สมาชิกล็อกอินที่นี่
เสาร์ 18 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  • เรียนรู้สู่โลกการเขียนงานวรรณกรรม โดย ขจรฤทธิ์ รักษา
    โพสต์โดย : suisia
    2009-10-13 14:13:27

    เรียนรู้สู่โลกการเขียนงานวรรณกรรม 
    โดย ขจรฤทธิ์ รักษา

    สวัสดีนักการเงินการธนาคารและว่าที่นักเขียนทั้งหลาย ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาพูดเรื่องการอ่านการเขียนในสถานที่แห่งนี้ นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ได้มีโอกาสมาพูดในธนาคารต่อหน้าผู้คนที่มารวมกันจำนวนหนึ่ง ผมเป็นคนยากคนจนมาตั้งแต่เล็กจนโต  เมื่อได้เข้ามาอยู่ในห้องประชุมของธนาคารที่ใหญ่โตแห่งนี้ อาจพูดเสียงสั่นด้วยความประหม่าบ้าง จึงต้องขออภัยท่านทั้งหลายไว้ล่วงหน้า

    ผมรู้จักนักเขียนซึ่งเป็นอดีตนายธนาคารคนหนึ่ง เขาเพิ่งลาออกมาเขียนหนังสือเพียงเมื่อสี่ปีก่อน เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจลาออกมาจากความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นั้น ธนาคารซึ่งเขาเป็นผู้จัดการ อยู่ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และก็ประสบกับภัยสึนามิเมื่อวันที่๒๖ ธันวาคม ปี ๒๕๔๗ เขาเล่าว่า คลื่นยักษ์ได้กวาดต้อนทุกสิ่งทุกอย่างลงทะเลเมื่อตอนแปดโมงเช้า พนักงานยังไม่เข้ามาประจำการ นอกจากเจ้าหน้าที่บางคนซึ่งได้เปิดประตูเข้ามาแล้ว พอรู้ว่าคลื่นยักษ์ถล่ม ต่างคนต่างก็กระเสือกกระสนวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยการกระโจนขึ้นบันไดไปอยู่บนชั้นสาม ส่วนตัวเขายังเดินทางมาไม่ถึง จึงรอดปลอดภัย  เมื่อคลื่นสงบ เขาก็เข้าไปตรวจสอบความเสียหาย พบว่า ตู้  โต๊ะ เก้าอี้  เคาน์เตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ กระจก หน้าต่าง ประตู พังยับเยินเสียหายหมด มีข่าวว่าคนนั้นตายคนนี้บาดเจ็บไม่ขาดระยะ ในฐานะผู้จัดการ เขาจึงรีบโทรรายงานให้เจ้านายที่อยู่สำนักงานใหญ่ทราบ 
     คำถามแรกที่เขาได้รับก็คือ เงินยังอยู่ครบไหม
     เขาตอบว่าครบ แต่โดนน้ำพัดเข้ามา เงินเปียกหมด
     เจ้านายถามว่า ถ้าทำให้แห้งทั้งหมด จะต้องใช้เวลากี่วัน
     เขาบอกว่า ห้าวัน
     เจ้านายจึงสั่งให้เขารีบดำเนินการ ก่อนที่จะวางสาย
     เจ้านายไม่ถามสักคำว่ามีใครบาดเจ็บล้มตายหรือไม่ ไม่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยกับชีวิตของเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่เจ้านายเป็นห่วงมาที่สุดคือเงิน
     เขาต้องระดมพนักงานที่เหลือทั้งหมดให้มานับเงิน และแบ่งกันเอาไปตากแดด จากนั้นจึงเอามารีดด้วยเตาไฟฟ้าให้เรียบ แล้วส่งเข้าเครื่องนับ ก่อนที่จะมัดเป็นฟ่อน ๆ ให้เรียบร้อย
    เขาแกล้งลืมคนบาดเจ็บ คนป่วย คนตายจากคลื่นยักษ์ไประยะหนึ่ง เพื่อจัดการเรื่องเงินเปียกน้ำก่อน เขายืนรีดเงินอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยความขมขื่นใจ จนกระทั่งงานเสร็จ เขานับเงินจนครบทุกบาททุกสตางค์ และส่งมอบให้สาขาใหญ่ไปจัดการต่อ
     จากนั้นเขาก็เริ่มคิดว่า เขาคงอยู่กับงานแบบนี้ไม่ไหว มันเป็นงานหนัก เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบสูง เขาจะต้องตัดสินใจในเรื่องเงินเรื่องทองที่ข้องเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่น ภาระนี้มันหนักหนาเกินไป  โดยพื้นฐาน  เขามีใจรักเรื่องการอ่านการเขียนอยู่ก่อนแล้ว เคยมีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารอยู่บ้าง จึงตัดสินใจลาออก มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียง ด้วยการเขียนแต่เพียงอย่างเดียว


    ทุกวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว มีผลงานหลายเล่ม และมีรายได้ที่งดงาม เขาเคยคุยให้ผมฟังว่า ถึงแม้เขาจะลาออกจากธนาคารแล้ว แต่เขาก็ยังมีนิสัยเดิมอยู่ก็คือ เขามักตื่นเช้า และเริ่มลงมือทำงานทันที  ๘โมงครึ่งเขาก็เขียนหนังสือได้หลายหน้าแล้ว เขียนไปจนกระทั่งเที่ยง พักหนึ่งชั่วโมงเศษ ๆ ทานข้าว อ่านหนังสือ นอนพักสายตา  บ่ายโมงครึ่งก็เริ่มเขียนหนังสือต่อ ไปเลิกเอาสี่หรือห้าโมงเย็น
    ผมร้องอ้า เป็นไปได้อย่างไร
    เขาบอกว่า เป็นไปแล้ว และยังคุยให้ฟังอีกว่า รายได้ที่เกิดจากการเขียนของเขานั้นเมื่อเปรียบกับการที่เขาเป็นผู้จัดการแบ้งค์นั้นไม่ได้น้อยลงเลย เมื่อเปรียบกันปีต่อปี


    ในชีวิตผม ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เขียนหนังสือมาหลายปี รายได้จากงานเขียนนั้นไม่เคยพอใช้เลย อย่าว่าแต่จะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเลย เลี้ยงตัวเองก็แทบจะไม่ไหว  ผมจึงร้องโอ้โอ  ถามเคล็ดลับว่า เขาทำได้อย่างไร
    เขาตอบว่าง่ายมาก นอกจากเขียนลงตามหน้านิตยสารตามปกติทั่วไปแล้ว เขายังเฝ้ามองดูการประกวดตามเวทีต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายที่ เช่นรางวัลพานแว่นฟ้า รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด รางวัลแว่นแก้ว รางวัลเซเว่นบุ๊คอะวอร์ด หรือรางวัลจุดประกายวรรณกรรม  บางแห่งให้ผู้ชนะเลิศถึงหนึ่งเป็นแสนบาท บางที่ก็ห้าหมื่น บางแห่งก็สามหมื่น  เขาจึงไม่รีรอที่จะส่งผลงานของตัวเองเข้าประกวดทุกครั้ง ด้วยความสามารถในการเขียน ผลงานของเขาก็มักเข้าตากรรมการอยู่เรื่อย ๆ เมื่อเอาเงินทั้งหมดมารวมกันในแต่ละปี  จึงสรุปว่า เขามีรายได้งดงามพอกับการทำงานธนาคาร


    ผมรู้สึกชื่นชมในความมานะพยายามของเขา แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดนี้ก็คือว่า การเขียนหนังสือนั้นนอกจากมีเป้าหมายเพื่อสร้างชื่อเสียง เพื่อสร้างเกียรติยศและเงินทองแล้ว เราอย่าลืมเรื่องของความสุขด้วย
    ถ้าเรามุ่งเน้นแต่เรื่องเงินอย่างเดียว บางทีการเขียนนั้นอาจนำไปสู่ความทุกข์ก็เป็นได้


    ผมจำได้ว่า เมื่อหลายเดือนก่อน คุณกฤษณา อโศกสินได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์มติชนในทำนองว่า ตลอดระยะเวลาหกสิบปีที่ท่านเขียนหนังสือ ท่านไม่เคยคิดถึงเงินก่อนเลย ท่านทำงานไปด้วยใจมุ่งมั่น เงินทองจะตามมาเอง  ท่านว่า ถ้าเราคิดถึงเงิน มันก็จะนำมาสู่ความเสื่อม
    ผมไปพูดที่ไหนก็มักจะยกตัวอย่าง หนังสือเล่มหนึ่งเสมอ คนเขียนหนังสือเล่มนั้นคือนาตาลีโกลด์เบิร์ก เธอเป็นนักเขียนและเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรม เธอบอกว่า ครั้งหนึ่งเธอไปหาพระอาจารย์เซน และตั้งคำถามกับพระอาจารย์ว่า ทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีความสุข
    พระอาจารย์ตอบว่า การเขียนนั้นช่วยได้  เพราะขณะเขียนทำให้เราได้ตรวจสอบตัวเอง ถ้าเราเข้าถึงการเขียนในระดับที่ลึกพอ มันจะพาเราไปทุกหนทุกแห่ง การเขียนนั้นเป็นหนทางให้เข้าถึงชีวิตของตนเอง และอยู่อย่างมีสติ การฝึกเขียนก็คือการรับมือกับชีวิตอย่างรอบด้านที่สุด
    “เป้าหมายหลักประการหนึ่งของการฝึกเขียนก็เพื่อเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในกายและจิตของตัวเอง เพิ่มพูนความอดกลั้นและลดความก้าวร้าว”
    ผมอยากจะแนะนำหนังสือที่ชื่อ “เชื่อในหัวใจเขียนให้ถึงแก่น ปลดปล่อยนักเขียนในตัวคุณให้เป็นอิสระ” แก่ท่านทั้งหลาย หากมีเวลาแวะร้านหนังสือก็ลองหามาอ่านดู


     สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ นาตาลียังได้บัญญัติหัวข้อในการฝึกเขียนไว้เช่น ให้เล่าถึงแสงที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องของคุณ เขียนทันทีโดยไม่ต้องสนใจว่าตอนนั้นจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน
    ให้,เริ่มต้นด้วยวลีที่ว่า “ฉันจำได้ว่า” ให้เขียนถึงความทรงจำเล็ก ๆ น้อย ๆหลายเหตุการณ์ หรือถ้าเกิดระลึกถึงความทรงจำครั้งสำคัญ เขียนมันออกไป เขียนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องคำนึงว่า มันจะเป็นความทรงจำเมื่อห้านาทีที่แล้วหรือห้าปีที่แล้ว อะไรก็ตามที่ไม่ได้เป็นปัจจุบัน คือความทรงจำที่สามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ขณะที่คุณเขียน ถ้าคุณเกิดติดขัดขึ้นมา ก็เพียงแต่เริ่มต้นด้วยวลีที่ว่า “ฉันจำได้ว่า” อีกครั้งและเขียนต่อไป 
    หรือ เลือกสีขึ้นมาสีหนึ่งเช่นสีชมพู ใช้เวลาเดินสิบห้านาที ขณะเดินให้สังเกตดูสีนั้นที่มีอยู่ตามที่ต่าง ๆ แล้วกลับมาที่สมุด นั่งลงเขียนสักสิบห้านาที


    ยังมีอีกหลายหัวข้อ ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ผมคงไม่ขอพูดทั้งหมดนะครับ
    นอกจากหนังสือของนาตาลีแล้ว ผมอยากแนะนำให้อ่านหนังสือของสตีเฟน คิงก์อีกสักเล่ม เขาเขียนเล่าถึงประสบการณ์ทางการเขียนตั้งแต่หนุ่มน้อยยันหนุ่มใหญ่ เขามีผลงานที่สร้างชื่อเสียงมากกมายหลายเล่ม และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มากมายเช่นCarrie แครี่,Dreamcatcherดรีมแคชเชอร์, Itอิท หรือMiseryมิสเซอรี่
    สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ สตีเฟน คิงก์ให้คาถาไว้สองข้อเท่านั้นคือ อ่านให้มาก กับ เขียนให้มาก
    มีหลายคนบอกว่า นักเขียนหน้าใหม่ไม่ควรเสี่ยงลาออกจากงานออกมาเขียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวเพราะว่าอาจจะทำให้ชีวิตล้มเหลวได้ เขาเกรงว่า เราจะเขียนหนังสือดีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีกิน หรืออดมื้อกินมื้อ จึงมักจะมีผู้หวังดีให้นักเขียนใหม่จงทำงานอื่นควบคู่ไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่ขัดแย้ง


    ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบมาหมาด ๆ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “ชีวิตผมรอดได้ด้วยสตาร์บั๊ค” เขียนโดยไมเคิล เกทส์ กิลล์ หน้าปกสีเขียวคล้ายสีของร้านสตาร์บั๊ค มีถ้วยกาแฟเล็ก ๆ วางอยู่บนปก ดูผิวเผินไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร แต่พออ่านไปได้แค่สองสามหน้าเท่านั้นก็วางไม่ลง ผมตะลุยอ่านจนจบและได้รับรู้ว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน อย่าคิดว่าทำงานธนาคารกินเงินเดือนสูง ๆ แล้วจะมั่นคง อย่าคิดว่า อาชีพนักเขียนนั้นต้องอดมื้อกินมื้อเหมือนที่คนรุ่นเก่าบอกว่า เป็นนักเขียนไส้แห้ง ปัจจุบันนักเขียนมีฐานะร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีก็มีไม่น้อย


    ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

    ชีวิตของนายไมเคิล กิลล์นี่เป็นตัวอย่างอันดี เมื่อเขาอายุหกสิบสามเขาก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เขาไม่ยอมรับความล้มเหลว ทุกเช้า หลอกครอบครัวด้วยการแต่งตัวออกจากบ้าน และกลับตอนเย็นเป็นปกติ แต่ละวันเขาจะไปหลบอยู่ตามโรงยิมบ้าง ตามร้านกาแฟบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขานั่งหลบอยู่ในห้องฝึกโยคะ มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้องแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาลุกขึ้นไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนั้นบอกว่ามีญาติคนหนึ่งกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง เขาปลอบอกปลอบใจเธอจนสงบ ผู้หญิงคนนั้นจึงชวนเขาออกไปดื่มกาแฟ เขาคิดว่าจะไปนั่งกันที่ร้านใดร้านหนึ่ง แต่หล่อนพาไปที่ห้อง ดื่มกาแฟจบแล้วก็เผลอตัวมีอะไรกัน และต่อมาทั้งสองคนก็แอบพบกันเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กันบ่อยครั้ง หล่อนนั้นเป็นจิตแพทย์ บอกว่า ที่ชอบเขา ก็เพราะเชื่อว่าเขาเป็นคนเข้าใจชีวิตมีความยืดหยุ่นสูง ไมเคิล กิลล์ถามว่า วัดจากอะไร เธอตอบว่า วัดจากการที่เขาฝึกโยคะ
    ไมเคิล กิลล์ อยากบอกว่าเป็นความเข้าใจผิด เขาเข้าไปในห้องโยคะเพื่อแอบหลับ ในชีวิตเขาไม่เคยฝึกแม้แต่หนเดียว แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป เขาแอบมาหลบอยู่กับเธอทุกวันจนกระทั่ง เธอตั้งครรภ์ เขารู้สึกตกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ เธอบอกว่า เธออายุมากจนไม่อาจมีเด็กได้อีก เขาจึงไว้วางใจและไม่ได้ป้องกันตัวเอง
    ตลอดชีวิตสมรสมายาวนานจนมีลูกถึงสี่คน เขาไม่เคยนอกใจภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและเขากำลังมีลูกน้อย ๆ กับผู้หญิงอื่นออกมาอีกคน เขาทนความรู้สึกผิดต่อไปไม่ไหวจึงเล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขารับเรื่องนี้ไม่ได้ จึงตัดสินใจหย่า แยกทางกันเดิน เขามอบเงินทองข้าวของบ้านเรือนที่เคยมีร่วมกันให้ภรรยากับลูก และเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น เพื่อมาอยู่อพาร์ทเม้นกับภรรยาคนใหม่ เขาอยู่กับเธอจนกระทั่งคลอดลูก เขาเลี้ยงทารกด้วยตัวเอง เล่นกับเด็กทุกวัน เขาเริ่มติดลูก ไม่คิดเรื่องการหางานทำอีก ในที่สุดเงินที่พอมีอยู่บ้างก็หมดลง ภรรยาใหม่ไม่อยากเลี้ยงดูเขาอีกคนหนึ่ง จึงออกปากให้เขาออกไปหางานทำเสีย
    ทุกวันเขาจะต้องแต่งตัวหล่อด้วยสูทราคาแพงออกไปสมัครงาน และกลับมานั่งรอโทรศัพท์ที่ร้านสตาร์บั๊คอย่างกระวนกระวาย แต่ไม่มีบริษัทไหนตอบรับกลับมา จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้จัดการร้านสตาร์บั๊คเข้ามาถามว่าเขาอยากได้งานใช่หรือไม่ เขาตอบว่าใช่ เธอจึงเสนองานที่ร้านสตาร์บั๊คให้แก่เขา


    เขาสับสน ชีวิตที่เคยรุ่งเรือง กินเงินเดือนเป็นหมื่น มีลูกน้องเป็นสิบ ตอนเด็กก็ผ่านการศึกษาอย่างดี พอโตขึ้นก็เข้าเรียนที่เยลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีเพื่อนและคนรู้จักซึ่งเป็นคนมีระดับมากมาย คนอย่างเขาจะลดตัวทำงานที่สตาร์บั๊คได้หรือ
    แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป เขาจึงตอบตกลง และเริ่มงานด้วยการกวาดพื้น ถูกห้องน้ำ ทำความสะอาดส้วม ก่อนที่ขยับไปเสิร์ฟกาแฟ ทอนเงิน ชงกาแฟ แนะนำเครื่องดื่มใหม่ให้ลูกค้ารู้จัก เขาทำงานอย่างไม่มีที่ติและพร้อมที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างในสตาร์บั๊ค ระหว่างนั้นเขาก็ตรวจสอบตัวเองไปด้วย
    ในที่สุดสตาร์บั๊คก็ได้ช่วยเขาไว้ ให้เขารู้จักถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน ความรัก ความเอาใจใส่ที่มีต่อกัน รู้จักเข้าใจและเห็นใจคนอื่น ตรวจสอบตัวเอง เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ตัวเองอยู่ในสังคมนี้ให้ได้   แม้เงินเดือนจะไม่มาก แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำงาน มีความเชื่อมั่นในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้น พวกลูก ๆ ต่างก็ยอมรับเขาเช่นเดียวกัน
    หนังสือเล่มนี้จบด้วยการที่เขาถูกเสนอให้ไปทำงานที่ร้านสตาร์บั๊คใกล้บ้าน เพื่อให้เขาประหยัดทั้งเวลาค่าเดินทาง  เขาจบด้วยประโยคที่ว่า “จากนั้นผมก็ออกเดินสู่ค่ำคืนหนาวเหน็บแห่งฤดูหนาวที่อบอุ่นด้วยความรักจากพวกเขา”
    “ชีวิตผมรอดได้ด้วยสตาร์บั๊ค” กำลังจะถูกฮอลลีวูดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แสดงนำโดยทอม แฮ้งส์


    ที่ผมเล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกท่านสองข้อ ก็คือว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน คนรวยก็กลับมาจนได้ และคนจนก็อาจจะร่ำรวยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราอยากเป็นนักเขียน ไม่ต้องกลัวสิ่งเหล่านี้ กระโจนเข้าไปเลย เขียนให้ดีที่สุด ไม่นานชื่อเสียง เกียรติยศก็จะเดินเข้ามาหาเรา
    และสอง ทุกประสบการณ์ของเราสามารถนำมาเขียนได้ทั้งสิ้น ไมเคิล กิลล์ไม่ได้โด่งดังและมีชื่อเสียงจากการเป็นผู้บริหาร ไม่ได้ร่ำรวยมาจากการทำงานสตาบั๊ค แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่เขาได้มาในภายหลังนั้นเกิดมาจากการเขียน


    ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่ให้เกียรติรับฟังผมตั้งแต่ต้นจบจบ ผมขออวยพรให้ท่านจงมีสุขภาพแข็งแรง ถ้าคิดจะเป็นนักเขียนก็จงให้ประสบความสำเร็จกันถ้วนหน้า
    ขอบคุณครับ

    พูดที่  ห้องประชุมธนาคารกรุงไทย  สำนักงานใหญ่
     จัดโดยชมรม KTB Read & Learn ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
     วันเสาร์ที่ ๒๖  กันยายน ๒๕๕๒
         

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design