สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่

  • 7เล่มสุดท้าย นวนิยายรางวัลซีไรต์ 2552โดย : พรชัย จันทโสก : รายงาน
    โพสต์โดย : mataree
    2009-07-17 20:21:44



    7 เล่มนี้แสดงให้เห็นถึงสังคมไทยที่มันเปลี่ยนแปลงไปเพราะ"โลกาภิวัตน์" และอยู่ที่ว่าตัวละครจะจัดการอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงนี้

    เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) และคณะกรรมการคัดเลือก พร้อมด้วยผู้ให้การสนับสนุน จัดงานแถลงข่าวผลการตัดสิน รางวัลซีไรต์ ประเภทนวนิยาย รอบคัดเลือก จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 77 เรื่อง (ถอนออก 1 เรื่อง เหลือจำนวน 76 เรื่อง) ณ ห้องรีเจนซี่ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล

    คณะกรรมการพิจารณารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประกอบด้วย รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ ประธานกรรมการคัดเลือก และกรรมการ ซึ่งได้แก่ จรูญพร ปรปักษ์ประลัย, ฐนธัช กองทอง, ผศ.ประทีป เหมือนนิล, รักษ์มนัญญา สมเทพ, ไศลทิพย์ จารุภูมิ และ ผศ.ดร.เสาวณิต จุลวงศ์ ได้พิจารณาคัดเลือกนวนิยายและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอนวนิยาย 7 เรื่องให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณาในวาระต่อไป โดยมีรายชื่อนวนิยายดังต่อไปนี้...

    1. เงาฝันของผีเสื้อ ของ เอื้อ อัญชลี (สำนักพิมพ์มติชน)

     นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวที่ซ้อนกันระหว่างประวัติศาสตร์จีนสมัยหลังสามก๊กกับเรื่องราวของหลอกว้านจง ผู้แต่งสามก๊กฉบับซึ่งเป็นที่มาของวรรณคดีเอกของไทย และหลัวเซียง ลูกสาวของเขาซึ่งในเรื่องเธอเป็นผู้แต่งวรรณคดีจีนเรื่องอื่น เรื่องราวทั้งสองดำเนินคู่ขนานกันมาหลายยุคหลายสมัยไปจนตลอดนวนิยายเรื่องนี้ กลวิธีนี้เปิดเผยให้เห็นความเหลื่อมซ้อนกันของประวัติศาสตร์ ตำนาน และนิยายที่ต่างก็ถูกเล่า เช่นเดียวกับนวนิยายเรื่องนี้เองที่ผู้เล่าปรากฏตัวในตอนท้ายเรื่องอย่างคลุมเครือ นวนิยายเรื่องนี้จึงมิใช่เพียงการหยิบเอาเกร็ดประวัติศาสตร์มาเล่าซ้ำ หากแต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์ ความไร้ตัวตนของความจริง และแม้กระทั่งความไร้ตัวตนของผู้เล่าเอง

    2. ทะเลน้ำนม ของ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม (สำนักพิมพ์หนังสือแม่น้ำโขง)

     ทะเลน้ำนมเป็นดั่งเช่นท้องทะเลที่มรสุมแห่งลัทธิวัตถุนิยมถาโถมอยู่ตลอดกาล ทั้งกลางวันและกลางคืน สรรพสิ่งล้วนถูกกลืนหายไปกับสายธารและคลื่นร้าย ไม่อาจแหวกว่ายผ่านพ้นได้อย่างปลอดภัยเลย นับประสาอะไรกับมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง แม้ว่าจะได้รับการอบรมและพร่ำสอนมาด้วยจารีตประเพณีอันงดงามแต่บรรพชนเพียงไรก็ไม่อาจสลัดพ้นจากมหันตภัยนั้นได้ มนุษย์คนหนึ่งจึงพยายามขัดขืนและเฝ้าถวิลหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง หวังว่าเผ่าพันธุ์บรรพชนและครรลองชีวิตแห่งอดีต จะช่วยนำพาให้ข้ามผ่านทะเลชีวิตได้อย่างมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นเพียงดังเศษธุลีอันหาค่ามิได้

    3. ประเทศใต้ ของ ชาคริต โภชะเรือง (สำนักพิมพ์ก๊วนปาร์ตี้)

     นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการตามหาสิ่งที่มีคุณค่าซึ่งสูญหายไปจากชีวิตและท้องถิ่น โดยการใช้ "มโนห์รา" เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่สูญหาย อันสื่อนัยถึงคุณค่าที่เคยมีพลังแนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิตและร้อยรัดผู้คนกับสรรพสิ่งต่างๆ ให้ยึดโยงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ผู้เขียนสร้างความคลุมเครือให้ "มโนห์รา" เป็นคุณค่าทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม โดยใช้กลการประพันธ์ให้ผู้อ่านต้องขบคิด ตีความ และร่วมรับรู้ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาของท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา ชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำซาก ผู้คนในท้องถิ่นยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่มักจะหวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอยู่เสมอ ผ่านการเล่าเรื่องที่เดินไปข้างหน้า ทว่ากลับหวนคำนึงถึงอดีตที่ผ่านเลยอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าคุณค่าที่ติดตามหาอยู่นั้น มิได้อยู่ห่างไกล

    4. โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์ (สำนักพิมพ์ใบไม้สีเขียว)

    นวนิยายที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนอันซับซ้อนของคนเรา บางครั้งเราคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ แต่บางคราเรากลับกลายเป็นเด็กเล็กๆ ขณะหนึ่งเราอาจเป็นผู้ชายเต็มตัว แต่ในอีกขณะกลับไม่ใช่เสียแล้ว เราชื่นชอบบางตัวตนของเรา หากแต่พร้อมกันนั้นเราก็ชิงชังบางตัวตนที่ซ่อนอยู่ หลายหนเราอยากโอบกอดบางด้านในตัวเรา แต่อีกหลายหนเรากลับอยากผลักไส ทะเลาะ และทุ่มเถียง ยิ่งเพ่งพินิจเข้าไปในตัวเอง เรายิ่งเห็นตัวตนที่หลากหลายมากขึ้น มันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่แตกแขนงออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด จนน่าแปลกใจว่าเราแต่ละคนต่างมีตัวตนทุกแบบอยู่ภายในตัวเอง

    5. ลับแล, แก่งคอย ของ อุทิศ เหมะมูล (แพรวสำนักพิมพ์)

    นวนิยายเรื่องนี้ได้เสนอมิติอันซับซ้อนของตัวตนมนุษย์ที่แยกไม่ออกจากประวัติความเป็นมาของครอบครัว ชาติพันธุ์ ชุมชน สังคม ความเชื่อ ตำนาน เรื่องเล่า ฯลฯ ในความเป็น "เรา" จำต้องโยงใยกับ "ความเป็นอื่น" หรืออีกนัยหนึ่ง ความเป็นอื่นนั่นแหละที่สร้างเราขึ้นมา ตัวละครเล่าเรื่องชีวิตเด็กชายวัยรุ่นที่ถูกอำนาจแห่ง "ความถูกต้อง" ควบคุมโดยไม่รู้ตัว ความคิดและการดำเนินชีวิตที่ถูกกำหนดไว้นั้นมีพลังอำนาจเกินกว่าจะขัดขืน ชีวิตที่ขาดอิสระจึงเหมือนการเดินวนอยู่ในเขาวงกต ทางออกของเขาที่ดูเหมือนว่ามีอยู่เพียงทางเดียวจึงเกือบนำไปสู่การแตกสลายของตัวตน นวนิยายเรื่องนี้จึงทำให้เราตระหนักว่าการตอบคำถาม "ฉันคือใคร?" อาจเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์

    6. โลกใบใหม่ของปอง ของ ไชยา วรรณศรี (สำนักพิมพ์วรรณศรี)

    นวนิยายขนาดสั้นที่พาผู้อ่านโลดแล่นไปกับจินตนาการอันบรรเจิดของเด็กชายปอง เด็กน้อยชาวเขมรที่ใช้โลกจินตนาการหลีกหนีจากบาดแผลความเจ็บปวดของสงคราม โลกของปองเล่นล้อกับโลกคู่ขนานระหว่างความเป็นจริงกับมโนนึก เพื่อค้นหาจุดกำเนิดและจุดมุ่งหมายของมนุษยชาติ นับแต่โลกใบเก่าที่มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง การสร้างโลกของพระเจ้า น้ำท่วมโลกและเรือโนอาห์ ฯลฯ จนมาถึงโลกใบใหม่ที่แม้ว่าสงครามภายในชาติจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ปองก็ต้องเผชิญสงครามในรูปแบบใหม่ในนามของความโลภและความเห็นแก่ตัวของเพื่อนมนุษย์ นวนิยายกระตุ้นให้ผู้อ่านขบคิดว่าไฉนมนุษย์เราจึงแก่งแย่งชิงอำนาจ ฆ่าฟันกัน ทั้งๆ ที่มนุษย์ล้วนมีจุดกำเนิดเดียวกันและรอวันแตกดับในวัฏจักรของชีวิตบนโลกใบเดิม
     

    7. วิญญาณที่ถูกเนรเทศ ของ วิมล ไทรนิ่มนวล (สำนักพิมพ์สามัญชน)

    นวนิยายสะท้อนชีวิตของผู้ผูกพันถวิลถึงสังคมชนบทอันสงบงามอย่างล้ำลึก ที่จำต้องเข้าไปสู้ชีวิตในซอกหลืบของเมืองใหญ่อย่างคับแค้น แม้เมื่อดวงวิญญาณได้หวนคืนสู่ถิ่นเกิดดังปรารถนา กลับพบกับความล่มสลายของสังคมที่ถูกกลืนกินด้วยโรงงานและทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์ อันเกิดจากหัวใจผู้คนที่ละโมบ โง่เขลา และเนรคุณต่อแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่ความแตกหัก พลัดพราก เสื่อมโทรมและสูญสิ้น จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งจิตวิญญาณที่ถูกเนรเทศ ผู้เขียนเล่าเรื่องอย่างสมจริงและเหนือจริง คู่ขนานทั้งด้านกายภาพและด้วยจิตวิญญาณ โดยผ่านมุมมองทางนิเวศวิทยาและพุทธปรัชญาได้อย่างลึกซึ้ง

    หากดูจากชื่อชั้นของนักเขียนและผลงานนวนิยายทั้ง 7 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2552 จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ไปถึงกลางที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ยกเว้น วิมล ไทรนิ่มนวล ซึ่งเคยได้รับรางวัลซีไรต์จากนวนิยายเรื่อง "อมตะ" (ปี 2543) นอกจากนี้ เอื้อ อัญชลี ยังเป็นนักเขียนหญิงเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบมาด้วย
     

    หลายคนถึงกับตั้งคำถามว่าทำไมผลงานของนักเขียนชื่อดังซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักอ่านหรือเคยได้รับรางวัลจากเวทีอื่นๆ มาแล้วถึงไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายทั้งสองเรื่องคือ "เดียว" และ "แปด สอง สี่" ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2549 หรือนวนิยายสองเรื่องคือ "ก้าวไปเก็บจันทร์พันดวง" และ "พายุรัก มรสุมชีวิต" ของ ประชาคม ลุนาชัย เจ้าของซีรองหลายสมัยก็ไม่ปรากฏรายชื่อผ่านเข้ารอบ รวมทั้งนวนิยายเรื่อง "ข้ามเส้นครึ่งร้อย" ของนักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง ศิลา โคมฉาย เจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2536 ก็ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาด้วยเช่นกัน

    นอกจากนี้นวนิยายเรื่อง "ตะวันเบิกฟ้า" และ "สะพานแสงคำ" ของนักเขียนขายดีอย่าง ปิยะพร ศักดิ์เกษม ยังตกรอบไปด้วย รวมไปถึงนวนิยายของนักเขียนที่เคยมีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์มาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น "8 1/2 ริกเตอร์ การตามหาหัวใจที่สาบสูญ" ของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ หรือ "กรูกันออกมา" ของ ปริทรรศ หุตางกูร หรือ "จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย" ของ ทินกร หุตางกูร หรือ "ชิงช้าสีแดง" ของ เสาวรี เป็นต้น รวมทั้งนวนิยายที่เคยได้รับรางวัลจากเวทีประกวดอื่นๆ ที่ตกรอบไป เช่น นวนิยายเรื่อง "ยิ่งฟ้า มหานที" ของ กนกวลี พจนปกรณ์ หรือ "รอยวสันต์" ของ ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง หรือ "รังเลือด" ของ สาคร พูลสุข และ "ตุ๊กตาไล่ฝน" ของ ศักดา สาแก้ว เป็นต้น

    ต่อประเด็นว่าทำไมนวนิยายของนักเขียนมีชื่อเสียงหลายคนถึงตกรอบไปนั้น รักษ์มนัญญา สมเทพ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือก อธิบายว่า...

    "ในกระบวนการที่เราร่วมกันพิจารณาหนังสือทั้ง 70 กว่าเล่มนั้น พยายามที่จะวางกรอบให้ตัวเองทำงานอย่างมีคุณภาพที่สุด แม้จะต้องตีความใหม่ก็ตาม นวนิยายทั้ง 7 เล่มที่เข้ามาแม้ว่าจะไม่มีชื่อของนักเขียนหลายๆ ท่านที่ตั้งคำถามไว้ แต่ว่าในการพิจารณาเราไม่ได้มองว่าคนนั้นชื่ออะไรเท่าไรนัก เรามองไปที่ตัวเนื้อหาของแต่ละเล่มมากกว่า ถ้าหนังสือเล่มนั้นไม่ว่าจะเขียนด้วยใครก็ตาม เมื่อไม่เคยรู้จักชื่อมาก่อนเราก็จะพิจารณาให้เห็นว่าเนื้อหาสาระเป็นอย่างนี้ๆ เช่นเดียวกันกับนวนิยายของนักเขียนที่เป็นที่รู้จักในวงการของนักอ่าน จะได้รับการพิจารณาอย่างเสมอภาคกัน มีการวิเคราะห์ มีการที่จะนำมาปรึกษาหารือกันทั้งจากเนื้อหา รูปแบบ วิธีการ และสาระต่างๆ ที่เขียนผ่านออกมาว่าหนังสือแต่ละคนนั้น ท่านได้สร้างผลงานได้เพียงพอและดีพอสำหรับเรื่องนั้น หรือว่าสาระอย่างนั้น เพียงพอหรือไม่

    แต่ถ้าได้ไปอ่านทั้ง 7 เล่มที่คณะกรรมการคัดเลือกคัดเข้ามาแล้วนำไปเปรียบเทียบกับนวนิยายหลายๆ เล่มที่ไม่ได้ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเล่มไหนก็ตาม ผมเชื่อว่าคงจะเห็นข้อแตกต่างของกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการอยู่บ้างว่าทำไมเรื่องที่ไม่ได้ผ่านเข้ามานั้นมีเหตุผลอะไรบ้าง คงไม่ได้เห็นว่าไม่ดี แต่อยากบอกว่าทั้ง 7 เล่มนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เราเรียกว่ากระบวนการทางการเขียนที่น่าติดตามและน่าสนใจ และคิดว่าจะเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์วรรณกรรมต่อยอดไปในอนาคตด้วย"

     ดร.สรณัฐ ไตลังคะ ประธานกรรมการคัดเลือก กล่าวถึงกระบวนการคัดเลือกว่า "ทั้งหมด 77 เรื่องเป็นเรื่องที่เขียนดีเป็นจำนวนมาก ทีนี้ในกลุ่มที่เข้ามามันมากกว่า 7 เล่ม แต่พอมาพิจารณาในครั้งสุดท้ายพบว่า 7 เล่มนี้แหละที่มีความเข้มข้นทางปัญญา ถ้าอ่านแล้วจะเห็นว่ามีชั้นเชิงในการเขียนที่ซับซ้อนน่าสนใจอย่างยิ่ง คิดว่าอันนี้สำคัญมากในการพิจารณาว่าเป็นงานแต่งเชิงสร้างสรรค์ ฉะนั้นทั้ง 7 เล่มนี้จะเป็นเล่มใดก็ได้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมเพราะมันมีความใกล้เคียงกันในเชิงของเนื้อหาสาระและในเชิงของกลวิธี ความสร้างสรรค์ คือว่ามันจะต้องเป็นงานที่สร้างพลังในความคิด เป็นงานที่สามารถจะยืนยงอยู่ได้ เพราะว่าเป็นงานที่เราจะสามารถอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า มีแง่มุมที่ซับซ้อนลึกซึ้ง ซึ่งสามารถจะตีความได้มากมาย และมีความงดงามของภาษา มีชั้นเชิงของกลวิธีที่สอดคล้องกับเนื้อหา

    หลายๆ เรื่องมีศิลปะในการนำเสนออย่างยิ่งและมีความหลากหลาย ค่อนข้างจะพูดถึงประเด็นปัญหาของสังคมต่างๆ หลากหลายอย่างเช่นประเด็นสังคมในเชิงของโลกาภิวัตน์ เป็นประเด็นที่นักเขียนให้ความสนใจ แต่ว่าการดึงปัญหาขึ้นมาหรือว่าการนำเสนอโดยกลวิธีต่างๆ อาจจะแตกต่างกัน แต่คิดว่าในจำนวนทั้ง 7 เล่มนี้แสดงให้เห็นถึงสังคมไทยที่มันเปลี่ยนแปลงไปเพราะว่าโลกาภิวัตน์และอยู่ที่ว่าตัวละครจะจัดการอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นประเด็นร่วมหลายเรื่องเหมือนกันและเป็นประเด็นน่าสนใจ

    อีกจุดหนึ่งคือมันเป็นการทำงานแบบวิจัย ค้นคว้าเยอะมากๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำเอาเรื่องเล่า ตำนานอะไรต่างๆ ที่ว่ายเวียนอยู่ในสังคมไทยมาใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้มันต้องผ่านการวิจัยค้นคว้าอย่างหนัก จึงจะได้งานชิ้นนั้นๆ ออกมา จุดนี้คือจุดที่อยากให้นักเขียนไทยเป็น คือว่าการทำงานไม่ใช่แค่การเขียนจากความคิดอย่างเดียว แต่ว่ามันต้องผ่านการทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพของงานให้มีรายละเอียด ให้มีสาระ หรือมีแง่มุมที่คนไม่เคยนึกถึงหรือไม่ค่อยรู้ ซึ่งอันนี้เท่าที่ได้ติดตามวรรณกรรมไทยมา รู้สึกว่านักเขียนไทยอาจจะขาดไป คือเป็นลักษณะของการเขียนแบบขาดการค้นคว้า คือนักเขียนจริงๆ น่าจะเป็นนักวิจัยด้วย เพราะว่าเขาจะต้องค้นคว้าอะไรใหม่ๆ มานำเสนออยู่เสมอ"

    นอกจากนี้นวนิยายทั้ง 7 เล่มที่เข้ารอบยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชนบทเสียเป็นส่วนใหญ่ "ปีนี้จะมีประเด็นเกี่ยวกับชนบทเป็นส่วนใหญ่ แต่จะเป็นชนบทที่เกี่ยวข้องกับเมืองด้วยอย่าง "วิญญาณที่ถูกเนรเทศ" "ลับแล, แก่งคอย" "ประเทศใต้" "ทะเลน้ำนม" "โลกใบใหม่ของปอง" เป็นเรื่องชนบทแทบจะทั้งนั้นเลย ยกเว้น "เงาฝันของผีเสื้อ" เพราะว่ามันมีฐานของสามก๊กอยู่ อันนี้แปลกนิดหนึ่ง ในส่วนของ "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" จะเป็นแนวของปรัชญา ซึ่งจะเป็นเชิงนามธรรม เล่นกับความคิดเชิงปรัชญามากกว่าจะเป็นสถานการณ์ของสังคมในเชิงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จะเห็นว่ามีความแตกต่างมาก เรียกว่ามีความซับซ้อนและหลากหลายมาก

    เรื่องที่เป็นเมืองอาจจะมีทั้งเป็นเมืองและชนบทอยู่ในเรื่องเดียวกันอย่างเรื่อง "วิญญาณที่ถูกเนรเทศ" เพราะมันชี้ให้เห็นถึงตัวละครที่มีการเดินทางจากชนบทไปเมือง จากเมืองไปชนบท จะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของความเป็นอยู่ทั้งสองทางนี้ และเป็นงานที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของชนบทได้ชัดเจนดีมาก พูดถึงความหลากหลายมีมาก เป็นงานที่เข้มข้นและอ่านสนุกด้วย น่าจะทำให้คนอ่านมีความสนุกพอสมควร คิดว่ามันมีประเด็นที่น่าคิดต่อหรือมีประเด็นให้ตีความเยอะมาก"

    จากนี้คงต้องคอยติดตามลุ้นกันว่านักเขียนท่านใดจะเป็นผู้ได้รับการประทับตรารางวัลซีไรต์ ประจำปี 2552

    ที่มา

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2552

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090706/57657/7-เล่มสุดท้าย-นวนิยายรางวัลซีไรต์-2552.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design