไรขึ้น

     

    แค่นี้นะ---ก็ขอให้ช่วยกัน ผมขอบคุณคุณสุชาติมาก และผมเข้าใจว่าที่คุณสุชาติให้รางวัลผมวันนี้ ผมเข้าใจว่าคุณสุชาติคงอยากให้ผมพูดสิ่งนี้ล่ะ---ผมก็คิดว่าใช่ คุณสุชาติพูดคำว่าใช่ ใช่ของเรามันตรงกัน ใจเราตรงกัน ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งคุณสุชาติบอกว่า เอ้ย มกุฏน่ะอย่าไปถามถึงมันเลย ไม่อยากพูดถึง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมก็ยังพูดถึงคุณสุชาติอยู่นะ

     

    ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะ---คราวหน้าผมจะทำรางวัลอะไรสักอย่างหนึ่งให้คุณสุชาติ แล้วผมก็จะมอบให้คุณสุชาติบ้างเหมือนที่คุณสุชาติมอบให้ผม---ขอบคุณมากครับ.

     

     

    ถอดเสียงและจัดหน้าเฟซบุ๊ค โดย นิชานันท์ นันทศิริศรณ์

     

    ฟังเสียงที่  http://www.youtube.com/watch?v=GhSPUwnl7LE

    หรือ  http://www.facebook.com/video/video.php?v=176602369025451

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design