สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

  • "อุทิศ เหมะมูล" ศิลปินซีไรท์ ปี52 //นสพ. ไทยโพสต์
    โพสต์โดย : midorikwa
    2009-08-23 10:42:53

    คอลัมน์ สาระน่ารู้  23 สิงหาคม 2552

     "สุดท้ายเวลาสองปีนั้น ทำให้ผมรู้ซึ้งว่า มันเป็นโมงยามแห่งความรัก เป็นการงานแห่งความผูกพัน ผมข้ามผ่านความแคลงใจในตนเองต่อความ "อยาก" จะเป็นนักเขียน สู่ความเป็นนักเขียนเต็มคน..."

         ข้อความข้างต้นนี้ เป็นความในใจจากนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรท์) คนล่าสุด "อุทิศ เหมะมูล" หนุ่มวัย 34 ถ่ายทอดไว้ในหนังสือ "ลับแล, แก่งคอย" งานประพันธ์ชิ้นเอกอันเกิดจากแรงฮึด ซึ่งผันแปรจากนักศิลปะจัดวางเพื่อมุ่งเอาดีด้านงานเขียนอย่างจริงจัง แต่ยังคงความเป็นอาร์ติสต์ไว้อย่างครบถ้วน

         ในวันพบนักเขียนซีไรท์ "อุทิศ" บอกว่า ในผลงาน "ลับแล, แก่งคอย" เขาได้ใช้ "ศาสตร์ประสบการณ์" ในวัยเด็ก เก็บนำสิ่งรอบตัวมาเล่าให้ผู้อ่านฟังอย่างพอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน

         แต่กว่าจะเป็น "นักเขียน" นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีจุดพลิกผันในชีวิตมากมาย ซึ่ง "นักเขียน" ไม่ใช่อาชีพที่ใฝ่ฝันในวัยเด็ก ความฝันจริงๆ คือการเป็นนักศิลปะ ที่ต้องแอบพ่อเรียนเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย โดยไปสอบเข้าที่เทคนิคโคราช จากนั้นก็เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร เป็นเวลา 5 ปีครึ่ง จนจบได้เป็นศิษย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

         แม้จะมีความคิดสร้างสรรค์งานศิลปะสุดบรรเจิด แต่เงินในกระเป๋าไม่สมดุลกับจินตนาการที่มากล้น ผนวกกับเกิดผลกระทบรุนแรงเมื่อครั้งที่พ่อเสียชีวิต ทั้งสองสิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มหันมาเขียนหนังสือ ขณะที่ใจก็ยังรักที่จะทำงานด้านศิลปะ จึงหาหนทางที่จะทำงานศิลปะที่ลงทุนน้อย แต่มีรายได้ดีไปด้วย สุดท้ายลงเอยด้วยการเขียนหนังสือ

         "นึกย้อนไปในช่วงอายุ 15 ปี จำได้ว่าเริ่มเขียนบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ มีแค่ความคิดของตัวเองกับปากกา  ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะดีๆ ได้เหมือนกันคิดได้ผมก็เริ่มลงมือเขียนเรื่อง "เลือน...จุดจบของนางอันเป็นอื่น" คือผลงานวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ผมเขียนขึ้น และได้ตีพิมพ์ลงในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ได้ค่าเรื่องมา 1,500 บาท พอมือสัมผัสเงินในใจคิดทันทีว่าการเขียนนี่แหละใช่แล้ว! ทำแล้วมีความสุขเหมือนได้ทำงานศิลปะ เป็นการหาเลี้ยงชีพด้วยศิลปะตามที่วางแผนชีวิตไว้"

         ส่วนจุดเริ่มต้นของงานรางวัลซีไรท์ "ลับแล, แก่งคอย" มาจากเหตุที่นวนิยายเรื่อง "กระจกเงา/เงากระจก" พลาดรางวัลซีไรท์จากการส่งประกวดครั้งก่อน เพราะคณะกรรมการไม่เห็น "อะไร" ตามที่คาดหวังไว้ จุดนี้จึงเกิดเป็นแรงฮึดที่ไม่อยากให้ชีวิตนักเขียนถูกทำลาย โดยในระหว่างที่เขียนเรื่องกระจกเงาฯ ก็มีความคิดที่อยากจะเขียนเรื่องเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เรื่องบ้านเกิด เรื่องความรักของพ่อ ฯลฯ ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ และสานต่อเป็นความรู้สึกจริงๆ ที่อยากเขียนและต้องลงมือเขียนในทันที เพราะถ้าไม่เขียนตอนนี้ไปเขียนตอนอายุมากกว่านี้ อารมณ์คงจะไม่ได้และไม่ใช่ จนตกผลึกที่ "ลับแล" เด็กชายผู้เล่าเรื่องราวผ่านความมุทะลุดุดัน ทะลึ่ง ก้าวร้าว

         "เสน่ห์ของลับแล, แก่งคอย อยู่ตรงที่รายละเอียดเขียนมาจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่ยึดเอาตัวเองเป็นหลักช่วงที่อาศัยอยู่แก่งคอย สระบุรี และใช้ศิลปะหลายแขนง ตั้งแต่การดูหนัง ศิลปะจัดวาง หรือแม้แต่หยิบยืมลักษณะของน้ำเสียงและการเขียนหลากรูปแบบจากวรรณกรรมแปล งานจุดประกายวรรณกรรม ฯลฯ มาปรุงแต่งให้เป็นแนวของตัวเองจนกลายเป็นงานเขียนที่คิดว่า ได้เขียนในสิ่งที่อยากเล่าอย่างพอใจที่สุดในชีวิต ณ ขณะนี้ โดยใช้เวลาเขียนทุกวันอยู่ปีกว่าๆ รวมแก้ไขอย่างสมบูรณ์ ลับแล, แก่งคอยก็กินเวลา 2 ปี พอดิบพอดี"

         ได้รางวัลซีไรท์แล้วชีวิตต่อจากนี้จะทำอะไรต่อไป อุทิศบอกว่า หลังจากลุ้นว่าคณะกรรมการจะ "เห็น" เราไหม สุดท้ายก็ "เห็น" ทำให้มีพลังใจในการเขียนงานดีๆ ต่อไป ซึ่งขณะที่ลุ้นเรื่อง "ลับแล, แก่งคอย" อยู่ ก็เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องใหม่บ้างแล้ว แต่บอกไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แนวไหน อยากให้ติดตามงานหลังจากเสร็จ โดยจะเขียนให้ประณีตกับทุกคำๆ ทุกๆ ประโยค เท่าที่วุฒิภาวะของตัวเองจะทำได้ ให้เหมือนกับเรื่องลับแล, แก่งคอย ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

         "วันเวลาสำหรับผมในตอนนี้ เป็นเวลาที่มีความสุขท่วมท้นอย่างมีความสุข และยินดีที่จะรับสิ่งเหล่านี้อย่างไม่เคอะเขิน ขอรับไว้ทั้งหมดเพราะรู้ว่ามันก็จะผ่านพ้นไป ปีหน้าก็จะมีซีไรท์คนใหม่ แต่ผมก็จะมีความสุขต่อไปบนถนนสายวรรณกรรม" อุทิศกล่าวด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

         ลับแล, แก่งคอย เป็นนวนิยายที่บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ลงรากลึกได้ทั้งภาพและรายละเอียดยิบย่อย โดยผู้เขียนได้สร้างสรรค์บทบาทของตัวละครให้มีชีวิตและมีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้อ่านเชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวละครถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง

         "ลับแล" ลูกชายที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราด อาละวาดจนผิดสำแดง แม่กับสามีใหม่ทนต่อการเอาแต่ใจไม่ไหว จนต้องส่งตัวลูกชายไปอยู่กับท่านเจ้าอาวาส ด้วยความตึงเครียดและเดียวดาย "ลับแล" จึงค่อยๆ กลั่นกรองเรื่องราวลำดับชีวิต ปริศนาของ "แก่งคอย" ผู้เป็นพี่ชาย อุบัติเหตุแห่งเคราะห์กรรมต่างๆ นานา ท่ามกลางเรื่องราว ตำนาน และความเชื่อที่ยังเป็นรากหยั่งลึกในจิตใจของชาวบ้าน

         นวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย มีความน่าสนใจตั้งแต่บทนำ ตลอดถึงโครงเรื่องที่แบ่งออกเป็น 5 ภาค คือ กำเนิดจากเรื่องเล่า, ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง, ในป่าหิมพานต์, ฌาปนกิจความจริง และเถ้าอังคารของความลวง โดยในแต่ละภาคนำด้วยบางห้วงตอนจากวรรณกรรมเอกร่วมสมัยของโลกมาสอดแทรกไว้อย่างสอดคล้อง.  

    ///////////////////////////
    ที่มา
    http://www.thaipost.net/tabloid/230809/9656

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design