สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง

  • เล่าเรื่อง “จีน-ไทย ในกระจกบานเดียวกัน” ที่หอศิลป์กรุงไทย โดย สุณิสา เจริญนา
    โพสต์โดย : suisia
    2009-11-18 20:00:29

    เล่าเรื่อง “จีน-ไทย  ในกระจกบานเดียวกัน” ที่หอศิลป์กรุงไทย
          
      สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยนำโดย  คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมฯ  และ  ดร.  ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์  ประธานกรรมการบริหารบมจ.  ธนาคารกรุงไทย  ร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่งในการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังการจัดงานอ่านบทกวี  “ความรักในสวนโลก”  เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา     โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งจัดในวันอาทิตย์ที่  ๙  สิงหาคม  ๒๕๕๒  นั้น  คือ  กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีน      ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีนครบ  ๓๔  ปี  ณ  ห้องไมตรีจิตต์  ชั้น  ๔  หอศิลป์กรุงไทย  เยาวราช  กรุงเทพมหานคร

       บรรยากาศการจัดงานถึงแม้ว่าจะไม่มีโคมไฟสีแดง  ไม่มีต้นไผ่ประดับตามมุมต่าง ๆ  แต่ก็อบอวลไปด้วยสายสัมพันธ์ของพี่น้องไทย-จีนจากบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน  ที่มีทั้งลูกค้าของธนาคารฯ  และนักธุรกิจย่านเยาวราช  รวมไปถึงพี่ ๆ  น้อง ๆ  จากคนในแวดวงวรรณกรรมก็มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก  แขกบางส่วนเริ่มทยอยมาเข้างานก่อนเวลาที่กำหนดเพื่อจะได้มีเวลาเยี่ยมชมส่วนอื่น ๆ  ของหอศิลป์  อาทิ  บูธจำหน่ายหนังสือแปลนวนิยายจีนผลงานของ  น.  นพรัตน์  ที่เจ้าตัวมาแจกลายเซนต์ด้วยตนเอง  ณ  ชั้น  ๑  /  ห้องแสดงนิทรรศการภาพเขียนที่จัดแสดงประจำ  ณ  บริเวณชั้น  ๒ /  ห้องแสดงนิทรรศการภาพวาดพู่กันจีนและอักษรจีนที่บริเวณชั้น  ๓  (จัดแสดงตั้งแต่วันที่  ๒๐ ก.ค.  ถึง  ๑๑  ส.ค.  ๕๒)  เป็นต้น

      เริ่มต้นด้วย  วรเนาว์ ดลเสมอ พิธีกรจากกรุงไทย  เชิญ  ดร.  ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงไทย ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับและเปิดงาน  “กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีน”   อย่างเป็นทางการโดยได้กล่าวความช่วงหนึ่งว่า...  “ที่เราพยายามจัดรายการแบบนี้  เราต้องการส่งเสริม  ความชื่นชมความซาบซึ้งในศิลปะหลาย ๆ  แขนง  คราวที่แล้วเราจัดรายการพิเศษร่วมกับสมาคมนักเขียนฯ  ในรายการอ่านบทกวี  คราวนี้เราก็ขยายมาเป็นเรื่องวรรณกรรมในมิติของไทย-จีน  และแถมด้วยเสียงเพลง  --  และก็เป็นโอกาสพิเศษมาก ๆ  ที่เราถือว่างานของเราเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม ไทย-จีน  ที่เราได้ในมิติของความเป็นจีนและไทยอยู่ในวันนี้หลาย ๆ  อย่าง”      

      และในโอกาสเดียวกันนี้  อาจารย์ชัชวาลย์  และอาจารย์นิธิรุจน์  จากสมาคมศิลปะบูรพาแห่งประเทศไทย  ได้มอบภาพเขียนพู่กันจีนที่มีความหมายสอดคล้องกับการจัดงานให้เป็นที่ระลึกในวาระที่ได้มาแสดงนิทรรศการที่หอศิลป์แห่งนี้  อาจารย์นิธิรุจน์ได้กรุณาแปลเป็นภาษาไทยให้ฟังว่า...  “ที่นี่เป็นการส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมและรวบรวมผลงานของผู้มีชื่อเสียง  และความสัมพันธ์ไทย-จีนก็แน่นแฟ้นยืนยงขึ้นโดยผ่านจากงานศิลปะครั้งนี้ด้วย”

      ทางฝ่ายสมาคมนักเขียนฯ  คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  ก็ได้อ่านบทกวีชื่อ    “ลายไผ่กับลายดอกบัว”   ที่แสดงถึงสายสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างไทย-จีน  ซึ่งประพันธ์ขึ้น  สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ... 

         
         “ดอกบัวงามสีชมพูอยู่ในน้ำ  ไผ่งามล้ำโบกปลายใบสีเขียว
     สายลมอ่อนพัดโบกโยกใบเรียว   ลมแล่นเลี้ยวลงน้ำระบำบัว
      เป็นภาพทองในกรอบงามเก่าคร่ำคร่า  เป็นภาพยืนหยัดมารู้กันทั่ว
     ภาพใบไผ่อ่อนพลิ้วปลิวระรัว    ภาพดอกบัวสงบเย็นเห็นเต็มตา
      ภาพกลมกลืนกันได้ไม่ขัดแย้ง  ภาพแสดงความสัมพันธ์อันสูงค่า
     ลายดอกบัวลายไผ่ในพื้นฟ้า    คือสัญญาคือทรงจำจดรำลึก
      คือสายใยไทย-จีน  ศิลป์  วัฒนธรรม  คือลวดลายตอกย้ำให้รู้สึก
     คือพ่อ-แม่  ปู่-ย่า  มานานนึก    ผูกสัมพันธ์ตรองตรึกมาลึกซึ้ง 
      สุโขทัย  อยุธยา  มารัตนโกสินทร์  กี่แผ่นดินโยงสายใยใจเป็นหนึ่ง
     แผ่นดินไทยโอบเอื้อเกื้อตราตรึง   สองเราจึงเป็นจีน-ไทยเป็นสายสัมพันธ์
      ก้าวเข้ามาก่อเกิดใหม่ให้และผูก  ด้วยไมตรีมีหลานลูกสืบสายขวัญ
     สายสกุลวัฒนธรรมคำจำนรรจ์   หลอมรวมกันเป็นสายใยในแผ่นดิน
      แยกจีน-ไทยออกไปตรงไหนหรือ  ในเมื่อคือหนึ่งใจเนื้อในสิ้น
     เหมือนภาพเขียนเหมือนเพลงบรรเลงยิน  รวมสายจินต์รวมสายใจไผ่กับดอกบัว”

      หลังจากนั้น  ผู้ดำเนินรายการ  คุณนิเวศน์  กันไทยราษฎร์และคุณบูรพา  อารัมภีร  สองอุปนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  นำเข้าสู่การบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “คนเก่าเล่าเรื่องจีน”  จากครูใหญ่  (สมาน)  นภายน  --  ครูใหญ่เกิดปี  พ.ศ.  ๒๔๖๗  มีอายุ  ๘๕  ปี  เป็นครูเพลง  นักแต่งเพลง  นักร้อง  นักเขียน  นักเล่าเรื่อง  ในอดีตเคยเป็นหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์มากว่า  ๒๐  ปี  และเคยได้รับการเชิดชูเกียรติให้ป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมจากกระทรวงวัฒนธรรม 

      ครูใหญ่ก็เป็นคนหนึ่งที่มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว  เกิดและเติบโตในย่านของคนจีน  คือ  แถวสี่พระยา หลังวังแก้วฟ้า  ที่มีทั้งพี่น้องชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน  และกวางตุ้งห้อมล้อมในละแวกบ้านเดียวกัน  เพื่อน ๆ  ส่วนมากก็เป็นลูกคนจีนที่เรียนโรงเรียนประชาบาลมาด้วยกันทั้งสิ้น  ชื่อของครู  คือ  “ใหญ่”  ซึ่งตรงกับภาษาจีนว่า  “ตั้ว”  โดยเป็นชื่อจีนที่แม่ของเพื่อนตั้งให้ และด้วยเหตุที่มีเพื่อนและบ้านพักในย่านคนจีนครูใหญ่จึงพอฟังภาษาจีนรู้เรื่องอยู่บ้าง


      ครูใหญ่เล่าว่าเมื่อสมัยเป็นเด็ก  ยอมหนีโรงเรียนเพื่อไปรับจ้างแจกใบปลิวบนรถม้าได้ค่าตอบแทนมาหนึ่งสลึง  ซึ่งก็เรียกได้ว่ามีมูลค่ามากในสมัยนั้น  แต่กว่าจะได้เงินตอบแทนก็ต้องแจกใบปลิวให้หมดก่อน  ครูใหญ่จึงใช้วิธีไปที่   “เขียงหมู”  และให้ปึกใบปลิวทั้งปึกนั้นแก่คนขายหมูเอาไว้ห่อหมูขาย  เพื่อให้ใบปลิวที่ตนเองรับผิดชอบมาแจกนั้นจะได้หมดเร็ว ๆ  ครูบอกว่านี่ใช่กลโกงแต่เป็นการใช้ปัญญาแก้ปัญหาต่างหาก  นอกจากนี้ครูใหญ่ยังบอกอีกว่า  ในสมัยก่อนเยาวราชก็เป็นย่านที่มีอาหารจีนมากที่สุดไม่แพ้สมัยปัจจุบัน   “สมัยผมเป็นเด็กพ่อพาไปกินข้าวเหนียวหมูแดงร้านเกี้ยมอี๋  ห่อละ  ๑๐  สตางค์  มีทั้งหมูแดง  หมูกรอบ  หมูอบ   มีข้าวเหนียวห่อหนึ่ง  ใส่ซีอิ้วและใส่หมูและก็ห่อกลับบ้าน  และก็มีร้านโจ๊กอยู่ร้านหนึ่งจานละ  ๑๐  สตางค์  ถ้าเอากลับบ้านต้องใส่กระปุกตั้งฉ่าย  เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนบ้านใครที่เป็นบ้านคนจีนต้องมีกระปุกตั้งฉ่ายเพื่อเอามาใส่โจ๊ก  ๑๕  สตางค์  (ใส่ไข่)  และนี่ก็เป็นผลพลอยได้ของเด็กอย่างพวกผมก็ไปตามบ้านตามหน้าต่างห้องครัวเขาจะทิ้งกระปุกนี้ไว้  เราก็เก็บกระปุกนี้ไปใส่ตะกร้าแล้วเอาไปขายที่ร้านโจ๊ก  แล้วเขาก็ให้โจ๊กเรามากินอีกทีหนึ่ง”    

      หลังจบการบรรยายจากคนรุ่นเก่าอย่างครูใหญ่  นภายน  แล้ว  เป็นการคั่นรายการด้วย  “เพลง  ดนตรี  กวี  ไทย-จีน  (ช่วงที่  ๑)”  จากนักร้องกิตติมศักดิ์ทั้ง  ๓  ท่าน  คือ  ท่านแรก  ดร.  ญาดา  อารัมภีร  ร้องเพลง “ชีวิตนี้ฉันขาดเธอไม่ได้”  ที่มิสเก้อหล่างร้องไว้ในภาพยนตร์เรื่อง  “หงส์หยก”  เมื่อประมาณปี  พ.ศ.  ๒๕๐๐  ท่านที่  ๒  คุณบูรพา  อารัมภีร  ร้องเพลง  “ม่วยจ๋า”  ซึ่งประพันธ์โดยครูสุรพล  โทณะวณิก  และท่านที่  ๓  คุณนิเวศน์  กันไทยราษฎร์  ร้องเพลง  “ปาป๊า  มาม้า”  ที่  “ดำ  ฟอเรฟเวอร์”  เคยร้องไว้  จากนั้น    คุณแทนคุณ  จิตต์อิสระ  ผู้ดำเนินรายการในช่วงต่อไปนำเข้าสู่การอภิปราย  “จีน-ไทย  ในกระจกบานเดียวกัน”    โดยมีผู้ร่วมอภิปราย  ๓  ท่าน  คือ  คุณปนัดดา  เลิศล้ำอำไพ  /  ดร.  ญาดา  อารัมภีร  และคุณยุวดี    ต้นสกุลรุ่งเรือง  หรือ  “เข็มพลอย”   ทั้ง  ๓  ท่านเป็นนักเขียนอิสระมีคอลัมน์อยู่ในนิตยสารหลายเล่ม  เช่น  นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์และหนังสือต่วย’ ตูนเป็นต้น

         ด้วยความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่มีการสถาปนาครั้งใหม่คือวันที่  ๑  กรกฏาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๘  คุณปนัดดาจึงเริ่มต้นการอภิปรายให้เห็นถึงภาพรวมกว้าง ๆ  ของประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนว่าเป็นมาอย่างไร  คุณปนัดดาเล่าย้อนถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่ยุครัชกาลที่  ๖  เป็นต้นมาจนถึงประมาณปีพ.ศ.  ๒๕๑๕-๑๘  คือก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ครั้งใหม่  ความสัมพันธ์ครั้งนั้นเรียกว่าตกอยู่ในช่วงมรสุม  โดยมีสาเหตุใหญ่ ๆ  มาจากการต่อสู้กันทางลัทธิการเมืองของจีน  ความเคลื่อนไหวของคนจีนในไทยที่ขึ้น ๆ  ลง ๆ  ตามความผันแปรทางการเมืองของจีนเป็นหลัก  กว่าที่ความสัมพันธ์จะสงบลงได้อย่างแท้จริงคือราวปีพ.ศ.  ๒๕๑๘  ที่ความสัมพันธ์ค่อย ๆ  ขึ้นสู่กระแสสูงอีกครั้ง  ผ่านมา  ๓๐  กว่าปีจนถึงปัจจุบัน  เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนอยู่ในขั้นดีเลิศ  นโยบายการต่างประเทศของจีนให้สถานภาพแก่ประเทศไทยมากในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางของความสัมพันธ์ของจีนในแถบเอเชีย  รัฐบาลจีนในปัจจุบันมีภูมิความรู้ที่ลึกซึ้งมองเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยสายตาที่ยาวไกล  ทั้งมองย้อนกลับไปในอดีตและวางแผนไปสู่อนาคต

      ลักษณะพิเศษทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่โดดเด่นมาแต่ไหนแต่ไร  คือ  ความเปิดกว้าง   ให้โอกาสและเอื้อเฟื้อต่อชนชาติต่าง ๆ  ที่เข้ามาอยู่ในแผ่นดิน  ไม่ว่าจะเป็น  จีน  จาม  แขก  มอญ  พม่า  ลาว  ญวน  ทั้งยังมีความสามารถในการกลืนกายคนเชื้อชาติต่าง ๆ  นั้นให้เข้าสู่ความเป็นไทยได้ในที่สุด  โดยกระบวนการทางบวก  คือไม่ได้บังคับหรือกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ  จนทำให้คนต่างชาติทั้งหลายยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นคนสยามหรือคนไทยด้วยความสมัครใจของตน  คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งในการที่จะช่วยไขและเปิดประตูประเทศเข้าสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างไม่เนิ่นช้า  ในสยามคนจีนได้เข้ามาเป็นชนชั้นพ่อค้า  ที่มีแต่นายกับไพร่  ขาดแคลนชนชั้นกลางที่มีความเป็นอิสระเดินทางค้าขายได้  คนจีนได้เข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้กับสังคมไทยและพัฒนาต่อมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ในยุคพัฒนาเศรษฐกิจ  คือ  ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่  ๒  จวบจนถึงปัจจุบัน

      ทั้งนี้   คุณปนัดดายังได้ทิ้งท้ายไว้ว่า  “ความเอื้อเฟื้อของเจ้าบ้านผู้อารีย์อย่างราชวงศ์จักรีของสยามนี้นับว่าได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  สมดังที่พระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า...  พวกจีนที่เข้ามาอยู่ในสยามนี้ย่อมทำการเป็นความเจริญแก่แผ่นดินของเราเป็นอันมาก  และในทางตรงกันข้ามชาวจีนอพยพที่เลือกมาอยู่สยามนับว่าเป็นผู้โชคดีกว่าเพื่อนร่วมชาติที่แล่นเรือไปขึ้นฝั่งที่ถิ่นอื่น  แคว้นอื่น  ในดินแดนทะเลใต้  เพราะไม่ต้องประสบเหตุเภทภัยในรูปแบบต่าง ๆ  อย่างที่คนจีนในอินโดนีเซีย  มาเลเซีย  หรือในเวียดนามต้องได้รับ  คนจีนอพยพและลูกหลานสามารถอยู่ดีมีสุขมีความเจริญรุ่งเรืองที่มั่นคง  ได้สถานภาพเป็นประชาชนเต็มขั้น  ไม่ใช่พลเมืองต่างด้าว  ไม่ได้เป็นคนนอกของสังคมไทยอย่างกับคนจีนในหลาย ๆ  ดินแดนทั่วโลกที่มีสถานภาพเป็นเพียงคนนอกของสังคมนั้น ๆ  ไปตลอดกาล”  

      ทางด้าน  ดร.  ญาดา  ผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนแซ่ตั้งเปิดการอภิปรายในมิติของภาษา  วรรณกรรมและวรรณคดี...  “จะว่าไปจีน-ไทยก็ใช่อื่นไกลก็เป็นพี่น้องกันจริง ๆ  ซึ่งถ้าจะถามว่าชาติไหนหลอมรวมกับคนไทยได้ดีที่สุด  กลมกลืนทางวัฒนธรรมกับคนไทยได้ดีที่สุดก็คือชาติจีนนี่แหละ  จีน-ไทยใกล้ชิดกันมานานเกือบพันปีตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยเสียอีก” 

      ภาษาไทยหลาย ๆ  คำที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันก็เอามาจากภาษาจีน  เช่น  ซาลาเปา  เกาเหลา  เต้าทึง  เต้าฮวย  ก๋วยจั๊บ  ก๋วยเตี๋ยว  ออส่วน  จับฉ่าย  เฉาก๊วย  ตือฮวน  เก้าอี้  ตะหลิว  จับกัง  เป็นต้น
    วรรณคดีรัตนโกสินทร์หลายเรื่องที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับคนจีนเอาไว้  เช่น  สังข์ศิลป์ชัย  ที่รัชกาลที่  ๓  ทรงเล่าถึงตัวละครที่เป็นทั้งนายสำเภาและล้าต้า  (คนถือบัญชี)  ว่าคนพวกนี้เดินทางมาจากเมืองจีนโดยทางเรือสำเภา


      “มาจะกล่าวบทไป   ถึงจีนนายสำเภาล้าต้า
     ใช้ใบจากกวางตุ้งมุ่งมา   จะเข้าเมืองปัญจาเวียงชัย”
      เวลาที่แต่งวรรณคดี  คนแต่งก็จะหยิบข้อมูลที่มีอยู่ในสมัยนั้นมาใส่  เช่น  มีชาวต่างชาติมาอยู่ในบ้านเมืองก็จะใส่เป็นรายละเอียดบ้าง  เป็นบรรยากาศบ้าง  และในสมัยรัชกาลที่  ๓  นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าท่านมีพระสมญานามว่า  “เจ้าสัว”  ค้าขายกับจีนและทรงโปรดของจีน
      คนจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนแต้จิ๋ว  ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก  ทำไร่  ทำสวน  ปลูกผัก  เมื่อได้ผลผลิตมาแล้วก็มาจำหน่ายคนไทยอีกทีหนึ่ง  และคนจีนแต้จิ๋วเหล่านี้ก็เป็นทั้งเกษตรกรมืออาชีพและเป็นแรงงานรับจ้างด้วย  ดังที่สุนทรภู่เขียนเอาไว้ในนิราศเมืองแกลงว่า     

       “ถึงท้องธารศาลเจ้ารับเขาขวาง  
        พอได้ทางลงมหาชลาไหล
        เขาถามเจ๊กลูกจ้างตามทางไป   
        เป็นจีนใหม่อ้อแอ้ไม่แน่นอน
        ร้องไล้ขื่อมือชี้ไปที่เขา
        ก็ดื้อเอาเลียบเดินเนินสิงขร”


      ส่วนคำว่า  “จับกัง”  ที่ได้เอ่ยถึงไปในตอนต้น  ดร.  ญาดาได้กล่าวเสริมว่า  เป็นคนจีนแต้จิ๋วกลุ่มใหญ่ที่อพยพมาอยู่ในไทยโดยใช้แรงงานเป็นหลัก  เช่น  รับจ้างแจวเรือ  (วรรณคดีบอกไว้)  ตีเหล็ก  ปลูกและขายผัก-ผลไม้ ขายผ้า  ต้มเหล้า  และขายหมู  ดังเช่นนิราศเมืองเพชรที่สุนทรภู่เขียนไว้...

      “ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก  ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
     เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป   หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก”

      นอกจากนี้  ดร.  ญาดายังยกตัวอย่างบทนิราศพระปฐมของมหาฤกษ์ที่แต่งบทกวีแสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในสภาพของตนที่เป็นอยู่ที่เรียนมาเยอะแต่ไม่มีโอกาสร่ำรวยเท่าคนจีน  ซึ่งเมื่อเทียบกับคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทย  ความรู้ก็ไม่มี  หนังสือก็ไม่ได้เรียน  แต่อาศัยความมุมานะพยายามจนได้เป็นใหญ่เป็นโต... 

        “ถึงโรงเจ้าภาษีฆ้องตีดัง  
        ตู้หอนั่งแจ่มแจ้งด้วยแสงเทียน
        ไว้หางเปียเมียสาวขาวสร่าง 
        เป็นจีนต่างเมืองมาแต่พาเหียน
        ที่ความรู้สิ่งไรก็ไม่เรียน  
        ยังพากเพียรมาได้ถึงใหญ่โต
        เห็นดีแต่วิชาขาหมูใหญ่ 
        เราเป็นไทยนึกมาน่าโมโห
        มิได้ทำอาหารและบ่อนโป
        มาอดโซสู้กรรมทำอะไร”

      และในฐานะที่คุณยุวดีผู้สืบเชื้อสายจีนกวางตุ้ง  คุณยุวดีจึงเล่าถึงวีถีชีวิตของคนกวางตุ้งเสียเป็นส่วนใหญ่  “ในช่วงปีที่มีการอพยพกันมากของชาวจีน ในการรับรู้ของคนไทยจะเป็นคนจีนแต้จิ๋ว  เพราะว่าทั้งวรรณกรรม  วรรณคดีก็ถอดเสียงด้วยเสียงแต้จิ๋ว  แต่จริง ๆ  แล้วคนจีนอพยพที่มีจำนวนมากที่สุดในโลกคือคนจีนกวางตุ้ง  เพราะว่าคนกวางตุ้งอยู่ติดทะเล  คนที่อยู่ริมทะเลจะมีโอกาสมาได้มากที่สุด  เพราะว่าพอข้ามฝั่งมาที่ท่าเรือฮ่องกงได้แล้วก็ขึ้นเรือไปต่อได้ทั่วโลก”   ซึ่งปัจจุบันนี้ย่านบางรัก  สาทร  เรียกได้ว่าเป็นย่านที่มีคนกวางตุ้งอยู่เยอะที่สุด  เพราะแถบนั้นจะมีท่าเรือกรุงเทพและมีเรือมาจอดตามโกดังต่าง ๆ  ตลอดเวลา  เมื่อเรือเทียบท่าและขนถ่ายสินค้าแล้วก็ต้องมีการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ  ของเรือ  ซึ่งคนกวางตุ้งย่านนั้นเป็นช่างกลึงที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

      คุณยุวดียังได้พูดถึงภูมิปัญญาของชาวจีนที่นำมาเผยแพร่ในไทย  ได้แก่  น้ำปลา  ซึ่งคนแต้จิ๋วเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา  ส่วนคนกวางตุ้งจะคิดค้นซีอิ้วขาว  ซีอิ้วดำ  น้ำมันหอย  หรือเต้าเจี้ยว  สำหรับงานในเชิงวรรณกรรมที่คุณยุวดีได้เขียนไว้ที่เกี่ยวกับคนกวางตุ้งคือ  นวนิยายเรื่อง  อาสำกับหยำฉ่า  -  สืบตำนานคนกวางตุ้งกรุงสยาม  (อาสำคือพวกแม่บ้าน  /  หยำฉ่าคือพวกผู้หญิงหากิน)    โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักคนจีนกวางตุ้ง  จึงอยากเขียนเพื่อให้คนทั่วไปทราบว่าคนกวางตุ้งมีตัวตนอยู่ในสังคม  เรื่องกวางตุ้งเฮฮา  เป็นการเขียนรวมเรื่องราวสนุก ๆ  ของคนกวางตุ้งเข้าไว้ด้วยกัน  เรื่องครัวอาสำ  สืบนื่องจากครอบครัวชอบทำกับข้าวจึงมีความรู้ความสามารถเรื่องการทำอาหารจึงถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ  และเรื่องรอยวสันต์  (ได้รับรางวัลชมนาดบุ้คไพรส์)   เรื่องนี้คุณยุวดีได้รับแรงบันดาลใจมาจากคนอาสำที่ตนเองเคยคลุกคลีอยู่ด้วยตั้งแต่เล็ก ๆ  และตนเองก็ฟังภาษาจีนออกจึงได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นจริง ๆ  กับอาสำทั้งหลายว่าเป็นอย่างไรและเหมือนกับรู้สึกว่าอยากถ่ายทอดอยากเล่าให้คนอื่น ๆ  ได้รับรู้ด้วย  จึงได้เขียนเป็นนวนิยายขึ้น  ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าจะพยายามตั้งเป็นปณิธานไว้ว่าจะเขียนเรื่องราวของคนกวางตุ้งให้คนไทยได้รับรู้ต่อไป
     
     สรุปท้ายวันนั้น  ดร.ญาดา อารัมภีร กล่าวว่า
      “พระยาอนุมานราชธน  ผู้มีเชื้อสายจีนเคยกล่าวถึงตัวเองในฐานะชาวจีนในเมืองไทยไว้ว่า...  ข้าพเจ้า  แม้จะเป็นพันธุ์ลูกผสมแต่ก็ถือตนด้วยความหยิ่งว่าข้าพเจ้าเป็นไทยแท้  สมบูรณ์ทั้งชีวิตจิตใจว่าตนเป็นคนไทยทุกกระเบียดนิ้ว  ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนอื่นซึ่งรักถิ่นไทย  รักวัฒนธรรมไทย  ทั้งนี้เป็นด้วยเหตุอะไรตอบได้ทันทีว่า  เป็นเพราะข้าพเจ้าเกิดอยู่ในประเทศไทย  และวัฒนธรรมไทยนี้เองที่ปั้นข้าพเจ้าให้ชีวิตและจิตใจให้เป็นไทยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกตราบเท่าทุกวันนี้” 

      ส่วนคุณปนัดดา  เลิศล้ำอำไพ กล่าวว่า
      “สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากของวัฒนธรรมจีนที่ทำให้จีนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ไม่แตกแยกออกจากกัน  ก็คือการที่จีนมีภาษาเขียนเพียงภาษาเดียว  จะแตกต่างที่ภาษาพูดที่จะออกเสียงตามแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น  --  จีน-ไทยในกระจกบานเดียวกันเป็นคำที่เพราะมาก  มองไปด้านหนึ่งก็เป็นจีน  มองไปอีกด้านหนึ่งก็คือคนไทย  แล้วคนจีนก็โชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทย  เมืองไทยก็โชคดีที่เปิดแขนอ้ารับคนจีน  --  คนจีนอยู่ดีมีสุขและก็กลายเป็นกำลังสำคัญของเมืองไทย  แต่ไม่โอ่อวด  ไม่ก้าวร้าว  เคารพเจ้าของสถานที่  เคารพเจ้าบ้านเจ้าเมืองเสมอ     นี่คือนิสัยของคนจีนที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ยิ่งมีสำนึกแห่งความเป็นจีนเท่าไหร่ยิ่งอ่อนน้อมเท่านั้น” 

       ปิดท้ายรายการกิจกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีนในวันนั้นด้วย  “เพลง  ดนตรี  กวี  จีน-ไทย  (ช่วงที่  ๒)”  กับนักร้องกิตติมศักดิ์อีก  ๔  ท่าน  ได้แก่  คุณสันติ  วิลาศศักดานนท์  ร้องเพลง  “เทียนหมี่มี่และเกาซานฉิง  (ภาษาจีน)”  ดร.  อนุชิต  อนุชิตานุกูล  ร้องเพลง  “หนูรักข้าวสาร  (ภาษาจีน)”  ดร.  ญาดา  อารัมภีร   ร้องเพลง  “เทียนหมี่มี่  (ภาษาจีน)”  และดร.  ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์  ร้องเพลง  “ลอดลายมังกร”  

      “ก็ถือว่าเป็นการจบรายการของเรา  ซึ่งตอนที่กล่าวเปิดบอกว่าเป็นรายการที่เราจัดกันอย่างสนุกสนานแต่เมื่อถึงช่วงอภิปราย...  ออกมาเชิงวิชาการซึ่งไม่หนักมาก  เพราะผู้พูดแต่ละคนพูดด้วยความรอบรู้และมีลูกเล่นทำให้เรื่องราวสนุกสนาน...  ก็ขอขอบคุณทั้งสามท่านมากที่ได้มาให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนจีนเป็นอย่างดี  และทำให้บรรยายกาศของงานในวันนี้มีหลายมิติ  ที่มีทั้งมิติของศิลปะวัฒนธรรม  ความรู้  ความเข้าใจและความสนุกสนานที่รวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว....”  ---  ดร.  ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์

      คนเก่าเล่าเรื่องจีน..  ไปสู่การอภิปราย  จีน-ไทย  ในกระจกบานเดียวกัน...  และจบลงด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทุก ๆ  คนที่มาร่วมงานในวันนั้น  คงพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า  สายสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งจีนและไทยนั้นยังคงยืนหยัดและยืนยงยิ่ง ๆ  ขึ้นไป  ดังตัวอักษรพู่กันจีนที่สมาคมศิลปะบูรพาฯ  ได้เขียนขึ้นและมอบไว้เป็นที่ระลึกที่หอศิลป์แห่งนี้อย่างแน่นอน...  

      

    ------------------------------------------------------


    สุณิสา  เจริญนา  
    ๑๔  สิงหาคม  ๕๒

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design