สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย

  • รำลึก “เพ็ญศรี-รพีพร” สองศิลปินแห่งชาติ:มอบรางวัล รพีพร คนที่ ๒ แก่ จำลอง ฝั่งชลจิตร
    โพสต์โดย : kidsin_sak
    2010-09-01 21:19:01

    เขียนโดย : วาสนา ชูรัตน์  

    นิตยสารขวัญเรือน ปักษ์หลัง สิงหาคม ๒๕๕๓

     

     

    สองปีที่แล้วสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน จัดงาน คิดถึง “เพ็ญศรี-รพีพร” เพื่อระลึกถึงสองศิลปินแห่งชาติ “สุวัฒน์ วรดิลก และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี” พร้อมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๑ ขึ้น ปีนั้นคนที่ได้รับรางวัลคือ มาโนช พรหมสิงห์ นักเขียนอีสานผู้เลือกแล้วที่จะอยู่ท่ามกลางสวนสวนอักษรในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

     

     

     

     

    ปีนี้ ๒๕๕๓ ก็เช่นกัน คณะผู้จัดงานได้จัดงานรำลึกขึ้น ณ ที่ทำการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พร้อมมอบรางวัลให้ จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนรางวัล “รพีพร” คนที่ ๒ นักเขียนจากภาคใต้ผู้พิสมัยการเขียนเรื่องสั้นกว่างานเขียนใดๆ มีใจรักที่จะยืนหยัดอยู่สร้างสรรค์ผลงานในถิ่นเกิด

     

    ทั้งสองคนทำงานเขียนที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี แสดงถึงความมุมานะและมุ่งมั่นในการทำงาน

    ทั้งสองคนเป็นนักเขียนอิสระไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานหรือสังกัดใด

    ที่สำคัญ เมื่อได้รับรางวัลไปแล้วไม่มีเงื่อนไขผูกมัดให้มาทำการใดๆ เพื่อเป็นการตอบแทนทั้งสิ้น (คือไม่ต้องมาทำงานใช้ทุนนั่นเอง)

     

     

    นั่นคือสิ่งที่ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร ฝากฝังไว้กับคณะกรรมการมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียนให้ดำเนินการต่อไป

     

    เป็นที่ทราบกันดีว่า รพีพร เป็นหนึ่งในนามปากกาของ สุวัฒน์ วรดิลก (๑๔ ก.ค.๒๔๖๖-๑๕ เม.ย.๒๕๕๐) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๔ ผู้มีคุณูปการและห่วงใยต่อนักเขียนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องเสมอมา ด้วยความเข้าใจในกลุ่มคนทำงานในแวดวงน้ำหมึก แม้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองจะไม่ได้ร่ำรวยมหาศาลแต่ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางที่มีอยู่ทำให้มองข้ามผ่านเรื่องของตัวเอง มองเรื่องส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นที่พักพิงและพึ่งพาของมวลมิตรแม้ชีวิตจะล่วงลับไปแล้ว (นามปากกาอื่นมี ไพร วิษณุ ศิวะ รณชิต สันติ ชูธรรม ยุพดี เยาวมิตร ฯลฯ)

     

    ช่วงเช้าก่อนพิธีมอบรางวัลมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ สุวัฒน์ วรดิลก-เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และนักเขียนผู้ล่วงลับ มีนักเขียนน้อยใหญ่มาร่วมงานกันพอสมควร อาทิ ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เจน สงสมพันธุ์ เลขาธิการสมาคมฯ บูรพา อารัมภีร อุปนายกฯ มาลีรัตน์ แก้วก่า กฤษณา อโศกสิน กนกวลี พจนปกรณ์ ฯลฯ หลังจากนั้นก็เป็นพิธีเปิดห้องประชุม รพีพร ภายในอาคาร เสาว์-ศรีสุดา บุญเสนอโดย ประยอม ซองทอง ประธานมูลนิธิรพีพรฯ

     

     ช่วงบ่ายเริ่มมีผู้คนทยอยมาร่วมงานหนาตามากขึ้น ทั้ง อาจินต์-แน่งน้อย ปัญจพรรค์ ชาติ กอบจิตติ สัมพันธุ์ ก้องสมุทร ขจรฤทธิ์ รักษา เสรี ทัศนศิลป์ นรีภพ สวัสดิรักษ์ โกสินทร์ ขาวงาม  กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ เป็นต้น

     

    เมื่อได้เวลา เจน สงสมพันธุ์ ก็กล่าวเชิญ ประยอม ซองทอง ประธานมูลนิธิฯเปิดงาน ซึ่งก่อนจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้ร่วมงานฟัง ก็ขออ่านบทกลอนที่เขียนขึ้นให้ฟังกันก่อน

     

    “รพีพรสอนอะไรให้เราบ้าง หนึ่งร่วมสร้างสมาคมชมรมนักเขียน

    รู้ว่าเราทุกผู้สู้พากเพียร ควรส่องเทียนส่งแรงใจให้แก่กัน (นี่นอนเขียนนะ)

    สองเลี้ยงชีพการประพันธ์นั้นลำบาก ต้องต่อสู้ทุกข์อยากด้วยใจมั่น

    แต่งานเขียนที่ดีมีคุณค่าอนันต์ ควรตอบแทนด้วยรางวัล ‘รพีพร’

    (อันนี้ผมสรุปเอาเองว่า รางวัลที่นักเขียนให้นักเขียนนั้นมันควรจะมีคุณค่ายิ่ง)

    สามความเป็นคนดีมีคุณค่า กาลเวลาบอกศักดิ์ศรีอนุสรณ์

    ควรตอบแทนน้ำใจให้สังวร อุทาหรณ์เยี่ยง ‘ศรีบูรพา’

    มรดกทั้งสามนี้ที่มอบให้ คือน้ำใจเรารู้ซึ้งถึงคุณค่า

    และจะอยู่คู่ยืนนานกาลเวลา... (ประโยคที่สี่ยังไม่จบ-คุณประยอมบอกแบบนั้น)

     

    สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร เป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อวงการนักเขียนและทำงานมามากมาย ประธานมูลนิธิจึงขอเล่าเรื่องราวความเกี่ยวพันระหว่างรางวัลศรีบูรพา กับ รางวัลรพีพร ให้ฟังว่า

     

    รพีพร เป็นผู้รวบรวมเงินจากการทำบุญอัฐิของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ตั้งเป็น กองทุนศรีบูรพา พร้อมกับรับหน้าที่เป็นประธาน เพื่อมอบให้แก่บุคคลในวงการนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และศิลปินผู้มีวัตรปฏิบัติตามแบบฉบับศรีบูรพา เป็นรางวัลที่นักเขียนมอบให้นักเขียน โดยจะจัดงานมอบรางวัลในวันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันนักเขียนของทุกปี ซึ่งปัจจุบันนี้มอบไปแล้ว ๒๒ คน

     

    ส่วน มูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ก่อตั้งขึ้นมาภายหลัง ซึ่ง สุวัฒน์ วรดิลก เขียนจดหมายฝากไว้กับธัญญาระบุว่าให้ ประยอม ซองทอง เป็นแล้วกัน ขณะนั้นคณะกรรมการมี ชมัยภร แสงกระจ่าง ธัญญา ชุนชฎาธาร มาลีรัตน์ แก้วก่า ปรีดา ข้าวบ่อ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังหารือกันว่าใครจะเหมาะสมกับหน้าที่นี้ ตอนนั้นทุกคนมองว่าเป็น ถาวร สุวรรณ แต่ถาวรก็ไปเป็นเป็นประธานกองทุนสุภาว์ เทวกุล แล้ว ส่วนกฤษณา อโศกสิน ก็เป็น ส.ว.

     

    สำหรับเงินรางวัลรพีพร ของมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียนก็ได้จากการจัดงานร้อยปีศรีบูรพามาจำนวนหนึ่งเพื่อ ‘เป็นรางวัลที่นักเขียนมอบให้นักเขียน’ ซึ่งรางวัลนี้ไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือเรียกร้องอะไรกับผู้ได้รับรางวัลให้มาตอบแทนหรือต้องทำอะไรต่างๆ ทั้งสิ้น

     

    เป็นความเข้าใจของเจ้าของรางวัลที่เห็นว่าคนทำงานเขียนนั้นเป็นอย่างไร เพราะคนเขียนหนังสือนั้นเวลาทำงานก็ทำงานคนเดียว ยิ่งเมื่อสมัยก่อนต้องเงียบเหงาหว้าเหว่อยู่ตัวคนเดียว รู้จักคนอื่นๆ ผ่านหนังสือพิมพ์เท่านั้น เพียงแต่บุคคลที่ได้รับรางวัลนั้นต้องทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว ผลงานของเขาจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของเขามีเพียงพอได้รับรางวัลนี้หรือเปล่าเท่านั้น

     

    เมื่อเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ชมัยภร แสงกระจ่าง ก็อ่านบทกวีที่เขียนไว้เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ชื่อว่า รำลึกถึง สองพี่ อาจารย์บอกว่าถึงเขียนใหม่ก็ไม่ต่างไปจากนี้

     

     

    “ยังคิดถึงพี่ชายคนใจดี                     มีรอยยิ้มให้ทุกปีฉันจำได้

    ถึงวันชาติฝรั่งเศสมาครั้งใด                              เราต้องไปกราบพี่ ‘รพีพร’

            ได้เห็นหน้าพี่สาวได้ฟังเสียง            ได้รับเลี้ยงได้ฟังคำสั่งสอน

    ได้กราบพี่ ได้พากเพียร ได้เขียนกลอน          ได้ถือโอกาสยอกย้อนไปเที่ยวทะเล

    มาปีนี้ไม่ได้ทำอย่างที่เคยทำ             มาปีนี้มายืนฉ่ำทำสวนเส

    มาทำบุญ มาร้องเพลง มาฮาเฮ                  แต่ในใจยังรวนเรอยู่รอนรอน

           รอนรอนเพราะคิดถึงยังซึ้งซาบ           รอนรอนเพราะเคยกราบกันมาก่อน

    รอนรอนเพราะยังหวนหายังอาวรณ์      รอนรอนเพราะยังรอนรอนอยู่เต็มทรวง

          สมาคมฯงานหนักจริงค่ะพี่               รู้คราวนี้ยิ่งทำไปยิ่งใหญ่หลวง

    งานที่ทำเพื่อคนอื่นอีกหมื่นปวง          ยิ่งทำยิ่งหนักหน่วงในดวงใจ

         แต่พี่ทั้งสองทำมันได้สบายมาก           ทำเหมือนว่าเรื่องยากทำง่ายได้

    ทำเหมือนว่าอยู่ไปไม่ได้ทำอะไร         แท้แล้วพี่ทำอะไรให้ใครมามากล้น

    ล้นจนเป็น ‘เพ็ญศรี-รพีพร’       ผู้ถากทางมาก่อนเป็นถนน

    ผู้บุกเบิกเส้นทางฝันอันอำพล             ผู้ยืนหยัดอดทนจนโลกจำ

    ขอแสงแห่ง ‘รพี’ สู่พี่น้อง      ขอ ‘เพ็ญ’ ครองทรงใจจนในฉ่ำ

    ขอ ‘รพี’ นำทุกถ้อยที่ร้อยคำ               ขอ ‘เพ็ญ’ ซ้ำสี่ประการนิรันดร์พร

    เป็น ‘เพ็ญศรี รพีพร’ สอนรุ่นหลัง เป็นคู่รักมีมนตร์ขลังมาเก่าก่อน

    เป็นคู่ขวัญศิลปินประพันธกร             เป็นสองพี่นิรันดรหิมาลัย

     

    จากนั้นเป็นรายการเปิดวีดิทัศน์ วันนี้ยังยืนยง รพีพร เป็นเรื่องราวเส้นทางชีวิตของ รพีพร ที่กว่าจะได้ยืนยงถึงทุกวันนี้ ซึ่งเส้นทางนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ หากแต่มีขวากหนามมากมายถึงขนาดต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกตะรางเป็นเวลาร่วม ๔ ปี หลังกลับจากการนำศิลปินไทยไปทำการแสดงที่ประเทศจีน ในช่วงที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติล้มอำนาจ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

     

    แม้ถูกคุมขังอยู่ก็ได้ทำงานด้านการเขียนการประพันธ์ตลอดจนพ้นโทษออกมา และเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในวัย ๘๓ ปี

     

    จบวีดิทัศน์ เจน สงสมพันธ์ เสริมเพิ่มเติมถึงความตั้งใจจริงในการก่อตั้งมูลนิธิว่า

     

    “พี่อู๊ด (ชื่อเล่น สุวัฒน์ วรดิลก) ย้ำกับพวกเราว่า วันที่ทำการเปิดอาคารสมาคมว่า การเป็นนักเขียนมีหน้าที่เขียนเพื่อเลี้ยงชีพก็เขียนไปเถอะ แต่อย่าลืมภาระทางสังคม และยังย้ำถึงเรื่องสวัสดิการนักเขียน ซึ่งวันนี้มูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ร่วมกับสมาคมนักเขียนได้ดำเนินภารกิจของมูลนิธิฯตามเจตนารมณ์ของพี่แล้ว เพลงที่จบไปเมื่อกี้ (ในวีดิทัศน์) เป็นการบอกเล่าชีวิตที่เหมือนกิ่งชีวิตเหมือนจริงของพี่อู๊ด ว่าศิลปินอยู่อย่างไร แต่ไม่ว่าจะอยู่อย่างไร ก็ยังคิดถึงทุกคนตอนนั้นพี่อู๊ดบอกพวกเราว่ามีเงินอยู่หนึ่งล้านบาทในเวลานั้น ก็คิดว่าจะเอาไปทำให้เกิดประโยชน์คือเอาไปเกื้อหนุนนักเขียนที่เขาทำงานเขียนอย่างเดียวจริงๆ เพราะว่าถ้านักเขียนเขาไม่ทำแบบนี้แล้ว ก็หมายความว่าพวกเราจะไม่มีนักเขียนที่มีจิตวิญญาณของการเป็นนักเขียนจริงๆ”

     

    ก่อนการเปิดใจ จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนรางวัล รพีพร คนที่ ๒ ของประเทศไทย ประธานมูลนิธิได้อ่านคำประกาศเกียรติยกย่องในฐานะที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจและแรงคิดสร้างสรรค์ผลงานอันมีประโยชน์ มีจุดยืนที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ในการเขียน มีวิถีชีวิตที่น่าชื่นชมไม่ขาดจริยธรรม สมถะ มีความอดทน ไม่ย่อท้อ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม

     

    ช่วงที่หลายคนรอคอยก็มาถึงนั่นคือการกล่าวเปิดใจจาก จำลอง ฝั่งชลจิตร (มีเสียงแซวแว่วๆ มา เขาเป็นนักเขียนจริงๆ ไม่ใช่นักเขียน จำลอง แต่ชื่อคือ จำลอง)

     

    เมื่อกล่าวทักทายสวัสดีคนมาร่วมแสดงความยินดีเป็นที่เรียบร้อยจำลองได้พูดเปิดใจหยิกแกมหยอกตัวเอง พร้อมฝากก้อนความคิดที่ทำให้หลายคนระทึกใจกับ “มุก” ที่ถูกปล่อยออกมาแบบนิ่มๆ เป็นระยะๆ

     

    “ผมไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้จับใจและไพเราะ เพราะขณะนี้ผมอยู่ท่ามกลางบูรพาจารย์รับใช้ภาษาทั้งสิ้น จะพูดให้ดีก็เขินใจ เห็นพี่อาจินต์นั่งอยู่ พี่กฤษณานั่งอยู่ มันลำบากใจจริงๆ”

     

     

    จำลอง ฝั่งชลจิตรเริ่มต้นคำหวาน

     

    “รางวัลรพีพร เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับแล้วไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย ไม่รู้สึกตื่นเต้น แต่ว่ารู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ แม้ในยินดีแต่ล้นจนออกนอกหน้า ไม่ตื่นเต้นเพราะว่าคณะกรรมการรางวัลรพีพรที่มีพี่ประยอม ซองทอง เป็นประธาน มีสมาคมนักเขียนมีพี่อี๊ด-ชมัยภรเป็นนายกสมาคม ได้มอบรางวัลในการทำงานตามปกติของผม ที่ผมทำงานตามปกติและให้รางวัลตามปกตินั้นผมคงไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว ไม่ตื่นเต้นเพราะว่าไม่ใช่ว่าผมเป็นไก่ไม่รู้ค่าของพลอย แต่ผมได้เขียนหนังสือด้วยความที่รู้คุณค่าตัวหนังสือมานาน และรู้สึกว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เป็นภาระหน้าที่ที่ได้เลือกแล้ว”

     

    เขาพูดช้าๆ ชัดๆ แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ ก่อนเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟัง ก่อนความเงียบจะมาเยือน

     

    “ทีนี้รางวัลที่ได้มานั้นผมจะจัดการให้เรียบร้อยภายในเร็ววัน เงินจะใช้จ่ายในเร็ววัน แล้วโล่รางวัลผมก็จะโยนทิ้งเหมือนรางวัลอื่นที่ผมได้รับ เป็นที่หน้าเสียใจมากที่ผมไม่เคยจัดห้องหับและตู้สำหรับใส่รางวัลเลย ผมเห็นเพียงครั้งเดียวหลังจากกลับบ้านแล้วผมก็โยนมันทิ้งและก็ไม่เคยเหลียวแลมันอีกเลย ผมไม่มีความใส่ใจต่อถ้วยรางวัลใดๆ ไม่เคยจัดหาที่ใส่เหมือนเพื่อนๆ หลายคนของผม หรือใครหลายคนที่ทำ ผมได้แล้วทุกอย่างมันเสร็จสิ้นกันตรงนั้น”

     

    คำพูดของเขาสะดุดใจใครหลายคน ทุกคนยังตั้งใจฟังคำของเขาต่อไป

     

    “ที่ไหนให้เกียรติผม ผมรับเกียรติ แล้วก็คืนเกียรติให้ที่นั่นไป หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของผม ผมเคยพูด ท่านนายกฯคงจะเคยได้ยินบ้างว่า ศิลปินไทยนั้นมีกับดักอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ เอาดีไว้ อย่างที่สองก็คือ ขึ้นหิ้ง ผมไม่ต้องการทั้งสองอย่างจึงโยนมันทิ้งและจะไม่เหลียวแลมัน

     

    ที่ผมบอกว่าเป็นกับดักเพราะอะไร? หลายท่านไม่ว่าจะเป็นนักวิ่ง นักกีฬา นักทำอะไรก็ตาม เมื่อคุณทำได้ชนะมันไปแล้วครั้งหนึ่งคุณก็คิดว่าชนะทั้งโลก เอาดีไว้ก็พอ พอแล้ว ไม่ทำแล้ว

     

    “ลืมไปว่าเราวิ่งอยู่ในสนามโรงเรียนบ้านนอกชนะร้อยเมตร ลืมไปว่ายังมีที่ที่ให้เราวิ่งอีกเยอะเป็นสนามของจังหวัด เป็นสนามของเขต เป็นสนามของชาติ เป็นสนามของภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และโอลิมปิก มีสนามที่อื่นเยอะแยะที่เราต้องวิ่ง และต้องไปเอาดีที่อื่นอีก เราอย่าเพิ่งเอาดีไว้เสียแต่ตอนนี้

     

    “หิ้งก็เหมือนกัน อย่าเผลอไปเที่ยวขึ้นเพราะเมื่อเผลอขึ้นไปแล้วเราติดค้างเติ่งอยู่บนนั้น ทั้งที่หิ้งบางหิ้งนั้นมันสูงเสมอเข่า แต่ขึ้นแล้วก็ไม่กล้ากระโดดลงมา บางหิ้งก็นั่งแล้วยังต้องหดขาเพราะกลัวขาจะเลยหิ้งถึงพื้น ผมหมายความเปรียบว่า การขึ้นหิ้งนั้น เป็นอันตราย การเอาดีไว้ก็เป็นเรื่องเหลวไหล”

     

    เขาพูดอีกว่า โลกของการเขียนนั้นยังมีอีกทั้งกว้างไกลและยาวไกล แล้วยังยกตัวอย่างว่าถ้า กฤษณา อโศกสิน ขึ้นหิ้งคงขึ้นมาตั้งแต่อายุ ๑๘ แล้ว หลังจากนั้นก็คงไม่มีผลงานอะไรออกมาอีกเลย แถมยังหยอกล้อด้วยคำพูดที่ทำให้ทุกคนอมยิ้ม ‘ส่วนขึ้นคานนั้น ผมไม่แน่ใจ อันนี้ไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวกับผม เป็นส่วนตัวของท่าน’

     

    “ผมคิดว่าหิ้งเป็นหลุมพรางใหญ่ๆ ที่นักเขียนและศิลปินหลายท่านภาคภูมิใจที่จะถูกเรียกว่าเป็นอะไร และก็ติดอยู่ตรงนั้น การเป็นนักเขียน การเป็นกวี การเป็นนักกีฬาอย่างพี่วันจักร วรดิลกก็ดี หรือการเป็นอะไรก็แล้วแต่ จะรู้ว่าเบื้องหน้าของคนได้รางวัลนั้นมีความท้าทายอยู่เสมอ และท้าทายมากด้วย คนที่ยอมขึ้นหิ้ง คนที่ยอมเอาดีไว้ นั่นคือความพึงพอใจต่อคำยกย่อง คำชื่นชมที่ได้มา ณ เวลานั้น และก็ชอบสุดจิตสุดใจกับคำชื่นชมที่ได้รางวัลนั้นรางวัลนี้ ซึ่งผมก็ไม่ปลื้มนัก”

     

    ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ เขาอยากพูดในรูปแบบของการเขียน เขาอยากคิดเรื่องสังคม เรื่องโลก เรื่องมนุษย์ และเรื่องภายในใจมนุษย์แล้วก็เขียนออกมาตามที่ถนัด เพราะตัวเองรู้ตัวเองว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว เขาจึงไม่ตื่นเต้นกับรางวัลความปกติของเขา แต่ก็ชื่นชมการพินิจพิจารณาในความทำถูกแล้วที่ให้รางวัลนี้แก่เขา และบอกทุกคนว่า จะสนองเจตนาคือใช้เงินให้หมดอย่างรวดเร็ว และจะกระโดลงจากหิ้งตามที่ทุกท่านปรารถนา นั่นก็คือผมก็คงทำงานของผมตามปกติ

     

                    ก่อนจบการเปิดใจ จำลอง ฝั่งชลจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า

     

    “กล่าวถึงความผูกพันของผมกับพี่อู๊ด สุวัฒน์ วรดิลก นั้น ผมอาจจะไม่ค่อยพบเจอนักแต่ได้พูดคุยกันบ้างที่งานวันนักเขียนที่จัดกันเป็นประจำใกล้ๆ วชิระพยาบาล ตอนที่ยังไม่ล้มป่วยก็เคยไปเยี่ยมเยียนท่านบ้างที่บ้านศรีราชา นั่งคุยกันสองสามชั่วโมงผมก็ขอถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องราวเทคนิคการเขียนบ้างตามสันดานของผม ผมเรียนรู้จากทุกๆ ท่าน ณ ที่นี้ที่ผมเรียกว่าเป็นบูรพาจารย์ผู้ใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการเขียน

     

    “ผมเพิ่งทำงานศพน้องสะใภ้เมื่อสองเดือนที่แล้วจากการผ่าตัดเป็นมะเร็ง เราต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เราต้องกรวดน้ำ ถวายปัจจัยแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วก็บอกว่าขอให้ความดีต่างๆ ที่ได้ทำมาแล้วจงไปถึงดวงวิญญาณของผู้ที่จากไป ถ้าท่านจากไปในที่ที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้ดียิ่งๆ ขึ้น

     

    “ผมมารู้สึกแวบเดี๋ยวนี้เองว่า วันนี้ผู้ที่จากไปได้อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ยังอยู่ เป็นการทำไว้ล่วงหน้า และผมก็ได้รับแล้วนะครับ พี่อู๊ด พี่โจ๊ว

     

    “ผมไม่แน่ใจว่าเช็คจะเด้งหรือไม่เด้งนะครับ แต่ก็แน่ใจว่า มันคงไม่เด้ง ถ้าเด้งผมก็เอามาคืน แล้วแก้ใหม่ เพราะเรื่องนี้ผมเคร่งเครียดมากแล้วก็เคร่งครัดด้วย ผมคงไม่รับปากว่าจะเขียนหนังสือให้ดีกว่านี้ เพราะเรื่องนี้รับปากกันไม่ได้ แต่ก็ยืนยันว่าจะทำงานตามปกติ แล้วถ้าสอดคล้องกับแนวคิดทิศทางเดียวกับจุดประสงค์ รางวัลรพีพร ผมก็จะดีใจครับ”

     

    เขาจบการเปิดใจด้วยความหวังว่า ‘ทุกท่านอย่าได้โกรธ ถ้าผมดีใจด้วยความบริสุทธิ์แบบไม่ตื่นเต้น’

     

    การทำงานบนถนนน้ำหมึกมายาวนานกว่า ๓๓ ปี ของจำลอง ฝั่งชลจิตร ย่อมไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย ร้อนหนาวก็ผ่านมาแล้วหลายครั้งครา ผ่านการทำงานมาแล้วหลายอย่าง ช่วงวัยหนุ่มของเขามีกลุ่มเพื่อนที่ถูกเรียกว่า กลุ่มยังเติร์ก อยู่ ๕ คน คือ จำลอง ฝั่งชลจิตร ชาติ กอบจิตติ มาลา คำจันทร์ เรืองเดช จันทรคีรี และวัฒน์ วรรยางค์กูร ซึ่งต่างคนต่างก็รู้จักกันผ่านการอ่านงานมาก่อนที่จะมารู้จักตัวเป็นๆ ของแต่ละคน เมื่อได้มารู้จักได้ร่วมทำสำพิมพ์และได้เลิกทำไปพร้อมๆ กันแล้ว รู้จักคลุกคลีเห็นฝีไม้ลายมือของกันและกัน สนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้นไปอีก

     

     

    การมาของ ชาติ กอบจิตติ ในวันนี้เป็นการมาเพื่อแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก เป็นการยินดีในแบบของชาติ

     

    “ผมไม่ค่อยถนัดนักนะครับเรื่องชมคน” ชาติออกตัว

     

    “ ผมดีใจที่ได้มาที่สถานที่แห่งนี้ แล้วก็ดีใจกับเพื่อนด้วย ผมคงต้องเล่าเรื่องของพวกเรา พวกๆ สมัยที่เข้ามาใหม่ๆ ในวงการ ตอนนั้นพวกเราไม่รู้จักกันในแง่ส่วนตัว เรารู้กันในงานมากกว่า อ่านงานกัน ช่วงนั้นก็มีจำลอง มีมาลา ผมนี่มาท้ายๆ ส่วนคุณวัฒน์นั้นแกมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ช่วงนั้นแกไปศึกษาอยู่ยังไม่กลับ พวกผมจึงได้ยึดพื้นที่ ตอนนั้นมีกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งชื่อกลุ่มยังเติร์ก ตอนนี้เป็นโอลด์เติร์กไปหมดแล้ว

     

    “มีคนเรียกกลุ่มพวกผมเป็นกลุ่มยังเติร์ก พวกเรารู้จักกันทางเรื่องสั้น ผมเองจริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นนักเขียนมาก่อน บอกความจริงก็ได้เพราะยังไม่ค่อยมีคนรู้ ผมเป็นนายทุนมาก่อน อันนี้จริงๆ ตอนนั้นผมมีสตางค์ ผมทำสำนักพิมพ์กับเพื่อน คุณเรืองเดชมาเป็นบรรณาธิการให้ คุณเรืองเดชบอกว่า งานของจำลองน่ารวม งานของมาลาก็น่ารวม ผมก็เออ งั้นก็รวมไป แต่ด้วยความที่พวกเราไม่ถนัดหรืออะไรก็แล้วแต่ สำนักพิมพ์ก็ทรุดลงๆ ในที่สุดเราก็เลิกทำ

     

                    “บังเอิญต่อมาคุณเรืองเดชได้ไปทำที่ถนนหนังสือ ก็ทราบกันดีว่าระบบประเทศนี้นั้นเป็นระบบอุปถัมภ์ แม้กระทั่งความเป็นเพื่อนก็เหมือนกัน คุณเรืองเดชเห็นเพื่อนไม่งานก็ชวนมาทำด้วยกัน มากกินตังค์อาจารย์สุลักษณ์ดีกว่าแกได้ทุนมาเยอะ แล้วก็มาทำด้วยกัน จากนั้นมาก็ทำให้พวกเราสนิทกัน ซึ่งเมื่อก่อนก็ได้เจอกันบ้าง แต่นี่มาคลุกคลีกันอยู่ด้วยกันรู้นิสัยกัน แล้วก็ได้เห็นฝีไม้ลายมือกัน หมายถึงว่าได้เล่นดัมมี่ด้วยกันใช่มั้ยลอง (หัวเราะ) ทุกคืนที่หนังสือออกช้าระหว่างรอคืนนั้นก็จะเล่นดัมมี่กันบางคืนยันเช้า...นั่นก็เลยได้รู้จักกัน

     

                    “สิ่งที่ผมเห็นในตัวคุณจำลองอย่างหนึ่งคือ การที่เราเข้ามาใหม่ๆ ในวงการนี่เราก็จะมีภาพสวยหรูมีภาพดีๆ ทุกคนคือเพื่อนทุกคนคือมิตร แล้วพออยู่ๆ ไปเราก็จะรู้ว่าทุกคนคือคน คือมีความชอบ มีอคติ มีอะไรต่ออะไรเหมือนคนทั่วๆ ไป

     

    “สำหรับจำลองผมถือว่าเป็นเพื่อน แต่คุณจำลองเขาจะไปทำอะไรไม่ดีไว้กับใครนี่มันก็เรื่องของเขานะครับ เพราะเขาก็คงจะไม่บอกผม สำหรับพวกเราเป็นเพื่อนกัน ผมเคยเขียนในสุดซอยสันติภาพ หน้าสุดท้ายของถนนหนังสือ ผมตั้งฉายาเขาว่า ลอง ลืมบ้าน มาก่อน ลอง เรื่องสั้น ที่เป็น ลอง ลืมบ้าน เพราะทุกครั้งที่ไปไหนกับแก แกไม่ค่อยอยากกลับบ้าน แกจะเถลไถล ไปพูดต่างจังหวัดพอพูดเสร็จจะกลับกันแล้ว แกก็จะ เดี๋ยวสิ น้องเขาชวนไปนี่ไปนั่น ตรงนั้นมีปลาอร่อย ผมก็เออไป บางครั้งผมก็อยู่กับเขาอีกสองสามวันแล้วก็กลับ ผมเลยเรียกเขาว่า ลอง ลืมบ้าน

     

                    “แล้วก็มีคุณมาลาเข้ามาทำด้วย คุณมาลาเขาชื่อจริงเจริญ มาลาโรจน์ ตอนนั้นผมเขียนเขาว่า เริญ รีบกลับ หมอนี่พอนั่งปุ๊บ เบียร์ก็ไม่กินเหล้าก็ไม่กิน พอนั่งพูดอะไรไม่รู้หงุงหงิง แล้วก็ “สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design