สมาชิกล็อกอินที่นี่
เสาร์ 18 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน

  • บทสนทนาสุดท้ายของ แคน สังคีตโดย : ขจรฤทธิ์ รักษา
    โพสต์โดย : mataree
    2009-07-27 16:58:54

    (1)
    วันที่ 1 มิถุนายน ผมไปเยี่ยมพี่แคนตอนทุ่มตรง เมื่อถึงหน้าคอนโด กำลังจะเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยเพื่อหาที่จอด เหลือบไปเห็นเขากับน้องชายกำลังยืนโบกรถแท็กซี่ ผมลดกระจกลงตะโกนถามว่าจะไปไหน น้องชายของเขาบอกว่าจะไปหาหมอที่คลินิกซึ่งอยู่บริเวณสี่แยก ผมรู้จักคลินิกแห่งนี้ ตอนที่เขาแข็งแรง ผมเคยเดินเป็นเพื่อนไปฉีดยาแก้โรคเกาต์อยู่สองสามครั้ง อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขา เลยไปราวห้าร้อยเมตร แต่ที่ต้องเรียกรถแท็กซี่เพราะเขาไม่มีแรงพอที่จะเดินไปถึง

    ผมเอารถไปจอดไว้ในซอยข้างๆ แล้วเดินไปหาเขาที่คลินิก ระหว่างรอให้เขาไปนอนให้หมอฉีดยาเพิ่มกลูโคสและให้น้ำเกลืออยู่นั้น ผมก็นั่งคุยกับน้องชายของเขาซึ่งมาทำหน้าที่เป็นพยาบาลจำเป็นกินอยู่หลับนอนกับเขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

    พี่ดำเล่าว่าที่ต้องให้กลูโคส เพราะว่าวันนี้เขาใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันมาก ตอนเช้าพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลไฟฟ้า เพื่อจะให้หมอทำการตรวจมะเร็งในตับให้ หมอจับเอกซเรย์ผลปรากฏว่าปอดปกติ ส่วนตับนั้นบวมมากขึ้น เพราะมีน้ำอยู่เต็ม ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องเจาะเอาน้ำออกมา หลังจากนั้นเขาก็โทรศัพท์เรียกเพื่อนคนหนึ่งออกมาทานข้าวเที่ยงด้วยกัน

    พี่ดำถามผมว่ารู้จักเพื่อนของเขาไหม ตัวสูงใหญ่ เคยทำงานที่โรงไฟฟ้าด้วยกัน ผมตอบว่ารู้จัก รูปร่างสูงใหญ่ เคยทานข้าวด้วยกันครั้งหนึ่งที่ร้านเจ๊ไข่ เขาเป็นคนพูดเสียงดังไม่ค่อยเกรงใจคน
     พี่ดำบอกว่าใช่คนนั้นแหละ

    "เพื่อนของเขามาถึง ก็พาไปร้านอาหารแถวประชาชื่น จอดรถเสียไกล ลงจากรถได้ก็เดินนำหน้าเร่าๆ ไม่เหลียวหลัง ขณะที่พี่มลป่วยจนเดินแทบไม่ไหว เมื่อถึงร้านอาหารเพื่อนหันมาบอกว่าลื้อต้องเอาอย่างอั๊ว อย่าเชื่องช้า เดินให้เร็วๆ แล้วก็ออกกำลังกายเสียบ้าง ดูอย่างอั๊วสิ แล้วเขาก็เบ่งกล้ามให้ดู ก่อนที่จะสั่งให้พนักงานเปิดทีวี เขาจะดูตารางการขึ้นลงของตลาดหุ้น หลังจากนั้นแทบจะไม่หันมาสนใจพี่มลอีกเลย"

    ผมนึกภาพตาม ในขณะที่พี่แคนหอบแล้วหอบอีก เดินสามก้าวต้องหยุด เดินสองก้าวต้องหยุด สังขารสู้ไม่ได้จริงๆ ผมสงสัยว่าพี่แคนจะทำอย่างไร

    "พี่มลเขาก็โกรธสิ" พี่ดำเรียกพี่แคนว่าพี่มล "แต่เขาก็ไม่พูดอะไร เข้าไปในร้านอาหาร นั่งลง มองจานอาหารมีทั้งเนื้อตุ๋น ปลานึ่ง กุ้งเผา เพื่อนของเขาก็กินอย่างสำราญ ไม่มองหน้าพี่มลเลย มองแต่รายการหุ้นในจอทีวี และก็หันมาสอนเป็นระยะ ลื้อต้องเอาอย่างอั้วสิ อย่าทำเป็นคนอ่อนแอ ออกกำลังกายเสียบ้างจะได้แข็งแรง ดูอั๊วสิแก่กว่าลื้ออีก ยังไม่เป็นอะไรเลย"

    พี่ดำว่าพี่แคนโกรธจนพูดไม่ออก กินอาหารที่เพื่อนสั่งมาเลี้ยงได้นิดหน่อยเท่านั้น แล้วก็นั่งหอบจนหน้าซีด หลังจากอิ่มกันแล้วเพื่อนเป็นคนจ่าย แล้วก็แยกจากกัน เพื่อนของเขาขับรถกลับ ส่วนพี่แคนยืนรอรถแท็กซี่กว่าสิบนาที นั่งรถกลับมาที่คอนโดอย่างกะปลกกะเปลี้ย

    พี่ดำบอกว่ามาถึงห้องก็นอนหมดแรง พอรู้ว่าผมจะแวะมาหาเขาก็ชวนพี่ดำไปที่คลินิกเพื่อขอให้หมอฉีดกลูโคสให้กระชุ่มกระชวยขึ้น เขาบอกว่าจะได้คุยกับขจรฤทธิ์นานๆ

    มาถึงคลินิกก็ทะเลาะกับพยาบาลอีก เนื่องจากว่าเข้าไปในห้องน้ำแล้วไม่มีกระดาษทิชชู เขาก็เลยออกมาส่งเสียงโวยวายเสียยกใหญ่
     "เขาโวยวายในเรื่องที่ไม่ควรเลย" พี่ดำบ่น

    ผมมองหน้าของเขาแล้วรู้สึกเห็นใจ พี่ดำคงเป็นทุกข์ใจมากที่มาอยู่ดูแลคนป่วยเจ้าอารมณ์อย่างพี่แคน
     ผมพยายามปลอบใจว่าต้องแผ่เมตตาและทำใจ อย่าไปโต้ตอบด้วยความโกรธกับเขา ให้ถือเป็นการทำบุญให้แก่เขาเป็นครั้งสุดท้าย

     พี่ดำบอกว่าเขาเข้าใจเพราะเคยอยู่กับคนป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมาแล้วสองคน เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่กับฤทธิ์เดชของพี่แคนนั้นทำให้เขาเครียดและเหนื่อยมาก
     

    "เขาชอบออกนอกบ้าน พอตื่นขึ้นมาก็จะวางแผนออกไปโน่นไปนี่ทุกวัน ไปถึงก็เหนื่อยหอบกลับมา อย่างเมื่อวานไปที่มหาวิทยาลัย ผมไปส่ง ไปถึงเขาก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปนั่งที่ชั้นสอง เพื่อนๆ ของเขาอยู่ที่นั่นก็จะมีพวกอาจารย์สาวๆ เข้ามาทัก พูดจาจ๊ะๆ จ๋าๆ ให้เขาสบายใจ บางคนก็มาทัก แหมอาจารย์ไม่เจอหลายวันดูดีขึ้นมาเลย บางคนก็ว่าอาจารย์แฮนซัมขึ้นมาก เขาได้ยินก็อมยิ้มหน้าบาน เป็นการเรียกความกระชุ่มกระชวยกลับมาให้ตัวเอง เขาจึงชอบไปที่นั่นมากกว่าที่อื่น ไปถึงเขาก็สั่งให้ผมนั่งแท็กซี่กลับก่อน เขาจะนั่งอยู่จนกระทั่งอาจารย์พิสันต์เสร็จธุระ แล้วพาเขาไปกินข้าว จากนั้นก็ขับรถกลับมาส่งที่ห้อง"

    พี่ดำเป็นน้องชายคนที่พี่แคนพูดบ่อยว่าอาภัพที่สุด เรียนจบช่างยนต์มา ฝากงานให้ทำกับบริษัทโตโยต้า แล้วก็ลาออกมาทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ พี่แคนบ่นเป็นห่วงน้องชายคนนี้มากที่สุด แต่เมื่อถึงคราวป่วยหนัก น้องคนที่เขาว่าน่าห่วงที่สุดกลับมาอยู่และทำหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวให้เขาทั้งวันทั้งคืน
     "อย่าถือสาผมนะที่ผมมักจะทำหน้าเฉยเมยเมื่อเจอใครต่อใคร" พี่ดำพูด "เพราะผมเครียดนั่นแหละ"

     ผมบอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจเพราะผมเองก็อยู่ใกล้ชิดกับเขามานาน ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกฉุนเขาในบางครั้ง แต่ผมก็พยายามบังคับใจไม่ให้โกรธ พยายามที่จะเข้าใจความเจ็บไข้ได้ป่วยของเขา จนกระทั่งพัฒนามาสู่ความนิ่งเฉยได้กับทุกเรื่องราวที่เขาก่อขึ้น

    เรานั่งรออยู่หน้าห้องตรวจเกือบยี่สิบนาที พี่ดำทำนายว่าเมื่อออกมาจากห้องด้วยอาการสดชื่นขึ้น สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือชวนผมไปกินข้าวที่ร้าน

    ผมบอกว่าถึงชวนก็ไม่ไป หากมีแรงที่จะคุยกับผมจริง เราต้องขึ้นไปคุยกันที่ห้อง เปิดแอร์ให้เย็น และนั่งคุยกันตามที่เขาต้องการ วันนี้ผมไม่มีธุระอะไรกับใครที่ไหน สามารถที่จะนั่งคุยกับเขาได้จนกว่าเขาจะง่วงนอน

    พี่ดำบอกว่าดีแล้ว เขาเองก็ไม่อยากออกไปนั่งที่ไหนอีกแล้ว วันนี้เขาเหนื่อยมาตลอดวัน และก็เล่าเรื่องเพื่อนของพี่แคนต่อ "เขาเป็นเพื่อนที่ประหลาดมาก ไม่ได้สนใจเลยว่าพี่มลป่วย มาถึงก็จ้ำเอาๆ ไม่ถามอาการสักคำว่าอาการป่วยของพี่มลเป็นอย่างไรบ้าง"

    เรานั่งคุยกันถึงเรื่องอื่นๆ อีกพักใหญ่ พยาบาลในชุดขาวคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องตรวจ ถามหาชื่อผม แล้วบอกว่าอาจารย์เชิญเข้าไปในห้อง

     (2)
     ผมรีบลุกขึ้นเดินผ่านคนไข้สี่ห้าคนซึ่งมานั่งรอตรวจอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ตรงดิ่งเข้าไปในห้องตรวจด้านซ้ายมือ พบพี่แคนนอนอยู่บนเตียงคนไข้ตามลำพัง ชันเข่าข้างขวาไว้ ผมจับมือเขาถามว่าต้องการอะไรหรือเปล่า
     เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม "เอากล้องมา มาถ่ายรูปผมไว้สิ"
     ผมบอกว่าไม่ได้เอากล้องมา

     "ไปเอากล้องของผมที่ดำ" เขาทำหน้าไม่สบอารมณ์ "แล้วเข้ามาถ่ายรูปผม" ท่าทางเขาเป็นจริงเป็นจัง ผมเดินออกไปทั้งที่ยังงงๆ ว่าเขาจะให้ผมถ่ายรูปไปเพื่ออะไร แต่เมื่อไปเจอพี่ดำ ถามว่าเอากล้องมาไหม พี่ดำบอกว่าไม่ได้เอามา 
     ผมรีบจ้ำกลับไปรายงานเขาว่าไม่มีกล้อง

    เขาหยุดนิ่งอยู่พักใหญ่ เหมือนพยายามทำใจ เสร็จแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร "ไม่มีก็ไม่ต้องถ่าย" เขาทำเสียงปลง "ผมอยากให้คุณบันทึกภาพผมเอาไว้" เขาอธิบาย
     ผมปล่อยให้เขานอนต่อและถามเขาว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง
     "อ่อนเพลีย วันนี้เดินทั้งวัน ไปหาหมอและไปทานข้าวกับเพื่อน ดำมันเล่าแล้วหรือยัง"

    ผมตอบว่าเล่าแล้ว
     "ตลกมาก มันบอกให้ผมออกกำลังกาย เรี่ยวแรงผมแทบจะไม่มีอยู่แล้ว แต่ก็ดีที่มันเป็นคนเลี้ยง" พี่แคนพูดถึงเพื่อนของเขา
     ผมถามว่ายังต้องนอนต่ออีกนานไหม
     เขาบอกว่าเสร็จแล้ว ลุกกลับบ้านได้เลย
     ผมจึงประคองหลังและดันให้เขาลุกขึ้นนั่ง
     "รู้สึกมึนหัวขอนั่งก่อน" เขาพูด

     ผมยืนรออยู่ข้างเตียงและขยับบันไดอะลูมิเนียมเล็กๆ ที่อยู่ใต้เตียงมาให้เขาก้าวเท้าลง
     "เดี๋ยวเราไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารกัน" เขาพูดเหมือนที่พี่ดำคาดไว้
     

    ผมรีบปฏิเสธ บอกว่าอยากไปนั่งในห้องพักของเขามากกว่า
     เขาพยายามก้าวเท้าซ้ายลงจากเตียง ผมพยุงไว้กันไม่ให้เขาล้ม เมื่อยืนตัวตรงได้ เขาก็ขยับหูกางเกงให้เข้าที่ แล้วจัดชายเสื้อไว้ในกางเกงให้เรียบร้อย ผมสังเกตที่ข้อเท้าด้านซ้ายมีผ้าก็อซสีขาวพันขาไว้ ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าเดินสะดุดนิดหน่อย
     

    เมื่อเราก้าวออกมาจากห้องตรวจ พวกพยาบาลในเคาน์เตอร์ทั้งสามคนหันมามองเป็นตาเดียว เขาเดินช้าๆ ทำเป็นไม่ใส่ใจ มานั่งลงที่เก้าอี้รอตรวจด้านหน้าเคาน์เตอร์ข้างน้องชาย พร้อมกับออกคำสั่งให้น้องชายไปซื้อไก่สับมาห่อหนึ่ง เป็ดอีกห่อ ใส่กล่อง แล้วไปเปิดกินกับไวน์ที่ห้อง เขาบอกว่าจะกลับกับผมก่อน พร้อมกับลุกขึ้นควักเงินออกมาจากกระเป๋าห้าร้อยบาทยื่นให้น้องชาย

     พี่ดำรับไว้ แล้วทำท่าจะเดินออกไปจากคลินิก ผมรีบดึงแขนห้าม เพราะรู้ว่าพี่แคนขึ้นรถกระบะบันไดสูงของผมไม่ได้อีก ผมอยากให้เขาขึ้นแท็กซี่กลับไปพร้อมกับน้องชาย ผมจะซื้อของตามไปเอง

     พี่ดำบอกว่าดีครับ พี่แคนก็เห็นด้วย พี่ดำยื่นเงินให้ ผมบอกไม่ต้อง เก็บไว้เถอะ ผมจะซื้อเป็ดกับไก่ไปเอง
     ผมปล่อยให้เขายืนโบกรถแท็กซี่ รีบเดินข้ามถนนไปที่ร้านขายบะหมี่เป็ด สั่งให้แม่ค้าสับใส่กล่องให้ร้อยบาท และเดินข้ามถนนไปทางสี่แยกตรงไปที่ร้านขายข้าวมันไก่ บอกแม่ค้าวัยกลางคนว่าให้สับไก่ใส่กล่องให้ห้าสิบบาท แม่ค้าถามว่าจะเอาข้าวด้วยไหม ผมบอกว่าไม่เอาครับ แม่ค้าถามว่าจะเอาน้ำจิ้มกี่ถุง ผมบอกว่าถุงเดียวก็พอ แม่ค้าถามว่าจะเอาน้ำซุปด้วยไหม ผมบอกว่าไม่เอา ยืนรออยู่ไม่ถึงสามนาที แม่ค้าก็ยื่นไก่ใส่กล่องให้ ผมรับไว้แล้วเดินข้ามถนนกลับมา ผ่านหน้าคลินิก แล้วเดินเลี้ยวขวาเข้าไปเอารถในซอย พร้อมกับคิดว่าเมื่อถึงวันที่เราป่วยและอายุขนาดนี้ เราจะเป็นเหมือนเขาหรือเปล่า แต่ใจหนึ่งก็พยายามเถียงว่า เราไม่มีทางจะทำอย่างนั้น เราต้องหมั่นตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรที่ทำได้และอะไรที่ทำไมได้ เราต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจที่สุด แต่อีกใจก็เถียงต่อว่า ไม่แน่ เมื่อป่วยจนประสาทกลับอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ผมไขประตูเปิดเข้าไปนั่งในรถ และขับย้อนกลับออกไปที่คอนโดของพี่แคน

     (3)
     ทันทีที่เข้าไป ผมก็สังเกตเห็นว่าห้องได้รับการทำความสะอาดอย่างดีเยี่ยม มีกลิ่นหอมจากสเปรย์ปรับอากาศพ่นออกมาจากช่องแอร์ พร้อมกับความเย็นโชยมาสม่ำเสมอ มีเก้าอี้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกสี่ตัว ที่นอนปูผ้าใหม่เอี่ยม มีผ้านวมสีเหลืองผืนใหม่กองอยู่กลางเตียง เครื่องคาราโอเกะยังตั้งอยู่บนจอทีวีพร้อมกับลำโพงคู่หนึ่ง จานชามได้รับการเก็บล้างทำความสะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นถูกขจัดออกไปจนหมด ในห้องปราศจากกลิ่นเหม็นบูดใดๆ อีก

    พี่แคนนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน เขากวักมือเรียกผมให้เข้าไปนั่งใกล้ๆ ระหว่างเรามีโต๊ะพับเล็กๆ ซึ่งถูกกางออกชั่วคราวสำหรับมื้อนี้ มีไวน์แดงเปิดแล้วขวดหนึ่ง แก้วสองใบ เขารินใส่แก้วตัวเองเกือบครึ่ง และบอกให้ผมรินดื่มตามสบาย

    ผมยื่นถุงกับข้าวให้พี่ดำช่วยใส่จานมาวางไว้ให้ และก็นั่งลงก่อนที่จะรินไวน์ใส่แก้วตัวเองประมาณข้อนิ้ว ดื่มพอเป็นพิธี
     เขาพูดว่านานแล้วที่ไม่ได้นั่งคุยกัน
     ผมตอบว่าครับ
     "วันนี้ตอนกลางวัน ผมนัดคุณไว้ใช่ไหม"

     ผมตอบว่านัดไว้ แต่เขาไม่ได้เปิดเครื่องมือถือ ผมจึงไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน จนกระทั่งตกเย็นผมจึงเสี่ยงโทรกลับมาที่ห้อง จึงรู้ว่าเขาเพิ่งไปหาหมอมา
     เขาบอกว่า ตับโตขึ้น แต่ปอดแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาอะไร
     ผมดูนาฬิกา สองทุ่มกับสิบนาที ผมว่าไม่ควรจะรบกวนเวลานอนของเขา จึงออกตัวว่าผมจะอยู่ไม่นานนัก เพื่อจะให้เขาได้พักผ่อน

    เขากลับบอกว่า อยากนอนดึก เพราะจะได้นอนหลับยาวไปถึงเช้า เพราะถ้าเริ่มนอนตั้งแต่หกโมงเย็น เขาจะตื่นขึ้นมาตอนตีสอง และนอนดูเข็มนาฬิกากระดิกไปอย่างช้าๆ น่ารำคาญ
     เขาเคยเล่าให้ฟังว่า เคยตื่นขึ้นมาตอนตีสามและลงไปข้างล่าง เพื่อจะหาซื้อปาท่องโก๋กินสักคู่หนึ่ง แต่ยามหนุ่มที่เฝ้าประตูบอกว่าให้กลับขึ้นไปนอนก่อน หกโมงเช้าค่อยกลับลงมาใหม่ เขาว่า พอตื่นขึ้นมาก็นอนไม่หลับอีก เขาจึงอยากให้ผมอยู่คุยนานๆ หน่อย
     ผมตอบว่าครับ

     เขาบอกว่าเขาอยากไปเยี่ยมต่วย "ผมคิดถึงเขาจริงๆ คุณช่วยนัดเขาให้ผมหน่อย นัดแล้วก็ไปกันเลย อย่ารอช้า เพราะผมจะได้ไปให้หมอฉีดกลูโคสจะได้มีแรงนั่งรถไปเยี่ยมเขา
     ผมบอกว่า ผมจะลองติดต่อคุณดล ลูกชายของลุงต่วยดู
     เขาบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ควรจะรีบจัดการทันที
     "ผมอยากเจอเขา อยากคุยกับเขา ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง" พี่แคนพูดช้าๆ เหมือนรำพึง

    ผมรายงานข่าวล่าสุดที่ได้มาจากลูกชายของลุงต่วยให้ทราบว่า ตอนนี้เพิ่งได้ยามาจากโปรเฟสเซอร์ชาวอเมริกันเม็ดละสามหมื่น ต้องกินติดต่อกันสิบแปดเม็ด กินไปแล้วสามเม็ด ปรากฏว่า มะเร็งที่เกาะอยู่เริ่มเหี่ยวเฉาไปทีละน้อยและเริ่มหลุดออกจากขั้ว ทำให้ลุงต่วยแข็งแรงขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์
     "เป็นโชคดีของต่วยที่มีลูกดี" พี่แคนพูด
     ผมว่าเม็ดละสามหมื่น นั่นแพงอยู่เหมือนกัน
     "ต่วยทำงานหนักมาตลอดชีวิต ให้เขาเถอะ" พี่แคนพูด "ป่วยแล้วมันทรมาน"
     ผมถามว่า ตอนไปฉีดกลูโคส ให้น้ำเกลือ ทำไมหมอจึงไม่คิดเงิน
     "คงเพราะความกตัญญู" พี่แคนตอบ "เดือนที่ผ่านมาผมไปเกือบทุกวัน ไปเติมน้ำเกลือบ้าง เติมวิตามินบ้าง หมอไม่เคยเอาเงินสักครั้ง"

    กตัญญูเรื่องอะไร ผมถาม
     "ผมเอาหนังสือไปให้เขาบ่อยๆ และเขาก็รู้ว่าผมเป็นนักเขียน เขาคงคิดว่านักเขียนนั้นยากจนแต่ยิ่งใหญ่ เมื่อถึงคราวผมเจ็บป่วย แค่ให้วิตามินนิดๆ หน่อย เขาก็เลยไม่คิดสตางค์"
     ทำไมจึงมีปัญหาเรื่องส้วมกับพวกนางพยาบาล ผมได้ยินเขาพูดถึงพี่กันอยู่
     "อ้อไม่มีอะไรมาก" พี่แคนหยุดคิดนิดหนึ่ง หยิบไก่ชิ้นเล็กใส่ปากเคี้ยว ก่อนจะจิบไวน์ "พอผมเข้าไป พยาบาลคนหนึ่ง ต่อว่าหาว่าผมเข้าไปขี้แล้วไม่ราด ผมก็ยัวะสิ เพราะคราวที่แล้วน้ำมันไม่ไหล วันนี้ผมก็ขอเข้าห้องน้ำอีก พอเสร็จธุระ ผมก็เลยเหลียวดูกระดาษชำระ แต่เมื่อไม่มี ผมก็ออกมาโวย ว่าอะไรกัน แค่กระดาษชำระยังไม่มีให้ มันจะขาดทุนอะไรกันนักหนากันกับการเอากระดาษไปใส่ไว้ในห้องน้ำ ผมด่าเสียงดังจนได้ยินกันทั่ว สาเหตุก็ไม่มีอะไร มันทำให้ผมยัวะ ผมก็เลยเอาคืน แค่นั้นเอง"

    ทำไมพี่จึงเป็นคนขี้โมโห ป่วยถึงขนาดนี้น่าจะลดความโกรธลงได้บ้าง ผมออมเสียง พูดอย่างเกรงใจ
     "อย่าใช้คำว่าขี้โมโห มันไม่เพราะ ผมไม่ชอบคำนี้" เขาหยุดคิด "ผมไม่ใช่คนโมโหง่าย ขอใช้คำว่า ผมเป็นคนเอาแต่ใจก็แล้วกัน"
     ผมได้ข่าวว่าหมอพยายามให้พี่อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อจะได้รู้สึกปลงและให้อภัยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทำไมพี่จึงปฏิเสธไม่ยอมอ่าน
     "ผมไม่ชอบอ่านหนังสือธรรมะ ผมไม่คิดเรื่องปลง ผมไม่ชอบศาสนาพุทธ"
     ทำไม
     "เรื่องมันยาว แต่ที่สำคัญหนังสือพวกนั้นอ่านแล้วทำให้ท้อแท้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ พวกฝรั่งมักจะซ่อนคัมภีร์ไว้บนหัวนอนของคนใกล้ตาย แต่ผมคิดว่าผมไม่ใช่คนใกล้ตาย เมื่อหมอสั่งให้ผมอ่าน ผมก็ครับๆ แต่ผมไม่มีวันอ่าน"
     ได้ข่าวว่าภรรยาของพี่ยื่นเงื่อนไขว่าพี่ควรจะไปอยู่ที่อเมริกา ภรรยากับลูกจะได้ผลัดกันดูแล

     "ผมคิดว่าจะไปอยู่เหมือนกัน เพราะเมียผมถามว่าคุณไม่คิดจะเสียสละบ้างหรือ บ้านที่ชิคาโกของผมไปไม่ยาก ลงจากสนามบินก็ขึ้นแท็กซี่บอกเขาว่าไปบ้านเลขที่ 3044 เวส จากทะเลสาบมิชิแกนไปทางตะวันตก ที่อเมริกาเขาให้มีบ้านเลขที่ 100 เลขเท่ากับ 1 บล็อก บ้านผมห่างจากทะเลสาบสามสิบบล็อก คุณไปกับผมไม่มีวันหลง ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของคุณที่จะได้ไปอเมริกากับผม คุณควรรีบตัดสินใจและจัดการขอวีซ่าเสียเร็วๆ ผมคิดว่าผมคงไม่ไปอยู่ แค่ไปเที่ยวสักพักแล้วผมจะกลับมาอยู่เมืองไทย"

     เขาหยุดจิบไวน์และจ้องหน้าผม "วันนี้ผมไปทำอัลตราซาวน์ ตับผมมีมะเร็งเท่าเดิม เอกซเรย์แล้วเจอน้ำในตับมาก ซึ่งเป็นธรรมดาพอตับโตขึ้น น้ำก็จะมากขึ้นด้วย" เขาชี้ไปที่จานเนื้อย่างบนโต๊ะ "คุณลองกินดู เป็นฝีมือของณรงค์ฤทธิ์น้องชายผม เขาเอามาให้ผมกินแกล้มไวน์" เขาหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้ผม "คุณว่างเมื่อไร ผมอยากจะเชิญคุณเป็นแขกไปเที่ยวสุราษฎร์ฯ ด้วยกัน เป้าหมายของการเดินทางคือการกินปูม้าและกินกุ้ง ผมจะเป็นคนนำเที่ยวสุราษฎร์ฯ ตื่นขึ้นมาไปเดินตลาดเช้า ดูหอยจุบแจง ผักกูด และผักสด เราช่วยกันซื้อไปให้น้องสาวผมทำอาหารให้กิน นอกจากนี้ยังมีปลาโคบเอาไปทอดกระเทียมพริกไทย กินแล้วอร่อยหรือไม่อร่อยจงอย่าบ่น เพราะว่ามื้อต่อไปเขาจะได้ทำให้กินอีก ไปอยู่ที่นั่นกันสักอาทิตย์ ผมจะชวนคุณไปเที่ยวพุมเรียง มีไฮไลท์สองข้อ คือหอยชักตีน ซึ่งหวานอร่อยเป็นพิเศษ สอง หอยขาว ซึ่งมีอยู่ที่หาดพุมเรียงที่เดียว ถ้ามีเวลาเราไปเที่ยว อ.พระแสง ด้วยกัน หรือคุณอยากจะซื้อไข่เค็ม ผมก็จะพาคุณไปเที่ยว อ.ไชยา คุณไม่ต้องกังวลเรื่องอาการป่วยของผม เพราะโรงแรมที่เราจะไปพักนั้นอยู่หน้าโรงพยาบาล" เขาทำท่าสนุกสนานกับการเดินทาง และวาดแผนการอย่างออกรส

     ผมพยายามนึกภาพตาม แต่ไม่เห็นอะไรอื่น นอกจากผมต้องช่วยพยุงสังขารที่ไม่เอื้อให้สำหรับการเดินทางไกลของเขาให้รอดปลอดภัยจากการหกล้มครั้งแล้วครั้งเล่า
     

    (4)
     งานเขียนที่ค้างอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้เคยเปิดดูบ้างไหมว่ายังอยู่หรือเปล่า ผมเปลี่ยนเรื่องคุย
     "คอมพิวเตอร์ผมยังอยู่ปกติ เพียงแต่ผมไม่เคยเปิดดู และคิดว่าข้อมูลทั้งหลายยังไม่หายไปไหน รวมทั้งรูปภาพที่ผมได้ไปถ่ายไว้เพื่อประกอบข้อมูลในการเขียนเรื่องพระเจ้าตาก ผมคิดว่ารอยเขาคงจะรู้ดีว่าเปิดอย่างไร และเอาไปใช้ยังไง ตอนนี้หนังสือดีๆ หลายเล่มของผมอยู่ที่มหาวิทยาลัย ผมยังไม่มีแรงขนกลับมา แต่ผมคิดว่า สักวันหนึ่งจะจ้างภารโรงให้จัดการรวบรวมเก็บเข้ากล่องแล้วขนขึ้นรถมาเก็บไว้ที่นี่ ถึงตอนนั้นอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคุณด้วย แต่นั่นไม่สำคัญเท่าไร สิ่งที่ผมคิดตอนนี้ก็คือเรื่องประกันสุขภาพของผม กับการเสียภาษีต่างๆ ทางมหาวิทยาลัยต้องจัดการเคลียร์ให้ผม ก่อนที่ผมจะย้ายของออกมา"

    ถึงเวลานี้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับอาชีพนักเขียนอย่างไรบ้าง
    "ผมคิดว่านักเขียนทั้งหลายควรจะทำงานให้ได้สักครึ่งหนึ่งของผม ซึ่งผมมีหลักอยู่สามข้อคือ 1.ต้องทำงานได้หลายอย่าง หากมีคนเสนอหรือต้องการให้ทำ 2.อย่าเกี่ยงเรื่องการทำงานมากเกินไป เพราะไม่มีใครตายเพราะทำงานมากเกิน หลวงวิจิตรเคยพูดว่าไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก แต่ตัวท่านเองเสียชีวิตเพราะทำงานหนักเมื่ออายุ 55 เวลาเที่ยงคืน เสียชีวิตคาโต๊ะเขียนหนังสือ อันนี้ผมพูดได้ เพราะผมเขียนประวัติชีวิตของท่านออกมาเป็นเล่มเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว หลวงวิจิตรเป็นคนทำงานหนักมาก เสาร์-อาทิตย์ท่านหิ้วพิมพ์ดีดไปทำงานที่บางแสนเพื่อกันไม่ให้เพื่อนฝูงรบกวน ซึ่งบ้านของท่านตอนนี้ก็ยังอยู่ แต่เขาทำเป็นโรงเชือดไก่ ทางโรงงานได้จ้างชาวมุสลิมมาเป็นคนเชือด ถามว่าเพราะอะไรจึงต้องจ้างให้ชาวมุสลิมเป็นคนเชือด คำตอบก็คือคนที่นับถือศาสนาอิสลามจะไม่ยอมกินหากไก่ไม่ได้ถูกเชือดโดยผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ส่วนข้อ 3 นักเขียนจงทำงานตอนเช้า เพื่อจะได้สงวนเวลาตอนเย็นไว้สำหรับเมาเหล้า"

    พี่คิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองได้ไหม
     "ผมจะหงุดหงิดใส่คนที่มีฐานะทางสังคมต่ำกว่า เช่น กระเป๋ารถเมล์หรือบ๋อย แต่ผมจะไม่ชวนทะเลาะกับคนที่เหนือกว่าผม"
     เพราะอะไร
     "เพราะไม่มีประโยชน์ที่ผมจะไปทะเลาะกับเจ้านาย หรือทะเลาะกับนายกรัฐมนตรี ถึงอย่างไรผมก็สู้เขาไม่ได้"
     ทำไมไม่คิดปลงหรือให้อภัยคนอื่นๆ บ้าง
     "ผมเป็นคนที่ไม่รับศาสนาพุทธในส่วนที่เรียกว่าปลง เพราะผมเกิดวันพุธ ผมถูกตาซึ่งบวชเป็นพระตั้งชื่อให้ว่า พิมล ตาต้องการให้ผมเป็นพระ ผมถือว่านี่คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ ผมไม่ชอบชื่อนี้"
     ใครตัดสินว่าผิดพลาด
     "ผมนี่ไงเพราะผมเป็นเจ้าของชื่อ พิมลเป็นชื่อที่กระเดียดไปทางผู้หญิง ผมหนีชื่อนี้ไม่พ้น วิมลยังมีผู้ชายนำมาใช้บ้าง ดร.สมควรเพื่อนผมพยายามเปลี่ยนให้เป็นพิมาลา แต่ผมก็ยังไม่ชอบ การตั้งชื่อคนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเราหากเกลียดชื่อกันแล้วก็สามารถฆ่ากันได้ การที่คุณตาตั้งให้ผมชื่อพิมลจึงทำให้ผมเป็นอริกับศาสนาพุทธ แม้ต่อมาเมื่อผมอายุ 55 ปี ผมจะเคยบวชถวายในหลวงมาแล้วครั้งหนึ่ง"

     ทำไมต้องต่อต้านขนาดนั้น
     "เป็นการแอนตี้ที่อธิบายยาก ผมคิดว่าผมเป็นคนไม่เอาไหนเกี่ยวกับศาสนาพุทธ เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวไม่ชอบ พออ่านงานเขียนของอาจารย์สุชีพ ผมก็ชอบพุทธขึ้นมา พอฟังท่านปัญญาเทศน์ผมก็ชอบอีก พออ่านหนังสือของหลวงปู่ดุล ของท่านพุทธทาสผมก็ชอบมาก ยิ่งมาฟังท่านอาจารย์พยอมเทศน์ก็ชอบอีก เอาแน่ไม่ได้ ผมมีพี่น้องหกคน ตอนที่พ่อตาย พวกเราพี่น้องเป็นลูกกำพร้าทันที ตาผมบวชเป็นพระ มีตำแหน่งถึงรองเจ้าอาวาส แต่คุณเชื่อไหม ตาไม่เคยเหลียวแลหรือไยดีพวกผม เอาน้องผมไปเลี้ยงก็ให้ออกจากโรงเรียนหมด เพื่อจะให้มาเป็นคนรับใช้ พวกผมอยู่กันอย่างอดๆ อยากๆ ดำนี่เขารู้ดี เขาถูกนำไปกดหัวใช้ที่บ้านของตา ไม่ให้เรียนหนังสือ และตาก็รวมอยู่ในการกดหัวหลานๆ ด้วย

    ตาเป็นคนดีที่ผู้คนเคารพ แต่กับพวกเราตาไม่เคยแสดงออกมาอย่างชัดเจน ตาเกลียดพี่ชายของณรงฤทธิ์ จนกระทั่งเขาเกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนสมอง ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ผมสงสารณรงค์ฤทธิ์มากจึงไปชวนณรงค์ฤทธิ์ให้ไปอยู่กับครูคนหนึ่งซึ่งมีลูกอยู่แล้วถึง 13 คน ครูคนนั้นชื่อป้ามุ้ง แกเลี้ยงณรงฤทธิ์จนได้ดีมีงานทำ ตอนที่ผมทำงานแล้ว ผมไปเยี่ยมน้องคือดำกับสุขที่เกาะสมุย ผมนัดสุขหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่มีใครหยิบยื่นเงินให้สักบาท ผมพาสุขไปซ่อนไว้คืนหนึ่ง คืนที่สองจึงหนีออกจากเกาะ ขึ้นเรือพาย คนพายเรือจ้างเขาไม่ยอมเอาเงิน เราหนีกันมาอยู่ที่สุราษฎร์ฯ สุขมาเรียนอาชีวะ เพื่อให้ทันเพื่อนรุ่นเดียวกัน เมื่อจบออกมาก็ได้เป็นครู

    ผมกลับไปเอาดำมาเรียนที่โรงเรียนตั้งตรงจิตรพณิชยการ และก็ไปต่อที่เทคนิคกรุงเทพ เมื่อเรียนจบผมก็พาไปฝากเพื่อนซึ่งเป็นผู้จัดการที่บริษัทโตโยต้า เขารับดำไว้ทำงาน ผมก็โล่งอก จนไม่นานดำก็ลาออกเสีย ซึ่งเป็นเหตุที่ผมไม่เข้าใจมาตั้งแต่บัดนี้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ใคร่จะชอบศาสนาพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเกี่ยวกับหรือเปล่า แต่ตอนที่ผมบวชถวายในหลวงนั้นใจผมคิดว่าอยากเป็นพระธุดงค์ เพราะเป็นพระธุดงค์ทำให้ได้เที่ยวด้วย"
     

    ทำไมจึงชอบท่องเที่ยว เพราะดูจากประวัตินั้นพี่ไปมาเกือบรอบโลกแล้ว
     "สำหรับผมการเที่ยวคือการทำงาน ตอนผมเป็นครู เริ่มต้นสอนครั้งแรกที่ยะลา ไปเบตง ไปนครสวรรค์ และไปอยู่ที่โรงเรียนปากน้ำสมุทรปราการ ย้ายไปทั้งหมด 16 โรงเรียน ไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ บางแห่งย้ายจากโรงเรียนที่มีเงินเดือนสูงกว่าไปสู่โรงเรียนที่เงินเดือนต่ำกว่า ทั้งนี้ก็ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น ผมทำก็เพื่อจะได้ไปเที่ยวด้วย และในที่สุดผมก็ลาออกจากงานเพื่อที่จะท่องเที่ยวอย่างเดียว ตอนเป็นครูนั้นผมสอนเก่ง เด็กจะฮากันตั้งแต่ชั่วโมงแรก ผมมีนิทานเล่าให้เด็กฟังไม่มีวันหมด ผมคิดว่าถ้าการเรียนเริ่มด้วยความสนุกเสียแล้ว เด็กก็จะไม่เบื่อ เมื่อเราสอนอะไรไปเด็กก็จะเต็มใจรับไว้

     การท่องเที่ยวดีอย่างไร
     "ถ้าใครคิดว่าไม่ดีก็จงอย่าเที่ยว การเที่ยวของผมเป็นการเที่ยวอย่างบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ผมเที่ยวเพื่อความมันในอารมณ์ ซึ่งคิดว่าอันนี้คือข้อเสีย"
     พี่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพุทธ แล้วมุสลิมละ ดูเหมือนพี่จะรู้อยู่พอสมควร
     "ผมรู้เรื่องศาสนามาจากงานวรรณกรรม เพราะผมศึกษาทั้งงานรุไบยาทและงานเขียนของนากิบ มาห์ฟูซ แต่ผมยอมรับว่าไม่รู้เรื่องศาสนาอิสลามเลย"
     ป่วยหนักขนาดนี้ยังคิดถึงสาวๆ บ้างหรือไม่
     "ผมคิดถึงสาวในแง่กวี แต่ไม่คิดถึงในแง่กามารมณ์"
     กลางคืนนอนฝันร้ายบ้างหรือเปล่า
     "ฝันดี ไม่ฝันร้าย ผมติดพราหมณ์มาเยอะ ผมมักคิดถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งน่าจะมาจากเรื่องกามนิต ผมจึงเป็นคนโรแมนติก"

     คิดถึงความหลังบ้างไหม
     "ผมจำความหลังได้แม่นมาก จนรู้สึกว่าแม่นเกินไปด้วยซ้ำ สองสามวันนี้จำเรื่องดอกไม้ชนิดที่จำได้ตั้งแต่ก้านถึงกลีบดอก จำได้ถึงเกษร มานึกขึ้นได้ว่าเราเคยยิ่งใหญ่ในการบรรยาย เช่น บรรยายถึงแสง สี เสียง ผมคิดว่าไม่มีใครสู้ได้ ในเรื่องเสียงนั้นยกตัวอย่างได้จากการเขียนเรื่องซิมโฟนี และผมก็เก่งในการบรรยายผู้หญิง แต่อ่อนในการบรรยายเรื่องผู้ชายและการต่อสู้ แต่จะแม่นยำในการบรรยายถึงความรัก ไม่ใช่เรื่องของประสบการณ์ซึ่งเป็นความจริงที่ค่อนข้างหยาบคาย ไม่ซาบซึ้ง สำหรับผมความรักก็เหมือนความฝัน ละเมียดละไม ไม่มีอารมณ์ขันมาแทรกให้เสียอารมณ์ บรรยายปลายจมูกด้านซ้ายที่ถูกฝนหยดใส่สองสามหยด แล้วยกมือเช็ด ผมคิดว่าตัวจริงของผมก็เป็นคนโรแมนติกมาก

     ผมบรรยายผู้หญิงคนแรกปรากฏร่างในชุดสีเหลืองกลางคืนแรม ผมยาว ร้องเพลงเพราะ เดินสวยและช้า เธอจะออกมาเต้นรำพร้อมสยายผม หญิงสาวคนนี้อยู่ที่เกาะพะงัน ผมเขียนลงในหนังสือชื่อธาราระทม ซึ่งนำไปทำเป็นละครวิทยุ โดยไพบูลย์ ศุภวารี ผมใช้นามปากกาว่า พลาย อินทรเดช ในเรื่องนี้มีบทโรแมนติกมากเป็นพิเศษ เป็นหนังสือเล่มเดียวของผมที่หาไม่ได้อีกแล้ว"

     เขาลุกเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงเขาฉี่ เสียงกดชักโครก แล้วกลับมานั่งตรงที่เดิม พี่ดำฉีดสเปรย์ปรับอากาศดับกลิ่นอาหารที่เกิดขึ้นในห้องอีกรอบหนึ่ง
     พี่แคนหันไปบอกว่า ดำจะกินข้าวก็กินเสียสิ น้องชายเขาบอกว่ายังไม่หิว พี่แคนจึงนั่งเอนหลังท่าทางเหนื่อยเต็มที ผมจึงขอตัว บอกว่าวันหลังจะมาคุยใหม่

     เขาไม่ฉุดไว้ ได้แต่บอกว่าโชคดีนะ วันนี้คุยกันสนุกดี และเขาก็ลุกขึ้นไปยืนที่เคาน์เตอร์ ถอดฟันปลอมใส่แก้ว และเดินมาที่เตียงนอนด้วยชุดเดิม ก่อนผมออกมาจากห้อง เขาบอกว่าโชคดีนะ อีกครั้งหนึ่ง ผมค่อยๆ งับประตูและออกมาจากห้องพักของเขาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเขาอย่างรุนแรง แถมยังไม่ค่อยสบายใจที่คิดว่า
     เขาคงจะนั่งคุยกับผมได้อีกไม่นานแล้ว 0

    .........................................................


     *******  วันที่ 10 มิถุนายน พี่แคนก็ป่วยหนัก เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลชิณเขตเนิสซิ่งโฮม ภรรยากับลูกทั้งสองบินด่วนจากอเมริกา เพื่อมาอยู่ดูแลปรนนิบัติจนถึงวาระสุดท้าย เขาจากไปเมื่อ 10 กรกฎาคม 2552 อายุรวมได้ 75 ปี

    //////////////////////////////

    เส้นทางชีวิต แคน สังคีต

     

     "แคน สังคีต" หรือ "พิมล แจ่มจรัส" เกิดเมื่อปี ค.ศ.1934 ที่โคนมหาลึงค์ ต.ท่าใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี หลังจบชั้นมัธยมได้ทุนจังหวัดเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง แหม่มเป็นชาวอเมริกันชื่อ มิสคีฟ มาจากซินซินนาติ

    เคยเป็นครูน้อย 8 แห่ง ครูใหญ่ 3 แห่ง ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ปี รวม 11 โรงเรียน จากนั้นก็หวนกลับศึกษาที่ ม.ธรรมศาสตร์อีกครั้ง เข้าเรียนที่วารสารศาสตร์จนจบ ประสบความสำเร็จได้รับทุนเหรียญเรียนดี และเกียรตินิยม และเริ่มชีวิตนักเขียนที่นี่ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ด้วยบทละครวิทยุเรื่องที่โด่งดังคือ ธาราระทม อันเป็นประสบการณ์ทางทะเลที่ได้มาจากเกาะสมุย จากนั้นก็เขียนงานประเภทต่างเรื่องมาทั้งสารคดี ตำราความรู้ และบทกวี โดยเฉพาะบทกวี 3 บท คือ รุไบยาท, ซิมโฟนี และคาราวาน ลงหนังสือมหาวิทยาลัย ได้รับความสำเร็จเกินคาด จากนั้นก็รับหน้าที่บรรณาธิการคนแรกของนิตยสารยูงทอง

    ต่อมาสอบเข้าเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ได้ จึงเปลี่ยนงานไปเป็นนักประชาสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ หลังเรียนจบปริญญาโทลาออกและเดินทางไปเสี่ยงโชคที่อเมริกา โดยทำงานเป็นคนงานคุมเครื่องจักรอยู่กับโรงงานแห่งหนึ่ง และเข้าเรียนปริญญาโททางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสท์เทิร์น อิลลินอยส์ ใช้ชีวิตในอเมริกา 12 ปี จึงกลับมาเมืองไทย และเข้าทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวง

     

    ที่มา

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    Life Style : Read & Write

    วันที่ 20 กรกฎาคม 2552

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090720/60963/บทสนทนาสุดท้ายของ-แคน-สังคีต.html


     

    แคน สังคีต ถ่ายภาพร่วมกับ กฤษณา อโศกสิน และคนวรรณกรรม

    (ซ้าย นันทพร ไวษยสุวรรณ์ กับลูกชายและลูกสาว/ แคน สังคีต/ กฤษณา อโศกสิน /กว่าชื่น /บุ๊กบิ๊ก (ลูกสาว ขจรฤทธิ์ รักษา) วาสนา ชูรัตน์

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design