สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา

  • เยอนิ..เอนิ (หนูนี่แหละ...เอนิ) : แนะนำโดย นงลักษณ์ เหล่าวอ
    โพสต์โดย : mataree
    2009-07-19 10:50:25

    เราหลายคนที่เป็นนักอ่านหรือชอบอ่านหนังสือ  ต่างมีวรรณกรรมเยาวชนและหนังสือสำหรับเด็กในดวงใจ 

    ฉันชอบ  “โต๊ะโตะจัง  เด็กหญิงข้างหน้าต่าง”  เมื่อตอนเรียนมัธยม  และได้รู้จักกับ  “บันทึกจากลูกผู้ชาย”  -เล่มนี้อ่านจากห้องสมุดที่บ้านของครูสอนภาษาไทยตอนเรียนมัธยมปลาย  จนพลอยให้รู้จักกับหนังสืออีกมากมายจากบ้านครูท่านนี้  โดยเมื่อได้อ่าน  “อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะที่รัก”  ทำให้อดตามหาหนังสือที่ระบุไว้ในงานเขียนเล่มนั้นมาอ่านไม่ได้  ต่อมาฉันหลงรักงานเขียนของวิลเลี่ยม  ซาโรยัน  ที่เป็นเรื่องราวของพ่อและลูก  จากงานเขียนชื่อ  “ฟ้ากว้างทางไกล”  หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า  Papa You Are Crazy  เมื่อภาษาอังกฤษพอถูๆ ไถๆ  ฉันขยับมาอ่านบันทึกของแอนน์ แฟรงค์  เด็กหญิงชาวยิว  Anne Frank-The Diary of A Young Girl ฉบับภาษาอังกฤษ  โดยหารู้ไม่ว่า ณ ตอนนั้น  สำนักพิมพ์ผีเสื้อมีฉบับภาษาไทยแปลออกมาแล้ว  กว่าจะรู้ก็อ่านไปจนจบเล่ม  และยิ้มไปกับความรักแบบหมาน้อยของน้องหนูแอนน์ แฟรงค์  ทั้งๆ ที่มีเรื่องสะเทือนอยู่ในนั้นทั้งเล่ม  นอกจากที่กล่าวมา  ยังมีหนังสือเด็กอีกมากมายที่เอาเด็กมาเป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง  อย่าง  “โลกของโซฟี”  เหมือนฉันเข้าสู่ห้องเรียนประวัติศาสตร์โลก และลุ้นเป็นบ้าว่าบุคคลลึกลับที่เพียรส่งจดหมายถึงโซฟีคือผู้ใด

    ไม่บ่อยที่นักอ่านจะได้อ่านเรื่องของเด็กที่เขียนโดยเด็ก  ส่วนมากเราอ่านเรื่องของเด็กจากปลายปากกาของนักเขียนผู้ใหญ่ที่บางครั้งเขาเขียนออกมาเพื่ออยากแก้ไข  หรืออยากให้ชีวิตเขามีความคิดพิเศษบางอย่างเหมือนตอนเขาเป็นเด็ก  มันจึงเป็นวรรรกรรมที่ชดเชย  เติมเต็ม  และสร้างจินตนาการให้กับเด็กจากผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็ก  ที่ช่วยส่งต่อมาถึงเด็กๆ ให้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือขาดพร่องไปให้ได้เติมเต็ม  ขณะเดียวกันก็มีนักเขียนมากความสามารถอีกหลายคนที่ครองใจเด็กและผู้อ่านรุ่นใหญ่  ด้วยการสร้างเรื่องแนวแฟนตาซี  ซึ่งเป็นแนวที่เด็กๆ ชอบ  ฉันก็ชอบ  เพราะฉันอยากรู้สึกเป็นคนพิเศษแม้เพียงชั่ววูบขณะอ่านงานเขียนเล่มนั้นก็ยังดี  ให้ได้มีชีวิตที่ไม่สมจริงเหมือนดังเช่นทุกวัน  จึงเป็นการท่องไปอีกดินแดนของนักสร้างงานที่เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน

    ฉันได้  “เยอมี...เอนิ  (หนูนี่แหละ...เอนิ)”  จากพี่ที่สนิทกันดั่งเพื่อน  ซึ่งมักมีหนังสือมาให้ยืมอ่าน  เวลาจะซื้อเล่มไหน  ถ้าพี่เค้ามี  มักบอกว่าจะเอามาให้ยืมอ่าน  ทำให้ฉันค่อยๆ ลดการยึดติดว่าต้องเป็นเจ้าของหนังสือ  หลังๆ ฉันเลยเอาอานิสงส์นี้ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ 

    ขอนอกเรื่องก่อนวกเข้าเรื่องหนังสือ  การแบ่งปันหรือการยืมกันอ่าน  ทำให้เราได้อ่านหนังสือได้หลากหลายโดยไม่ต้องลงทุนกับหนังสือทุกเล่ม  เคยไปฟังคุณมกุฏ  อรฤดี  พูดในงานๆ หนึ่ง  ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ  ว่า  หากคนในชุมชนมีเงินไม่มากพอจะใช้จ่ายเพื่อการซื้อหนังสือพิมพ์หรือหนังสือหลายๆ ฉบับ/เล่ม  ทางออกคือ  ต่างคนต่างซื้อแล้วปันกันอ่านก็จะทำให้ได้อ่านหนังสือมากขึ้น  ฉันไปฟังการพูดคุยเรื่องนี้มานานเดือนเศษแล้ว  กำลังจะรวบรวมสรุปมาให้อ่าน

    เยอมี...เอนิ  (หนูนี่แหละ...เอนิ)  เป็นบันทึกของเด็กหญิง  เอนิ  บุญทอง  เด็กกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากพม่า และครอบครัวของเธออาศัยอยู่แถวชายแดนสวนผึ้ง  หนังสือจัดพิมพ์โดย  มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์    พอบอกว่าเรื่องเด็กกะเหรี่ยงและมาจากพม่า  หลายคนต้องมีภาพชุดความคิดเอาไว้ว่า  ต้องรันทด  โหดร้าย  หนีตาย  และอีกมากมาย  แต่...บันทึกของเอนิทำเอาฉันหัวเราะเต็มปากเต็มคำขณะอ่านบนรถไฟฟ้า  แต่ละบทไม่ยาว  เดินทางไป-กลับด้วยรถไฟฟ้าก็อ่านจบแล้ว 

    ฉันขอบคุณเอนิที่ทำให้คนมองโลกแบบไม่ค่อยดีแบบฉัน  รู้สึกมีความหวัง  และฉันดีใจที่เอนิสะสมพลังความคิดด้านบวกมากมายเอาไว้ตั้งแต่เยาว์วัย  เอนิเล่าเรื่องสนุกได้สนุกแบบซื่อๆ  เล่าเหตุการณ์ใคร  อะไร  ที่ไหน  เมื่อไหร่  อย่างไร  จังหวะความเป็นเด็ก  การถ่ายทอดในสิ่งที่เห็น  และความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวของชีวิตแบบไม่ต้องคิดให้มันซับซ้อน  จึงทำให้ฉันเชื่อและหลงรัก  แม้แต่วันที่ทหารพม่าแบกปืนมาที่บ้านของเธอ  ซึ่งปกติจากปากคำชาวกะเหรี่ยงหรือชนกลุ่มน้อยทั้งหลายในพม่า  วันไหนที่ทหารพม่าออกลาดตระเวน  พวกเขาต้องบอกให้ลูกหลานหนีเข้าป่าไปให้ลึกที่สุด  ให้วิ่งขึ้นภูเขา  เอนิไม่มีบัตรประชาชน  จึงหนีขึ้นภูเขา  จนไปเจอไก่ป่า  เธอ  พี่  และน้าจึงพากันไล่จับไก่ป่าได้มา  ๒  ตัว  ตอนที่กำลังถอนขนไก่กันบนภูเขา  จู่ๆ ทหารพม่ามาจากไหนไม่รู้  เจอพวกเธอเข้า  ณ วินาทีนั้น  เอนิไม่คิดหนี  คิดอย่างเดียวว่า ได้ตายยกครัวก็คราวนี้  ทหารพม่าพูดอะไรไปหลายคำกับเธอ พี่  และน้า  แล้วทหารก็เอาไก่  ๒  ตัวไป  พวกเธอรอดตาย  ส่วนเอนิคิดว่า  ทหารพม่าเข้าใจผิดว่าพวกเธอมาจับไก่ป่า ไม่ใช่วิ่งหนีตายจากทหาร

    พ่อและแม่ทะเลาะกัน  เป็นบทเปิดของหนังสือเล่มนี้  เอนิเล่าว่าพ่อแม่ทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือ  แล้วพ่อก็อุ้มเธอออกมานอกบ้าน  พาไปซื้อขนม  เอนินั่งดูแสงไฟที่สะพานรอพ่อ  พ่อกลับมาพร้อมนม  เธอดื่มนม  แล้วพ่อก็อุ้มเธอขึ้น  (ตอนนั้นเอนิอายุ  ๔  ขวบ)  เอนิถามพ่อว่า  “พ่อจะไปไหน”  พ่อตอบว่า  “กลับบ้าน”  พ่อและลูกจึงกลับบ้าน  เอนิเล่าแค่นี้และบอกว่า  “และหนูก็อยู่กับพ่อแม่พี่น้องค่ะ”  ความไม่ประสีประสาของเอนิทำให้ฉันสะเทือนใจ  จริงๆ แล้วฉันลุ้นว่า  ถ้าไม่กลับบ้านจะเป็นยังไงกันต่อ??? 

    เรื่องฮาเต็มปากเต็มคำก็มีอยู่ทุกตอนของเอนิ  ตั้งแต่  เพื่อนตกส้วม  (ขอให้นึกภาพในภาพยนตร์เรื่อง Slumdogs Millionaire)  ขโมยของ-อันนี้ฮามาก  เอนิและเพื่อนไปขโมยปากกาในห้องนักศึกษา  โดยเอนิเป็นคนดูต้นทาง  เพื่อนทุกคนก็ได้ปากกามา  เอนิเห็นปากกาด้ามหนึ่งหล่นใต้โต๊ะ  เธอสบโอกาสเลยไปหยิบมา  แล้วเพื่อนและเธอเอาปากกามาอวดกัน  เพื่อนๆ บอกว่าเอนิเป็นขโมย  เอนิจึงตอบว่า  “พวกเอ็งไปเอาข้างในโต๊ะ  แต่ข้าเอาข้างใต้โต๊ะ  ก็ถือว่าข้าไม่ได้ขโมย  แต่ข้าเห็นต่างหาก” และยังมีตอน  ไปขุดจิ้งหรีด,  ติดในถังขยะ,  ตามมาด้วยตอน กินขยะ,  ส้วมบนต้นไม้,  ฤดูหนาวในกระสอบ  และอีกหลายเรื่อง

    เยอมี...เอนิ  (หนูนี่แหละ...เอนิ)  บางบทที่ทำให้ขำมันเป็นตลกร้าย  ทำเอาผู้ใหญ่คิดมากแบบอ่านไปก็อึ้งไปด้วย  การเล่าเรื่องผ่านสายตามันให้ความรู้สึกมากกว่าคำบรรยายแบบพรรณนาโวหารที่นำมาใช้รองรับให้คนอ่านเห็นภาพ  เอนิเขียนได้สนุกและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย  คนอ่านอย่างฉันก็อยากพักอารมณ์จากทหารพม่าสังหารคนกลุ่มน้อย  อะไรพวกนี้บ้าง  พวกเราต่างเป็นสายตาคนนอกที่ทำให้เห็นภาพของผู้อพยพชาวพม่าในรูปแบบสารคดีแนวดราม่า  เราต่างรู้ว่าความเป็นจริงคืออะไร  การได้สัมผัสอีกมุมของเอนิทำให้ภาพมีมิติใสๆ บ้าง 

    ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปพม่าหรือกัมพูชา  ไปรู้จักกับคนและเด็กๆ ที่นั่น  ลองไปทำความรู้จักและไปดูภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา  ดูพวกเขาในฐานะที่คุณเป็นแค่ผู้ชม  ไม่เอามายาคติของที่ที่คุณอยู่ไปตัดสินความเป็นอยู่ของพวกเขา  คุณจะทึ่งและรู้สึกว่า  ชีวิตของพวกเขาต่างงดงามในแบบที่พวกเขาเป็น  การที่เราคิดว่าเขาขาดในบางสิ่ง  เมื่อเราได้ไปเห็นหรือสัมผัส  ความขาดนั้นกลับเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างให้กับเราผู้ไปเยือน

    เยอมี...เอนิ  (หนูนี่แหละ...เอนิ)  ก็เป็นอีกคนหนึ่งในการเติมเต็มโลก  ให้เกิดมิติระยิบระยับ  อยากอ่านภาคต่อ  (ถ้ามี) 

    ที่มา

    http://www.oknation.net/blog/nonglakspace/2009/07/18/entry-1

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design