สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space

  • ปาฐกถาเนื่องในงานวันนักเขียน โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
    โพสต์โดย : mataree
    2010-05-12 15:47:47

    ปาฐกถาเนื่องในงานวันนักเขียน โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ... จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

    5 พฤษภาคม 2553 สถาบันปรีดี พนมยงค์
    นมัสการพระคุณเจ้า เพื่อนนักเขียนและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

    วันนี้ ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาพบปะพูดคุยกับท่านทั้งหลาย แต่ก็น่าเสียดายที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยเอื้อต่อบรรยากาศการสนทนาเท่าใดนัก ผมเองต้องขอสารภาพว่าแรงกดดันจากข่าวความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนทำให้จิตใจไม่ค่อยแจ่มใส คิดอะไรไม่ค่อยทะลุปรุโปร่ง เพราะฉะนั้นคงต้องขออภัยท่านทั้งหลายไว้ล่วงหน้า หากสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้มีลักษณะน่าเบื่อ หรือขาดความคมชัดไปบ้าง

    ตามความรู้สึกของผม สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องของคู่กรณีที่ขัดแย้งช่วงชิงอำนาจกันเท่านั้น หากยังเป็นวิกฤตใหญ่ที่พัดพาผู้คนทั้งประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนยากที่จะวางเฉย หรือใช้ชีวิตไปตามปกติได้ สภาพเช่นนี้นับเป็นบททดสอบประเทศไทยและคนไทยทุกหมู่เหล่าว่ามีพลังแห่งสติและพลังปัญญามากน้อยเพียงใด เรามีวุฒิภาวะรวมหมู่พอที่จะฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หรือว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยการแตกสลายของประเทศชาติในฐานะองค์รวม

    ถามว่าทำไมผู้คนที่ไม่ได้เลือกข้างแบ่งสีจึงต้องแบกรับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองด้วย ทำไมเราจึงต้องไปแบกรับปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น ต่อเรื่องนี้ผมคงต้องขออนุญาตเรียนว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่นั้น แม้จะมีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและกลุ่มก้อนองค์กรที่เป็นรูปธรรมจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีด้านที่เป็นผลผลิตของทั้งโครงสร้างและรูปการจิตสำนึกของสังคมไทยโดยรวม เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและโดยอ้อมมาตั้งแต่ต้น ใช่หรือไม่ว่าที่ผ่านมานับสิบๆปีสังคมของเราได้ผลิตความไม่เป็นธรรมไว้ทุกหนแห่ง ใช่หรือไม่ว่าคนไทยเราเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นสังคมที่ผลิตความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าในเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวม อีกทั้งยังขาดแคลนกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งที่เหมาะสม สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมของเรากลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ชอบแก่งแย่งชิงดี และเอาชนะกันอย่างขาดความเมตตาปรานี ซึ่งเป็นรากฐานของการเมืองแบบคับแคบเห็นแก่ตัว

    กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งปวงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากถูกขับเคลื่อนและห้อมล้อมไว้ด้วยบริบททางสังคม เช่นนี้แล้วการเมืองจึงเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณในวิถีชีวิตของผู้คน ความเจริญทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ในสังคมที่กำลังเสื่อมทรุดทางด้านวัฒนธรรมและแตกสลายทางจิตวิญญาณ

    พูดถึงตรงนี้ผมคงต้องอนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจตรงกันว่าวัฒนธรรมที่ผมเอ่ยถึง มิได้มีความหมายแค่พิธีกรรมโบราณ หรือประเพณีการกินอยู่หรือแต่งเนื้อแต่งตัวตามความนิยมของกระแสหลัก และยิ่งไม่ได้หมายถึงนิยามความถูกผิดทางรสนิยมที่กำหนดโดยอำนาจรัฐ หากหมายถึงแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ที่สังกัดสังคมเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเป็นสุข นอกจากนี้วัฒนธรรมยังรวมถึงคุณค่าที่มนุษย์ให้กับตัวเอง ให้กับผู้อื่น ตลอดจนคุณค่าที่มนุษย์มอบให้โลกธรรมชาติและสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสากลจักรวาล กล่าวเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่ามิติทางวัฒนธรรมกับมิติทางจิตวิญญาณของชีวิตผู้คนเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะเรื่องจิตวิญญาณแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งอาจจะหมายถึงตั้งแต่ความเป็นส่วนรวมของสังคม ไปจนถึงกระบวนการก่อเกิดและดับสูญตามธรรมชาติ หรือการมีอยู่ของเวิ้งฟ้า เดือน ดาว ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าคนที่มองเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของต้นไม้ ภูเขาและท้องทะเลนั้น จะมีวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตแตกต่างกับคนที่เห็นธรรมชาติเป็นแค่สินค้ามากน้อยแค่ไหน เช่นเดียวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนที่รักเพื่อนมนุษย์ รักบ้านรักเมือง กับคนที่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความต้องการของตัวเอง

    ถามว่าทำไมผมจึงชวนท่านทั้งหลายมาคุยเรื่องการเมืองและวัฒนธรรมเสียยืดยาว ทั้งๆที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ตั้งไว้ เรื่องนี้คงต้องขอเรียนตรงๆว่าเป็นความจงใจ เพราะผมเห็นว่าการเขียนหนังสือและการอ่านหนังสือเป็นความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการยกระดับหรือการแตกสลายทางจิตวิญญาณของผู้คนในสังคมการที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ สังคมไม่เพียงต้องมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ หากยังต้องมีโครงสร้างความคิด จิตใจและจิตวิญญาณ ที่เกื้อหนุนการใช้ชีวิตร่วมกันด้วยนักเขียนเป็นคนงานทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นภาระกิจสร้างสรรค์สังคมในมิตินี้จึงเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ เราเขียนอะไรให้คนอ่าน ผู้คนอ่านงานของเราแล้วได้อะไรบ้าง เราอธิบายความชอบธรรมให้ตัวเองได้แค่ไหนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาพิมพ์ข้อความที่เราส่งออกไป เหล่านี้ควรจะเป็นคำถามที่นักเขียนใช้ตรวจสอบตัวเองเป็นประจำ

    แน่นอน สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงไม่ได้หมายความว่านักเขียนจะต้องกลายเป็นนักเทศน์ แม้ว่านักเทศน์บางท่านสามารถกลายเป็นนักเขียนที่ดีได้ แต่งานเขียนโดยทั่วไป โดยเฉพาะงานวรรณกรรมยังคงต่างจากการอบรมสั่งสอนผู้อื่นตรงๆ

    อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการเขียนหนังสือและการพิมพ์หนังสือในประเทศไทยได้ถอยห่างจากจุดหมายทางจิตวิญญาณไปไกล ทุกวันนี้แม้ว่าธุรกิจการพิมพ์จะเติบใหญ่ขยายตัว และจำนวนคนเขียนหนังสือจะมีมากกว่าเดิม ตลอดจนมีการผลิตหนังสือเล่มออกวางจำหน่ายเดือนละนับพันปก ยังไม่นับนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ แต่ปรากฏว่างานเขียนจำนวนมากกลับเป็นเรื่องฉุดรั้งจิตวิญญาณไม่ให้เติบโต พื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านขายหนังสือถูกยึดครองด้วยหนังสือประเภทสอนวิธีรวยทางลัด แก้กรรมชั่วโดยไม่ต้องทำดี หรือไม่ก็เป็นเรื่องราวฉาวแฉของตัวบุคคล ในขณะที่วรรณกรรมอันงดงามลึกซึ้งระดับโลกจำนวนไม่น้อยกลับไม่มีหิ้งวางจำหน่าย กระทั่งกลายเป็นหนังสือขายเลหลัง ที่เราจะหาพบได้ก็เฉพาะตามแผงแบกะดิน

    ทั้งหมดนี้ นับเป็นสภาพที่ตรงข้ามกับการเขียนหนังสือในสมัยแรกๆชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ดังที่ท่านทั้งหลายคงทราบอยู่แล้ว ในยุคก่อนที่การเขียนหนังสือจะกลาย เป็นอาชีพ และหนังสือกลายเป็นสินค้าในท้องตลาด กำเนิดของภาษาเขียนเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับแสวงหาทางปัญญาและการแสวงหาทางปัญญาก็เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแสวงหาทางจิตวิญญาณ การแสวงหาทั้งสองอย่างแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะมันคือความพยายามของมนุษย์ในการเข้าถึงและเข้าใจโลกส่วนที่มิได้ปรากฏต่อสายตา จากนั้นจึงได้มีการจดจารึกไว้เพื่อถ่ายทอดสู่กันด้วยเหตุนี้ การเขียนหนังสือในสมัยโบราณจึงแทบมีฐานะเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ ดังจะเห็นได้จากการใช้ภาษาเขียนบันทึกคัมภีร์และคำสอนทางศาสนาต่างๆ ศิลปะในการประพันธ์ทั้งทั้งร้อยแก้วร้อยกรองเกิดขึ้นโดยแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณเป็นสำคัญ ผู้ใดที่เขียนหนังสือเป็นได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ และในหลายๆกรณีคนเขียนหนังสือกับผู้นำทางจิตวิญญาณมักเป็นคนเดียวกันหากไม่มีการเขียนในลักษณะนี้ ไหนเลยโลกจะได้รับมรดกอักษรอันยิ่งใหญ่ อย่างเช่นคัมภีร์พระเวท พระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิ้ล และคัมภีร์กุรอาน ฯลฯ ส่งทอดมาจนถึงปัจจุบันขณะเดียวกัน เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบันทึกภูมิปัญญาดังกล่าว นอกจากจะบรรจุสาระทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งแล้ว ยังมีลักษณะเป็นวรรณกรรมต้นแบบ มีด้านที่งดงาม เป็นศิลปะที่ช่วยให้เราเข้าถึงความเร้นลับของชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจในฐานะคนเขียนหนังสือผู้ต่ำต้อยอยู่ในโลกยุคหลัง ผมเห็นว่าวรรณกรรมโบราณอย่างภควัทคีตาที่ประพันธ์โดยท่านกฤษณะไทวปายนวยาส และเต๋าเต๋อจิงของท่านเล่าจื๊อเป็นแบบอย่างที่สำคัญยิ่ง ในการแสดงให้เราเห็นว่าความจริง ความดีและความงามนั้นสามารถปรากฏขึ้นพร้อมกันได้ โดยผ่านศิลปการประพันธ์อันที่จริงการเขียนหนังสือในฐานะการสื่อสารทางจิตวิญญาณนั้น มิได้สิ้นสุดไปพร้อมกับยุคโบราณ แม้ในยามเมื่อมนุษยชาติก้าวล่วงมาถึงสมัยใหม่ การผลิตวรรณกรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจและสร้างเสริมภูมิปัญญาก็ยังคงมีอยู่ กระทั่งมีวิวัฒนาการใหม่ๆทั้งในระดับศิลปะและขอบเขตการเผยแพร่มาถึงช่วงนี้เราอาจจำแนกการแสดงออกทางจิตวิญญาณในงานเขียนได้เป็น2ระดับ คือจิตวิญญาณของยุคสมัยซึ่งมุ่งเน้นและสร้างเสริมคุณค่าฐานะความเป็นมนุษย์ในโลกของปุถุชน และจิตวิญญาณที่อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งมองเห็นด้านมืดของชีวิตสมัยใหม่และมุ่งเน้นนำพามนุษย์ให้ก้าวพ้นความจำกัดของชีวิตในทางโลก ตัวอย่างของนักเขียนประเภทแรกนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างเช่น รุสโซ วิคเตอร์ ฮูโก เอมิล โซล่า เชคอฟ ตอลสตอย แมกซิม กอร์กี้ หลู่ซิ่น มาจนถึงเฮมิงเวย์ และสไตน์เบค ฯลฯ เป็นต้น สำหรับนักเขียนประเภทหลังก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่นดอสโตเยฟสกี้ คาลิล ยิบราน รพินทรนาถ ฐากูร เฮอร์แมน เฮสเส และอีกหลายๆท่านแน่ละ ผู้สร้างงานเขียนเหล่านี้อาจจะไม่ได้อิงคำสอนทางศาสนาแบบที่เคยมีมาแต่เดิม แต่ก็ตั้งคำถามกับชีวิตที่เป็นอยู่ และเรียกร้องโลกที่ดีกว่า จริงกว่าหรือถูกต้องกว่า นักเขียนบางคนเขียนแทนเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีปากเสียง(ซึ่งเป็นการยกระดับทางจิตวิญญาณของตัวผู้เขียนเอง) นักเขียนบางคนเขียนถึงมิติของชีวิตที่โลกหลงลืม บ้างใช้เรื่องราวรูปธรรมของความจริงเฉพาะส่วน (particular) นำพาผู้อ่านไปสู่ความเข้าใจความจริงสูงสุด (universal) ของการเกิดมาเป็นคน

    แต่ไม่ว่าจะมีความหลากหลายสักแค่ไหน ผลงานโดยรวมของท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนช่วยเชิญชวนมนุษยชาติให้สลัดทิ้งจิตใจที่หยาบกระด้างและเห็นแก่ตัว มาสู่จิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนและวัฒนธรรมที่ใช้สติปัญญา พูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่าที่โลกของเราหมุนไปสู่ความเจริญได้ ก็เพราะหนังสือมีส่วนสร้าง เพราะฉะนั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเขียนหนังสือในความหมายนี้เป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมที่สำคัญ แม้จะไม่ปรากฏชัดหรือเห็นผลทันตาเหมือนพลังอื่นๆ แต่ถ้าขาดหายไปเสียแล้ว สังคมก็อาจจะเติบโตแบบแคระแกร็นหรือพิกลพิการ

    สำหรับคนที่เติบโตมากับวรรณกรรมที่เชิดชูคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ หรือวรรณกรรมที่มุ่งสู่อิสรภาพทางจิตวิญญาณ การใช้ชีวิตอย่างมักง่าย เอาแต่ได้และโง่เขลาเบาปัญญา หรือปราศจากมโนธรรมสำนึก คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเต็มที

    นึกถึงความรู้สึกเมื่อได้อ่านบางวรรคตอนของ The Prophet ซึ่งเขียนโดยคาลิล ยิบราน หรือเมื่อได้อ่านสาธนาของรพินทรนาถ ฐากูร

    ใช่หรือไม่ว่างานเขียนแบบนี้ ทำให้เราต้องมอบหัวใจให้กับผู้อื่น และสิ่งอื่นที่สูงส่ง โดยข้ามพ้นผลประโยชน์อันคับแคบของตัวเอง

    และเมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ก็ยิ่งค้นพบความลึกในจิตใจของตัวเรา

    ถึงตรงนี้บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงยกตัวอย่างแต่นักเขียนในระดับโลก ซึ่งแม้จะมีผลงานงดงามลึกซึ้งแต่ก็มิได้งอกงามขึ้นจากเนื้อดินของประเทศไทย อันที่จริงผมไม่มีเจตนาอันใดนอกจากเห็นว่าทั้งวรรณกรรมและประเด็นจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องสากล อีกทั้งส่วนใหญ่ของนักประพันธ์ที่ผมเอ่ยถึงก็มีผลงานที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างรู้จักคุ้นเคย กล่าวสำหรับกรณีของนักเขียนไทย ในช่วงแรกๆที่การเขียนและการอ่านงานสมัยใหม่หยั่งรากเฟื่องฟูขึ้นในประเทศเรา นักเขียนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อย ต่างก็ใช้งานเขียนของตนสมทบส่วนให้กับการสร้างจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ด้วยการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ เพื่อให้ผู้คนในประเทศได้ยกระดับความเป็นมนุษย์ของตน เช่นนี้แล้วในวงการเขียนของไทยจึงมีบรรพชนทางปัญญาซึ่งเป็นที่รู้จักดีอยู่หลายท่าน ยกตัวอย่างเช่น เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ อัศนี พลจันทร์ เสนีย์ เสาวพงษ์ อิศรา อมันตกุล จิตร ภูมิศักดิ์ ทวีป วรดิลกและสุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯเป็นต้น ที่ผ่านมาในอดีตคนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตและหล่อหลอมจิตวิญญาณของตนด้วยการอ่านงานของท่านเหล่านี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ในระยะหลังๆการเขียนหนังสือในทิศทางดังกล่าวไม่ค่อยมีคนสืบทอด ข้อนี้สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากแรงกดดันของตลาด ซึ่งเรียกร้องให้หนังสือเป็นแค่คู่มือแสวงหาโชคลาภ หรือไม่ก็เป็นแค่อุปกรณ์สร้างความบันเทิงเริงรมย์

    ถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่าการเขียนหนังสือมิได้เป็นกิจกรรมของคนจำนวนน้อยที่เป็นนักปราชญ์หรือผู้นำทางจิตวิญญาณอีกต่อไป และคงต้องยอมรับอีกด้วยว่าทักษะในการอ่านเขียนที่ขยายกว้างออกไปในโลกยุคใหม่ก็มีข้อดีอยู่หลายอย่าง สิ่งนี้เมื่อสมทบกับเทคโนโลยีการพิมพ์และการเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ ย่อมช่วยให้คนจำนวนมากได้ติดต่อสื่อสารกันผ่านตัวอักษรมากขึ้น ความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆสามารถเผยแพร่ได้กว้างขวางขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เมื่อการเขียนหนังสือได้กลายเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และทั้งผู้เขียนและผู้อ่านก็มีความแตกต่างหลากหลายมาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่จุดมุ่งหมายในการเขียนจะแตกกระจายออกไปหลายทิศทาง งานเขียนจำนวนหนึ่งอาจยังคงคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ งานเขียนจำนวนมากมีคุณสมบัติปานกลาง ไม่ก่อโทษแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็มีงานเขียนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เพียงขาดสาระสร้างเสริมความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ หากยังช่วยเร่งทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ให้เหลือแต่เรื่องอหังการมมังการ

    ในความรู้สึกของผม สภาพเช่นนี้นับว่าน่าเป็นห่วง เพราะว่ามันส่งผลต่อบทบาทสร้างสรรค์จรรโลงโลกของการเขียนหนังสือโดยตรง พูดง่ายๆก็คือพื้นที่สำหรับหนังสือดีมีน้อยลง และน้อยลงเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย ทั้งในร้านที่จัดจำหน่ายและในวิถีชีวิตของผู้คน การที่หนังสือกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง และการผลิตหรือการจำหน่ายหนังสือกลายเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์อาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวของมันเอง แต่พอมาบวกกับปัจจัยอื่นๆที่พาสังคมไทยมาสู่ภาวะไร้รสนิยมและแตกสลายทางด้านจิตวิญญาณ นับวันสภาพของตลาดหนังสือโดยรวมก็ยิ่งปฏิเสธหนังสือที่มีแก่นสารมากขึ้น ในทิศทางตรงข้าม หนังสือที่กระตุกกระตุ้นด้านมืดของมนุษย์ หรือหนังสือประเภท’จิตวิญญาณ’แบบเปลือกๆ ทิ้งแก่นเอากาก กลับมีพื้นที่เหลือเฟือในสถานที่จัดจำหน่ายอันที่จริง สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นกับตลาดหนังสือเท่านั้น หากเป็นปัญหาของวงการศิลปะแทบทุกแขนง ที่จำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดมาช่วยเผยแพร่ผลงาน ยกตัวอย่างเช่นภาพยนต์ที่มีระดับศิลปะสูงและมีเนื้อหาลึกซึ้งมักจะหาโรงฉายในเมืองไทยเกือบไม่ได้ ไม่ว่าจะได้รับรางวัลในระดับสากลมาสักกี่รางวัลก็ตาม เช่นเดียวกับวรรณกรรมระดับรางวัลโนเบล หรือรางวัลอื่นๆ ของสากล งานดีๆระดับโลกเหล่านี้ พอถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็มักจะหายไปจากแผงหนังสืออย่างรวดเร็ว นี่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงตลาดการเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะไร้รสนิยมและการแตกสลายทางจิตวิญญาณไม่แพ้ตลาดหนังสือเหมือนกัน

    ถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรกันดี เราในที่นี้ ผมหมายถึงผู้คนที่อยากเห็นการเขียนและการอ่านมีฐานะเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สมทบส่วนให้กับการประคับประคองสังคม

    ในฐานะคนเขียนหนังสือ คำตอบที่ผมนึกออกเป็นอันดับแรกคือ การต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าพวกเรายังต้องยืนยันว่าการเขียนหนังสือเพื่อสร้างสาระทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องสำคัญ ตามคุณค่าและความหมายของจิตวิญญาณที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในฐานะนักเขียน ปฏิบัติการที่เป็นจริงในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการผลิตงานเขียนในทิศทางดังกล่าว แม้ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงการสวนกระแสสังคมที่เป็นอยู่ และนำความยากจนมาให้ตัวเองก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ตรงนี้มีกับดักที่อันตรายมากอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งผมจะละเว้นไม่เอ่ยถึงไม่ได้ กล่าวคือเราจะต้องไม่ยึดถือว่าสิ่งที่ทำเป็นความสูงกว่าในทางศีลธรรม มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะเกิดผลเสียทางจิตวิญญาณของตัวเอง ก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งอหังการ์ และเกิดแนวโน้มที่จะเอาจุดยืนทางศีลธรรมมาแทนคุณภาพของงาน ในหมู่นักเขียนไทย ความผิดพลาดดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สมัยขบวนปัญญาชนฝ่าย’ซ้าย’ เร่งผลิตวรรณคดีที่แสดงจุดยืนทางการเมือง ที่ดูเหมือนเข้มข้นทางด้านเนื้อหา แต่ก็อ่อนด้อยทางด้านศิลปะ จากนั้นก็ได้อาศัยความรู้สึกเหนือกว่าทางด้านศีลธรรมมากดดันให้ผู้คนเห็นชอบชื่นชม

    อันที่จริงรูปแบบกับเนื้อหาที่เป็นของแท้นั้นย่อมแยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนทะเลย่อมไม่อาจแยกออกจากความลึกและความกว้าง ในทำนองเดียวกัน งานเขียนที่อ่อนด้อยทางศิลปะย่อมไม่สามารถสื่อสารความลึกซึ้ง เพราะความลึกซึ้งกับความงดงามเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้น ต่อให้เรามีกุศลเจตนาแค่ไหน งานที่ผลิตออกมายังต้องมีกฏเกณฑ์ในเรื่องคุณภาพ ความหวังดีที่ตื้นเขินนั้นเป็นอันตรายต่อโลก กระทั่งอาจมากกว่าความประสงค์ร้ายในบางกรณีแน่นอน สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมิได้หมายความว่าจากนี้ไปเราจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับการเขียนหนังสือในแนวอื่น เราอาจจะมีความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไปเพิ่มความขัดแย้งในประเทศนี้ให้มากขึ้นไปอีกประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าในหมู่นักเขียนที่เอาจริงเอาจังทางด้านเนื้อหาสาระ เราเองก็ต้องสำรวจตัวเองเช่นกันว่าได้ทำงานที่มีคุณภาพ ถึงพร้อมด้วยพลังทางศิลปะออกมามากน้อยแค่ไหน ถ้างานของเรายังมีพลังไม่มากพอ บางทีการโทษรสนิยมของผู้อ่านเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมนักอันที่จริง การเขียนหนังสือที่มุ่งเน้นการบำรุงจิตวิญญาณมนุษย์ ท่ามกลางข้อเสียเปรียบทั้งปวงนั้น โดยตัวของมันเองก็ต้องนับเป็นความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง เป็นการภาวนาซึ่งเกิดขึ้น เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับถ้อยคำที่ผุดบังเกิด โดยผู้เขียนไม่เสียสมาธิไปหวั่นไหวกับผลตอบแทนภายหน้า ไม่คิดเรื่องแก่งแย่งแข่งขันกับผู้ใด ตลอดจนไม่สะทกสะท้านสั่นคลอนกับการตอบรับหรือปฏิเสธที่จะตามหลังมาตามความเห็นของผม และจากประสบการณ์ที่พอมีอยู่บ้าง ถ้าเราถือการเขียนหนังสือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง บางทีผลงานที่ออกมาแทบจะเหมือนฟ้าดินดลใจ กระทั่งทำให้เราแทบไม่กล้าคิดว่าตัวเองเขียนสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง

    จะว่าไป งานเขียนเป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทำงานของจิตหนึ่ง ซึ่งต้องการสื่อสารกับจิตอื่น ภาษาเขียนเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากภาษาพูด และ(ถ้าไม่นับคำพูดที่เพ้อเจ้อแล้ว)การพูดก็สืบต่อโดยตรงมาจากการคิด การคิดส่วนใหญ่มาจากการสงสัยใคร่รู้ และการไตร่ตรองพิจารณา เช่นนี้แล้วเมื่อนับย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น งานเขียนจึงมีรากลึกสุดอยู่ที่การตั้งคำถามและความพยายามหาคำตอบในใจคน

    ด้วยเหตุนี้ ความเป็นนักคิดกับนักเขียนจึงมักแยกออกจากกันไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในจุดนี้ผมคงต้องขออนุญาตขยายความสักเล็กน้อย กล่าวคือคำว่า’นักคิด’ที่ผมนำมาใช้นั้น เป็นการใช้อย่างหลวมๆกว้างๆ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิตวิญญาณกับการเขียนเพื่อประกอบอาชีพธรรมดา แต่ถ้าจะให้เจาะลึกลงไป ก็คงต้องเรียนว่าจิตที่ถูกฝึกให้สงบนั้น บางทีก็มิได้มีการครุ่นคิดในความหมายสามัญ กระทั่งเป็นจิตที่ถูกฝึกมาให้หยุดคิดเพื่อจะสัมผัสประสบการณ์บางอย่างโดยตรง โดยไม่ผ่านแผ่นกรองของกรอบคิดใดๆ ตามความเข้าใจของผม การหาความรู้แบบสัมผัสตรงเช่นนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงความจริงแบบตะวันออก ซึ่งเห็นโลกเป็นองค์รวม โดยไม่แยกผู้เห็นกับสิ่งที่ถูกเห็น เมื่อบุคคลที่เดินทางธรรมเหล่านี้นำความรู้หรือประสบการณ์ทางจิตของตนมาชี้แนะสังคมโดยผ่านการพูดการเขียน บางทีเราก็เหมารวมท่านไว้ในกลุ่ม’นักคิด’เพื่อความสดวกในการอ้างอิงไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้นักเขียนส่วนใหญ่จะไม่ใช่พระอรหันต์หรือนักบุญ แต่งานเขียนที่แสดงความละเอียดอ่อนลึกซึ้งทางจิตใจก็ดี งานเขียนที่มีพลังปลดปล่อยจิตวิญญาณมนุษย์ก็ดี หรืองานเขียนที่เชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าของความเป็นคนก็ดี ล้วนแล้วเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากหัวใจของผู้เขียนทั้งสิ้น นับเป็นความพยายามของจิตหนึ่งที่จะสื่อสารกับจิตอื่นๆ ในเรื่องราวที่ตัวเองรู้สึกอย่างแท้จริงว่ามีความสำคัญปัญหามีอยู่ว่าในการสื่อสารด้วยภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขียนนั้น มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความจริง จึงไม่สามารถสะท้อนความจริงในส่วนทั้งหมดออกมาได้ เช่นนี้แล้วการเขียนหนังสือที่มุ่งสะท้อนสัจจะ จึงต้องอาศัยทักษะทางศิลปะค่อนข้างมาก ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณมนุษย์ก็ยิ่งต้องพึ่งพิงศิลปะในการถ่ายทอดมากกว่าเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อว่าผู้เขียนจะได้สามารถนำพาผู้อ่านไปมองเห็นสิ่งที่มิได้ปรากฏต่อสายตา กระทั่งอยู่เหนือประสาทสัมผัสทั้งปวง บางครั้งสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกกับผู้อ่านอาจจะไม่สามารถใช้ถ้อยคำใดๆมาเรียกขาน และบางทีก็ต้องใช้เรื่องราวทั้งเรื่องมาส่งทอดคุณค่าหรือสร้างความเข้าใจตรงนี้เองที่ทำให้เรามักมองงานเขียนที่มีคุณภาพว่าเป็นจุดบรรจบของความจริง ความดี และความงาม จะว่าไปงานเขียนที่มีพลังย่อมไม่มีทางเลือกเป็นอื่นนอกจากนำคุณค่าเหล่านั้นมาบรรจบกัน เพื่อว่าพลังที่เกิดขึ้นจะสามารถสั่นคลอนหัวใจคนแน่ละนักเขียนไม่ใช่ศาสดา เพราะฉะนั้นนักเขียนคนหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายโลกและชีวิตได้อย่างหมดจดครบถ้วน ขอเพียงสมทบส่วนให้กับความเข้าใจบางอย่างที่ลึกซึ้งก็พอแล้ว ผู้อ่านเองก็ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มเดียว หากสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างได้ด้วยการอ่านหนังสือดีอย่างต่อเนื่อง พวกเขาสามารถเพิ่มพูนความเข้าใจโลกและชีวิตตลอดจนรู้สึกดีต่อเพื่อนมนุษย์ได้ โดยการล่องใจไปตามสายธารทางปัญญายกตัวอย่างเช่นวรรณกรรมต้นแบบอย่างดอน กิโฮเต้ของเซอร์วานเตส อาจทำให้เราเห็นความงดงามของอุดมคติ ขณะเดียวกันก็เตือนเราไว้ด้วยว่าโลกที่เป็นอยู่มักทำร้ายคนที่รักมันในหนังสือชื่อพี่น้องคารามาซอฟ แม้ดอสโตเยฟสกี้จะชี้ให้เห็นด้านมืดของมนุษย์ โดยผ่านตัวละครอย่างมิตยาและอิวาน แต่ก็แอบแนะไว้ด้วยว่าคนเราสามารถข้ามพ้นทวิภาวะ(dualism) ได้ โดยผ่านตัวละครชื่ออโลชาส่วนเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ในหนังสือชื่อ The Old Man and the Sea ก็ได้ยืนยันว่าแม้ชีวิตมนุษย์จะดูไร้แก่นสารและต้องผจญกับความทุกข์ต่างๆที่ไม่สมเหตุสมผล แต่โดยธาตุแท้แล้ว คนเรามีความกล้าหาญในการเอาชนะชตากรรมได้โดยไม่ต้องมีใครมารู้เห็น “มนุษย์อาจถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้” นี่เป็นประโยคอันลือลั่นที่เขาทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ขบคิด ต้นส้มแสนรัก บทประพันธ์ของโจเซ่ วาสคอนเซลอส นักเขียนชาวบราซิล นับเป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยมอีกเล่มหนึ่ง ที่บอกเราว่ามนุษย์ที่โดดเดี่ยวแปลกแยกนั้นสามารถเติมเต็มให้กันได้ด้วยความรักและความเข้าใจที่มอบให้กัน และการสูญเสียสิ่งล้ำค่าเช่นนี้ไปนับเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวง

    ตัวอย่างที่ผมยกมาเหล่านี้เป็นเพียงหนังสือไม่กี่เล่ม แต่ทุกท่านที่เคยอ่านก็คงเห็นด้วยกับผมว่านี่เป็นวรรณกรรมในระดับเปลี่ยนโลกได้ อย่างน้อยที่สุดก็โลกใบเล็กๆของคนที่เคยอ่านมัน แล้วเราลองนึกภาพของสังคมที่คนจำนวนมากอ่านงานประเภทนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน อะไรจะเกิดขึ้นกับจิตสำนึกและจิตวิญญาณที่สังคมดังกล่าวอาศัยเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมผมคงไม่ต้องพูดก็ได้ว่านักเขียนที่สร้างงานในแนวนี้และในคุณภาพระดับนี้คงต้องทำงานหนักมิใช่น้อย อันนี้ผมมิได้หมายถึงชั่วโมงทำงาน หากหมายถึงการเตรียมความพร้อมในการผลิตงาน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ตรงและการศึกษาค้นคว้า นักเขียนคนหนึ่งอาจจะต้องอ่านหนังสือมากกว่าที่เขาเขียนหลายเท่า และทุกครั้งที่เป็นไปได้ควรมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นในชีวิตภาคปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งการแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางสังคม ตลอดจนการเดินทางไปดูโลกและพบปะผู้คน

    โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อหรอกว่าชีวิตของศิลปินจะต้องปล่อยตัวเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ หรือยึดถือความพอใจของตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่สนใจว่าทำร้ายใครไปบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิตดังกล่าวขัดแย้งกับการเติบโตทางจิตวิญญาณในระดับประสานงา

    กล่าวสำหรับการเดินทาง ถ้าเป็นแค่การเก็บระยะทางหรือบันทึกความยากลำบากมาเสริมอัตตาก็อาจจะไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าหากผนวกการเดินทาง’ข้างใน’เอาไว้ด้วย โดยสามารถอ่านนิมิตจากภูเขา สายน้ำและเกลียวคลื่น มาเสริมสร้างความเข้าใจที่มีต่อโลกและชีวิต การเดินทางก็นับว่ามีประโยชน์มหาศาล

    ทั้งนี้และทั้งนั้น เราพึงเข้าใจว่าประโยชน์สูงสุดของการเดินทาง สำหรับคนที่แสวงหาทางจิตวิญญาน คือการฝึกถอนตัวจากความผูกพัน และเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่งของปรารถนา

    อันที่จริง แม้บ่อยครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าการเติบโตของชีวิตคนมีส่วนคล้ายการเดินทาง นั่นเป็นเพราะเรายังคงหมุนวนอยู่กับการค้นหาจุดหมายและหาทางไปสู่จุดหมาย แต่ในระดับที่ข้ามพ้นคุณค่าและความหมาย ชีวิตกลับเหมือนการร่ายรำอยู่กับที่มากกว่า กล่าวคือในแต่ละห้วงขณะ ของลมหายใจ คนเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงเพลง ใจเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ชีวิตไม่ได้เคลื่อนที่เป็นระยะทาง แต่พลิ้วไหวเพียงเพื่อรักษาเอกภาพของการดำรงอยู่ ระหว่างนั้นความปีติเบิกบานย่อมผุดพรายขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผลใดๆมารับรอง

    สรุปรวมความแล้วก็คือว่าการเขียนหนังสือเพื่อช่วยสร้างเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณให้กับสังคมนั้น ค่อนข้างจะเรียกร้องจากตัวผู้เขียนมากทีเดียว พูดง่ายๆคือคนเขียนต้องสร้างพลังทางปัญญาและความสามารถทางศิลปะให้กับตัวเองก่อน หาไม่แล้วก็จะไม่มีแรงส่งสารที่เพียงพอทั้งนี้และทั้งนั้น ในโลกดังที่เป็นอยู่ เราคงต้องยอมรับว่าลำพังความพยายามของนักเขียนเพียงฝ่ายเดียวคงไม่พอ บทบาทของสำนักพิมพ์ และองค์กรอย่างสมาคมนักเขียนก็เป็นปัจจัยสำคัญ ในการช่วยเปิดพื้นที่ให้กับงานเขียนที่ส่งเสริมมนุษยชาติและจรรโลงสังคมมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราจำเป็นต้องอาศัยผู้คนหลายฝ่าย มาช่วยกันจัดหาสถานที่เผยแพร่ผลงานให้ได้อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ ช่วยต่อรองกับร้านหนังสือให้เห็นความสำคัญของมิติทางด้านวัฒนธรรม หรือช่วยรณรงค์ให้สังคมยกระดับรสนิยมในการเสพศิลปวรรณคดี เป็นต้น เ

    พื่อนนักเขียน และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย...

    ผมเริ่มบทสนทนาวันนี้ด้วยการเอ่ยถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยยืนยันว่าการเมืองเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณในวิถีชีวิตของผู้คน นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่าความเจริญทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ในสังคมที่เสื่อมทรุดทางด้านวัฒนธรรมและแตกสลายทางจิตวิญญาณ

    แน่นอน ผมยอมรับว่าการกล่าวเช่นนั้นอาจจะรวบรัดตัดความหรือมีลักษณะกลไกอยู่บ้าง อันที่จริงการเมืองยังถูกกำหนดด้วยปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายก็อาจพลิกผันไปสู่แสงสว่างได้ ถ้ามันผลักดันให้ผู้คนเกิดสติตื่นรู้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมกล่าวไว้ในตอนแรกยังคงเป็นความจริงโดยพื้นฐาน และความสำคัญของประเด็นวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่มีต่อความอยู่รอดหรือความเจริญของบ้านเมืองยังคงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ไม่เพียงแต่เรื่องการเมืองเท่านั้นที่ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งเป็นรากฐาน แม้ในเรื่องของเศรษดูเพิ่มเติม


    โดย: Seksan Prasertkul

     

    **หมายเหตุ ภาพถ่ายโดย โดม วุฒิชัย

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design