สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์

  • Chommanard Book Prize นำหนังสือไทยโกอินเตอร์โดย : ปีกนกสีขาว
    โพสต์โดย : mataree
    2010-02-06 12:50:32

    Chommanard Book Prize นำหนังสือไทยโกอินเตอร์โดย : ปีกนกสีขาว
    Life Style : Read & Write  วันที่ 29 มกราคม 255

    "Knowhow About World Books at International Market" หนังสือไทยโกอินเตอร์

    ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีเรื่องราวน่าสนใจและน่าศึกษา เรามีผลงานวรรณกรรมดีๆ และนักเขียนฝีมือดีอีกมากมาย แต่หนังสือที่เป็นเรื่องราวของประเทศไทยหรือวรรณกรรมที่มาจากประเทศไทยกลับหาแทบไม่เจอในตลาดโลก เพราะอะไร เรื่องราววรรณกรรมของแวดวงต่างประเทศเขาเป็นอย่างไร และทำอย่างไรหนังสือของไทยถึงจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็น International ได้บ้าง

    เนื่องจากทางสำนักพิมพ์ Women Publisher ในเครือสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นได้จัดโครงการ ชมนาด บุ๊คไพรซ์ (Chommanard Book Prize) ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นโครงการดีๆ เพื่อนักเขียนสตรีไทยจะได้แสดงความสามารถและก้าวเข้าไปสู่ตลาดสากล วันนี้เราจึงได้รับเกียรติจาก Mr.David Johnson Director of Delivering Asia Communications มาพูดคุยกันในหัวข้อ "Knowhow About World Books at International Market" ซึ่งมีแง่มุมที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับวงการหนังสือในบ้านเรา

    เดวิด จอห์นสัน เล่าถึงสถานการณ์ตลาดของหนังสือต่างประเทศว่า... ทั่วโลกขณะนี้มีสำนักพิมพ์กว่า 13,000 แห่งและสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่เราพอคุ้นชื่อกันส่วนใหญ่จะอยู่กันที่ลอนดอนกับนิวยอร์ก เมื่อหันมองมาในสำนักพิมพ์ในเอเชีย แถบนี้เรายังไม่มีสำนักพิมพ์ใดที่เป็นสำนักพิมพ์ระดับอินเตอร์ แล้วก็ยังไม่มีสำนักพิมพ์ใดที่เป็นศูนย์กลางของเอเชีย ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ แต่ละปีจะมีหนังสือที่พิมพ์ออกมา 206,000 ชื่อเรื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนของประชากรก็จะเห็นได้ว่าอังกฤษนี้เป็นผู้นำในเรื่องของแวดวงวรรณกรรม สหรัฐอเมริกานั้นยังน้อยกว่าคือมีประมาณ 17,2000 รายชื่อ นอกจากนี้ จีน เยอรมันแล้วก็สเปนก็ถือว่าเป็นประเทศหลักๆ ที่มีการพิมพ์หนังสือออกมาจำนวนมากเหมือนกัน ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 26 ซึ่งก็พอจะบอกอะไรเป็นนัยๆ ว่า คนไทยยังอ่านหนังสือน้อยไปนิดหนึ่ง

    แนวโน้มของตลาดหนังสือโลก 76% จะเป็นตลาดหนังสือนวนิยาย แต่นอกจากนี้ก็ยังมีตลาดที่น่าสนใจและขายได้ นั่นคือตลาดของ non-fiction อย่างสำนักพิมพ์ไทยเองก็มีโอกาสมากกว่าที่จะแข่งขันในตลาดนี้ หนังสือที่เราจัดว่าเป็นประเภท non-fiction หรือหนังสือที่ไม่ใช่นวนิยาย แนวโน้มของหนังสือประเภทนี้จะมีสไตล์การเขียนที่แตกต่างกันออกไป เพราะว่าอย่างในสมัยก่อนหนังสือประเภทนี้จะเป็นหนังสือที่เป็นวิชาการ ที่เขียนโดยนักวิชาการน่าเบื่อ แล้วคนก็ไม่ค่อยนิยมอ่านสักเท่าไหร่ ทว่าปัจจุบันนี้การเขียนหนังสือประเภทนี้มีลักษณะแนวทางที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมอยากจะยกตัวอย่างหนังสือประเภทนี้มาให้ดู 4 เล่ม

    เล่มแรกชื่อว่า Gemovat เขียนโดย Roberto soriano เป็นนักเขียนชาวอิตาลี หนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็น International Bestseller ทั้งๆ ที่ไม่ได้เขียนเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้น คือเขียนเป็นอิตาเลี่ยนก่อนแล้วค่อยแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่น่าสนใจก็คือผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จริงๆ แล้วเป็นนักข่าวมาก่อนแล้วได้หยิบยกประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจมานำเสนอ โดยการเรียบเรียงใหม่เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาษาที่อ่านง่าย และนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีอันหนึ่งของนักเขียนไทยเหมือนกัน เพราะว่าจริงๆ แล้วเรื่องราวของประเทศไทยก็มีเรื่องที่น่าสนใจมากมาย แค่เราลองนำออกมานำเสนอด้วยวิธีการที่ทำให้คนอ่านง่ายและน่าติดตาม

    เล่มที่สองคือเรื่อง Starlin blood โดย Anthony weber สำหรับนักเขียนคนนี้จริงๆ แล้วเป็นนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ แต่ว่าเดวิดบอกว่าจะมีผู้เขียนที่เป็นโกสต์ไรเตอร์รีไรท์ให้ ความน่าสนใจคือว่าผู้เขียนได้เอาความลับในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เก็บมายาวนานกว่า 50-60 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน และทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวได้

    เล่มที่สามเป็นเรื่องของนักเขียนชาวจีน-ฮ่องกงชื่อว่า Ma Jian เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Red dust เล่มนี้ก็จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ยกตัวอย่างหนังสือเล่มนี้มาให้ดูเพราะว่าอยากจะให้กำลังใจนักเขียนชาวไทย หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแล้วผู้เขียนเองก็เขียนเป็นภาษาจีน ผมได้ไปเจอคุณ Ma Jian เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็พบว่าเธอพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย จึงอยากเป็นกำลังใจสำหรับนักเขียนไทยด้วยว่าเราก็สามารถผลิตหนังสือออกมาเป็นภาษาไทยและสามารถจัดแปลออกไปสู่ภาษาต่างๆ ทั่วโลกได้

    เล่มสุดท้ายเป็นเล่มที่มีชื่อว่า Secret Histories: Finding George Orwell in a Burmese Teashop โดย Emma Larkin เป็นอีกหนังสือเล่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเพราะว่าหนังสือเล่มนี้ผู้จัดพิมพ์เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่ก็สามารถผลักดันให้หนังสือเล่มนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกได้ ปัจจุบันสำนักพิมพ์เพนกวินก็เอาหนังสือเล่มนี้มาพิมพ์ต่อซึ่งตรงนี้ผมก็อยากจะให้กำลังใจสำนักพิมพ์เล็กๆ ว่าเราก็สามารถทำงานใหญ่ได้เช่นเดียวกัน

    โอกาสของหนังสือประเภท Non-fiction ก็มีมากขึ้นโดยเฉพาะหนังสือประเภทท่องเที่ยว บันทึก อัตชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ สารคดี หรือแม้แต่ในเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกให้ความสนใจในขณะนี้ และนี่ก็ถือเป็นอีกโอกาสดีๆ ของนักเขียนไทย และตัวผมก็อยากจะขอกล่าวชื่นชมรางวัลชมนาดในครั้งนี้ เพราะว่ารางวัลนี้เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสนับสนุนให้นักเขียนไทยของเราสามารถโกอินเตอร์และสามารถนำเรื่องราวดีๆ ของไทยออกสู่สายตาของชาวโลก

    ส่วนวิธีที่นักเขียนไทยและสำนักพิมพ์ไทยจะโกอินเตอร์ไปต่างประเทศได้อย่างไร ขั้นแรกเลยเราควรจะโฟกัสไปในเรื่องของ non-fiction เพราะตลาดเริ่มมีความต้องการ ประตูเริ่มเปิดสำหรับแนวนี้ และคนไทยเองก็มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ ผมอยากจะแนะนำว่าเนื้อหาที่เป็นวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศาสนา จะเป็นอะไรที่ตลาดหนังสือต่างประเทศกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักเขียนไทยจะเอาผลงานไปนำเสนอในต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่นักเขียนไทยหลายคนอาจจะลืมไปนั่นก็คือนักเขียนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักการทำเรื่องย่อที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "synopsis" อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยและควรจะเขียนอย่างยิ่ง

    ความยาวไม่ต้องยาวมากประมาณหน้าเดียวก็พอ หรือประมาณ 300-400 คำ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีตัวอย่างสัก 3 บท เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะซื้อหนังสือของเราไปพิมพ์หรือว่าไปแปลเพื่อจัดพิมพ์ต่อไป จะทราบได้ว่าเป็นหนังสือประเภทใด เรื่องตัวอักษรก็เหมือนกัน ขอให้พิมพ์ตัวใหญ่ๆ ไปเลย ขอให้ใช้ตัวฟอนต์ Times New Roman ไซส์ 14 แล้วก็ควรจะมีการอธิบายด้วยว่าหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจในประเด็นอะไร นี่คือการเตรียมตัวจากบ้านเราและเมื่อไปถึงตลาดแล้วสิ่งที่นักเขียนและสำนักพิมพ์จะต้องเตรียมตัวนั่นคือการฝึกออกไปพูดกับคนอื่นๆ

    สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของการแปล เวลาเขียนหนังสือเสร็จแล้วควรจะต้องมีการแปลซึ่งส่วนใหญ่แล้วการแปลของไทยจะทำกันขั้นตอนเดียว แต่ถ้าการแปลที่ดีแล้วควรจะต้องมีสองหรือสามขั้นตอน เขียนภาษาไทยเสร็จแล้วก็ควรจะไปให้นักแปลซึ่งนักแปลคนนี้น่าจะเป็นคนไทยที่ภาษาอังกฤษดีมากๆ หลังจากนั้นควรจะส่งไปให้เนทีฟสปีกเกอร์หรือเจ้าของภาษานั้นๆ เป็นคนตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เท่าที่สังเกตดูนักเขียนไทยหลายท่านอาจจะมีขั้นตอนเดียว บางท่านเขียนได้เองก็เขียนเองแปลเองเลยก็มี บางท่านเขียนแล้วก็ให้เพื่อนคนไทยแปลแล้วก็ส่งเลย อย่างน้อยควรจะมีสัก 3 ขั้นตอนในการแปลถึงจะดีกว่า

    จริงๆ แล้วประเทศไทยเองนั้นมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในเรื่องของ Publishing ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เลยเพราะว่าในเรื่องของการพิมพ์ประเทศไทยเองไม่ได้เป็นสองรองใคร นักเขียนในประเทศไทยก็มีเก่งๆ มากมายหลายคนเลยทีเดียว ราคาในเรื่องการจัดพิมพ์ต่างๆ ก็ราคาถูก และที่สำคัญขณะนี้ตลาดก็เปิดสำหรับหนังสือแนวใหม่ๆ

    0 หนังสือนวนิยายจะมีโอกาสไหม?

    ก็พอมีโอกาส แต่ผมมองว่าโอกาสของหนังสือแนวนวนิยายน่าจะอยู่ภายในเซาท์อีสต์เอเชียมากกว่า ในเอเชียมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ตรงนี้ไม่ได้อยากให้มองเป็นปัญหา หากแต่ว่ามันอาจจะเป็นความยุ่งยากสักนิดหน่อย ในเรื่องของการที่จะผลิตหนังสือเหล่านี้ออกไป อาจจะต้องมีการแปลเป็นหลายภาษาเลยทีเดียว ซึ่งแตกต่างจากในยุโรปที่ถ้าเราแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็จะง่าย อาจจะเป็นความยุ่งยากของทั้งนักเขียนแล้วก็สำนักพิมพ์ที่จะต้องขายลิขสิทธิ์ไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ

    0 แล้วอย่างนี้นักเขียนและสำนักพิมพ์ควรจะร่วมมือกันอย่างไร?

    จริงๆ แล้วทั้งนักเขียนและสำนักพิมพ์จะต้องมีการพูดคุยกันเพราะว่าต่างคนก็ต่างมีคนละมุมมอง ในส่วนนักเขียนมุมมองของเขาก็จะเป็นผู้ผลิตผลงานเรื่องของศิลปิน แต่ว่าสำนักพิมพ์ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพราะฉะนั้นถ้าทั้งสองฝ่ายพูดคุยและร่วมมือกันเชื่อว่าเราจะสามารถผลักดันหนังสือโดยประเทศไทยออกไปสู่สากลได้

    0 ถ้านักเขียนอยากจะเขียนหนังสือประเภท Non-fiction ไปยุโรป แต่ถ้าไม่เลือกเขียนเรื่องราวของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จะเขียนเรื่องราวแนวไหนได้อีก?

    อยากจะเขียนหัวข้ออะไรก็ได้ ขอเพียงเป็นหัวข้อที่คนให้ความสนใจก็สามารถเข้าสู่ตลาดอินเตอร์ได้เช่นกัน แต่ความสำคัญอยู่ที่วิธีการนำเสนอและสำนวนการเขียนนั่นเอง อย่างที่หนังสือ 3-4 เล่มที่ยกตัวอย่างขึ้นมาก็เป็นเรื่องหนักๆ ค่อนข้างซีเรียส แต่ผู้เขียนสามารถเปลี่ยนสไตล์การนำเสนอให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายและน่าสนใจในลักษณะที่เรียกว่า Edutainment เพราะฉะนั้นถ้าสามารถนำเสนอเรื่องราวแบบนี้ได้ก็จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดอินเตอร์ได้หรือว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตจริงของคนที่น่าสนใจก็สามารถเขียนได้ ยกเว้นเรื่องสั้นเท่านั้น เรื่องสั้นเป็นอะไรที่ปราบเซียนหน่อย เข้าสู่ตลาดยากเพราะว่าด้วยความจำกัดในความยาวของเนื้อเรื่องทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ค่อนข้างยาก


    0 ระหว่างการขายลิขสิทธิ์ต้นฉบับกับการที่สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือให้เสร็จเรียบร้อยแล้วขายหนังสือเป็นเล่มๆ แบบไหนจะได้กำไรมากกว่ากัน?

     ขอตอบตามตรงเลยว่าทางที่ดีให้ขายเป็นสัญญาลิขสิทธิ์จะดีกว่า ไม่ควรจะผลิตหนังสือเสร็จเป็นเล่มๆ แล้วนำไปขาย ทั้งนี้เพราะว่าแต่ละตลาดจะมีความซับซ้อนที่แตกต่างกัน ทีนี้การขายเป็นสัญญาลิขสิทธิ์ก็ขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ว่าจะขายในลักษณะใด อาจจะขายให้กับสำนักพิมพ์ใหญ่ไปเลยแล้วสำนักพิมพ์ใหญ่เขาก็ไปจัดการแปลไปหลายๆ ภาษา และขายในตลาดต่างๆ หรือว่าเขาอาจจะแบ่งขาย เช่น เราจะเอาเข้าตลาดในเยอรมันก็อาจจะขายเฉพาะให้แก่สำนักพิมพ์ในเยอรมัน ถ้าจะเข้าในอังกฤษก็อาจจะขายให้สำนักพิมพ์ในอังกฤษก็ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์ไทยสามารถคิดได้ว่าจะเลือกทำวิธีไหน

    อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ควรขายเองก็เพราะว่าเรื่องของต้นทุนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดของแต่ละประเทศซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างซับซ้อนกันไป รวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่ายซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย คือถ้าเราพยายามขายเองคงจะปวดหัวมาก ขายเป็นสัญญาลิขสิทธิ์ไปน่าจะดีกว่า

    ดังนั้น ตอนนี้โครงการประกวด Chommanard Book Prize ครั้งที่ 2 เปิดโอกาสให้กับนักเขียนหญิงไทยที่สนใจงานเขียนประเภท Non-Fiction แล้ว สามารถส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นได้เลย โดยจะปิดรับต้นฉบับถึง 30 มิถุนายน 2553 นี้เท่านั้น 0


    ที่มา

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20100129/97109/Chommanard-Book-Prize-นำหนังสือไทยโกอินเตอร์.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design