สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม

  • วรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย:บทแอบพิสูจน์รถไฟไทย : ไพลิน รุ้งรัตน์
    โพสต์โดย : midorikwa
    2009-06-11 12:04:28

     สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้เริ่มต้นโครงการวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย เอาไว้ตั้งแต่สองปีที่แล้ว (๒๕๕๐) เมื่อครั้งที่สมาคมฯจัดงานสัมมนานักเขียนครั้งแรก  และแถมท้ายด้วยการประชุมร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อตกลงร่วมกันในโครงการคัดสรรและแปลวรรณกรรมของกันและกัน เพื่อเป็นการเผยแพร่งานวรรณกรรมและวัฒนธรรมสู่กันและกัน  และการร่วมมือกันทั้งหมดอยู่ในระหว่างการแปลงานที่คัดสรรมาแล้ว  

     

      ในปีนี้ (๒๕๕๒) สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  โดยอาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์  ผู้อำนวยการสำนัก ได้ก้าวเข้ามาต่อยอดงานวรรณกรรมสัมพันธ์ครั้งนี้โดยการจัดงานสัมมนาวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียขึ้น  เพื่อให้นักเขียนทั้งสองชาติได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  โดยกำหนดการโครงการสัมมนาระหว่างวันที่ ๑๕-๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒      ณ  โรงแรมลีการ์เดน พลาซา  จังหวัดสงขลา


    แต่เนื่องจากงบประมาณน้อย  ทุกคนทุกส่วนต้องประหยัด  คณะนักเขียนต้องการให้นักเขียนไปได้มากกว่าสามคน  จึงขอเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯถึงสงขลา  โดยไม่เกรงใจวัย  ข้าพเจ้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดจึงได้นั่งรถไฟลงใต้เป็นการระลึกความหลังเมื่อสามสิบปีที่แล้ว  แต่รถไฟไม่ใช่อุปสรรคปัญหา  พวกเราอันประกอบด้วย ข้าพเจ้า-นายกสมาคมฯ  คุณเจน สงสมพันธ์เลขาธิการสมาคมฯ   คุณขจรฤทธิ์ รักษา ศิลปาธร  คุณศิริวร แก้วกาญจน์  ศิลปาธร   คุณพินิจ  นิลรัตน์ ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ของสมาคมฯ  คุณอังคาร จันทาทิพย์ กวีร่วมสมัย  ตั้งอกตั้งใจและเตรียมอกเตรียมใจไว้เป็นอย่างดีสำหรับการนั่งรถไฟ  บ่ายวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  เราจึงไปพบกันที่หัวลำโพง  และพบว่า หัวลำโพงมีความเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย  มีร้านค้ามากขึ้น  มีขนมมากขึ้น  แต่กระนั้นก็ยังดูอีโหลกโขลกเขลก


    พอรถเริ่มเคลื่อนขบวนออก  เราก็หัวเราะกันคิกคัก    
    “เกิดพร้อมรถไฟญี่ปุ่นหรือนี่” นักเขียนอุทาน  หลังจากเข้าไปอยู่ในโบกี้  เพราะทุกอย่างยังเหมือนเดิม เหมือนเราถอยวัยไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว  ห้องน้ำที่เคยไม่สะอาดสะอ้านยังไง  ก็ยังเหมือนเดิม 
    “ไม่อยากฉี่เลย....รู้สึกเหมือนกำลังทำลายสิ่งแวดล้อม” นักเขียนรำพัน  แล้วใครคนหนึ่งก็เล่าเรื่องในวัยเด็กที่เดินตามทางรถไฟไปโรงเรียน  “แหม...ยิ่งกว่าอ่านเรื่องสวรรยาที่เฉลยแล้วอีก ...หึ” นักเขียนบ่นไปหัวเราะเครียดไปและกระอักกระอ่วนไป


     แต่ไม่นานนัก เราก็ปรับตัวได้  เพราะอยากคุยกันมากกว่า  พอได้เวลาก็เข้าไปนอนตู้ใครตู้มัน  ในที่สุด รถไฟก็พาเรามาถึงโรงแรมจนได้ในเช้าวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  หลังจากล่าช้าไปตามระเบียบประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ (ข้อนี้ก็ยังเหมือนเดิม !)

    คุณนาถนิศา ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสัมพันธ์ของสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมารอต้อนรับที่สถานีรถไฟ  เราก็รีบทำเวลาเพราะได้ข่าวว่านักเขียนมาเลเซียที่จะมาสัมมนาจำนวน ๑๐ คน ที่นำโดยเลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซียมาถึงแล้ว  “เขาเดินทางง่ายกว่าเราอีก “คุณนาถนิศาว่า “เขานั่งรถตู้จากกัวลาลัมเปอร์มาโผล่หน้าโรงแรมเลยค่ะ”


    “เฮ้อ...”เราบ่นกันก่อนวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เข้ากับงานสัมมนา
    งานสัมมนาจัดขึ้นในห้องประชุมของโรงแรม  มีนักเขียนเข้าร่วมประมาณ ๕๐ คน เป็นฝ่ายมาเลเซีย ๑๐ คน ล่ามอีก ๕ คน ที่เหลือเป็นฝ่ายไทย ซึ่งเดินทางไปจากกรุงเทพฯ ๑๐ คน และที่เหลือเป็นนักเขียนท้องถิ่น  ฝ่ายมาเลเซียมากัน ๑๐ คน นอกจากเอส.เอ็ม.ซาเกร์ เลขาธิการสมาคมนักเขียนมาเลเซียแล้ว  ยังมีลิม สวี ทิน กวีซีไรต์ของมาเลเซียมาร่วมสัมมนาด้วย มีนักข่าวหนุ่มน้อยคนหนึ่งมาด้วยชื่อ นัสมี  แต่ที่ตื่นเต้นคือมีนักเขียนบรูไนมาขอเข้าร่วมสัมมนา ๑ คนชื่อ นัสซูรี   


    งานเริ่มต้นตามแบบฉบับ คือท่านผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย อาจารย์อภินันท์ โปษยานนฺท์  ได้กล่าวเปิดงาน และตามด้วยนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  เนื่องจากเป็นเรื่องที่เป็นการเป็นงานมาก เพราะต้องกล่าวถึงความร่วมมือของเราสองชาติที่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนวรรณกรรมระหว่างกันด้วยการแปลเป็นภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง  พร้อมภาษาอังกฤษ  ข้าพเจ้าจึงแต่งกลอนสองบทไปประเดิมคือ


      เราเหมือนนกผกโผนอยู่ในฟ้า
      วันนี้บินข้ามป่ามาหาสู่
      มาส่งเสียง มาแลกเปลี่ยน มาเรียนรู้
      มาเห็นหน้า มานั่งอยู่ เคียงข้างกัน
      เอาโลกกว้าง  เอาโลกต่าง เอาโลกเหมือน
      เอาดาวเดือน เอาชีวิต เอาความฝัน
      เอาต่างชาติ ต่างภาษา มาแบ่งปัน
      เปิดฟ้าอันกว้างไกลไทย-มาเลเซีย


    ส่วนล่าม(วนิดา เต๊ะหลง)จะแปลอย่างไร  ข้าพเจ้าไม่ทราบ  แต่เห็นสีหน้าเขาพอใจกันก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร
    จากนั้น ก็เป็นรายการปาฐกถามนำโดย ดร.หะสัน หมัดหมาน จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 


    ในหัวข้อ “มิติทางวัฒนธรรมความเหมือนในความต่างของสยามกับมลายู” ดร.หะสัน เป็นอาจารย์ผู้ทรงความรู้  ท่านเป็นคนสงขลา ไปศึกษาระดับปริญญาตรีที่ประเทศอิยิปต์ทางสาขาภาษาและวรรณกรรมอังกฤษ และต่อปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จนเกษียณอายุ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  และเป็นกวีเองด้วย


     ดร.หะสัน ได้นำเอาบทกวีของสองชาติที่มีความหลากหลายและสะท้อนสภาพสังคมของสองชาติมาอ่านให้ฟัง  โดยบอกว่า บทกวีไทย-มาเลเซีย จะมีความคล้ายคลึงกัน  ด้วยศรัทธาในพระอัลเลาะห์เหมือนกัน และพยายามชี้ให้เห็นว่า  คนสองชาติคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน จึงอยากให้มีหนังสือพิมพ์สองภาษา อยากให้ภาษาสื่อถึงทุกคนและอยากให้ทุกคนสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ  ซึ่งนั่นก็เป็นสุดยอดความต้องการของทุกคนเช่นกัน  ดร.หะสันยืนยันด้วยว่า กวีสามารถที่จะใช้ภาษาสื่อสารสภาพสังคมได้  ประชาชนรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น  แต่สื่อไม่สะท้อนสิ่งนั้น  กล่าวคือ คนท้องถิ่นมีขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม แต่เราไม่ใช้ขุมทรัพย์นั้น


     ในภาคบ่ายเป็นการปาฐกถาพิเศษของเลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย  เอส.เอ็ม.ซาเกร์ (S.M.Zakir) ผู้มีชื่อจริงว่า เซด มูฮัมหมัด ซาเกร์ บิน เซด อุสมาน  ผู้เป็นลูกชายของนักเขียนซีไรต์มาเลเซียคือ เอส อุสมาน กลันตัน  ซาเกร์ เป็นนักเขียนหนุ่มที่ชอบเขียนเรื่องสั้น  ได้รางวัลมาหลายครั้ง  เขากล่าวถึง สภาพการณ์วรรณกรรมในประเทศของเขาซึ่งมีสำนักราชบัณฑิต หรือเดวัน บาหะซา เป็นหน่วยงานของรัฐควบคุมดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  สมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซียและสาขาขึ้นอยู่กับสำนักนี้  นอกจากนี้  ซาเกร์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองสมาคมฯ ที่พยายามจะทำให้การแปลวรรณกรรมของสองชาติลุล่วง  และได้ยกตัวอย่างงานวรรณกรรมในมาเลเซียที่เขียนโดยคนไทยชื่อประเสริฐที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย   เป็นต้น


        หลังจากซาเกร์ปาฐกถาจบ  คณะผู้สัมมนาก็พากันเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเทศบาลเมืองหาดใหญ่ เพื่อร่วมพิธีเปิดงานงานแสดงศิลปะในสวน  โดยรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม    ซึ่งปรากฏว่าเป็นน้าของพินิจ นิลรัตน์ หนึ่งในคณะนักเขียนฝ่ายไทยที่ไปจากกรุงเทพฯ พิธีเปิดเก๋ไก๋มาก ให้รัฐมนตรีป้ายสีลงบนผ้าบาติก แล้วถือมาโชว์แขก  ปรากฏว่างานนี้หลานเห็นน้า  แต่น้าไม่เห็นหลาน เพราะคงนึกไม่ถึงว่าหลานจะมาวิ่งถ่ายรูปอยู่  (โปรดดูรูป  ที่วิ่งหน้าบานอยู่นั้นคือหลานพินิจ)  หลังเปิดงานแล้ว  เราเดินชมงานศิลปะ มีบู๊ธสเก็ตช์รูป คุณลิม สวี ทิน กวีใหญ่จากมาเลเซียเลยไปนั่งเป็นแบบให้จิตรกรไทยสเก็ตช์รูปเสียด้วย


    วันรุ่งขึ้น (๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒) เราเริ่มต้นด้วยการอภิปรายใหญ่เรื่อง “ภาษาและวรรณกรรมสยามและมลายู” โดยนักวิชาการไทยผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมไทย-มาเลเซียสามคน  งานนี้ดำเนินรายการโดยเจน  สงสมพันธุ์ เลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  นักวิชาการไทยสามคนประกอบด้วย


    คนแรก  อาจารย์อับดุลรอยะ ปาแนมาแล หรือที่เราสนิทสนมกลมเกลียวเรียกกันว่า “อับดุล  ราซัค” เป็นคนไทย เกิดนราธิวาส แต่ศึกษาต่อปริญญาที่มาเลเซีย ในสาขาวรรณกรรมมลายูร่วมสมัย  เคยสอนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  แต่ปัจจุบันสอนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  เป็นนักแปลและล่ามภาษามลายู-ไทย


     ราซัคกล่าวโดยอ้างถึงการวิเคราะห์ของนักวิชาการผ่านหนังสือ ว่าการเข้ามาของศาสนาอิสลามในมลายูทำให้คนมลายูเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่  ก่อนหน้านั้นศาสนามิได้มีอิทธิพลต่อมลายู แต่มีอิทธิพลต่อกษัตริย์  เท่านั้น พออิสลามเข้ามา คนมลายูก็รับหลักการศาสนาอิสลาม  และผลิตงานเขียนออกมาเป็นเชิงอิสลามทั้งหมด  และงานเขียนทั้งหมดต้องอยู่ในกรอบที่ศาสนาอิสลามกำหนด   ไม่อนุญาตให้ศิลปินแยกส่วนระหว่างธรรมกับโลก”  


     คนที่สอง  ว่าที่ ดร.พิเชฐ แสงทอง กวีหนุ่ม นักวิจารณ์เก่า กำลังทำปริญญาเอกใกล้จบจากคณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ขณะเขียนรายงานนี้  เขาผ่านเป็น ดร.แล้ว)  เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์  ผ่านงานมาหลายเล่ม  แต่ปัจจุบันเบนเข็มมาเป็นอาจารย์  จึงกลายเป็นนักวิชาการเต็มตัว  ปัจจุบันสอนอยู่ที่ภาควิชาภาษาไทย  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี


     ว่าที่ ดร.พิเชฐ  เสนอความคิดเรื่อง “โครงสร้างร่วมของตำนานไทย และฮิกายัตมาเลย์:ความหมายทางวัฒนธรรม” ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความเหมือนกันของโครงสร้างเรื่องเล่าและพื้นฐานในตำนานไทยและฮิกายัตมาเลย์  โดยศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การอพยพไปตั้งบ้านเมืองใหม่  เรื่องกษัตริย์มีความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ  เรื่องสัตว์มีบทบาทในการสร้างเมือง  และสุดท้ายเรื่องศาสนาทำให้บ้านเมืองมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง  ดร.พิเชฐยืนยันด้วยว่า “ผมเชื่อว่า  ถ้าเราศึกษาลงไปลึก ๆจะพบรากเหง้าอะไรบางอย่าง  ที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้”    


     คนที่สาม ดร.นูริยัน สาและ  อาจารย์จากภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก  จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยทักษิณ จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย  และจบปริญญาเอกจาก SQAS ประเทศอังกฤษ


      ดร.นูรียัน กล่าวจากประสบการณ์การสอนวรรณกรรมมาเลเซีย  ยืนยันว่า ทุกคนมีภาษาประจำชาติ  เป็นการยืนยันตัวตนของชาติ การกำเนิดของวรรณกรรมปัจจุบันจะมีทั้งความเหมือนและความต่าง โดยโครงสร้างทั้งสองชาติ จะมีวรรณกรรมสมัยใหม่ที่มีลักษณะเดียวกันคือ มีรากเหง้าที่เป็นตำนานมุขปาฐะ  และมีอิทธิพลของวรรณกรรมตะวันตกอยู่ด้วย  ดร.นูรียันได้ยกตัวอย่างของวรรณกรรมปัจจุบันหลายเรื่องที่ใช้สอนในชั้นเรียน


     เนื้อหาสาระที่นักวิชาการทั้งสามคนนำเสนอ “แน่นปั้ก” จนทำให้การรับประทานอาหารกลางวันล่าช้าไปเกือบบ่ายโมง  พอเริ่มภาคบ่าย นักเขียนหนุ่มใหญ่อย่างประมวล  มณีโรจน์ ก็ขึ้นบรรยายเรื่อง “อิทธิพลวรรณกรรมมาเลเซียในงานวรรณกรรมไทย”  ประมวล เป็นนักเขียนเรื่องสั้นฝีมือดี  เคยได้รับรางวัลช่อการะเกดจากเรื่องโดมิโนตัวสุดท้าย   เรื่องสั้น ลานนกจาก  กินใจนักอ่านจนน้ำตาไหล 


     นักเขียนอย่างประมวลมีความเห็นว่า “มีกำแพงขวางกั้นระหว่างสองชาติ แต่เมื่อหันมาศึกษาก็พบว่า งานวรรณกรรมไทยนั้น  เดิมมีอิทธิพลของอินเดียกับอาหรับ  แต่พอตะวันตกเข้ามาก็ได้รับอิทธิพลฝรั่ง  คุณประมวลว่า “เมื่อเรามีกระบวนศึกษาแบบตะวันตก  ความเชื่อพื้นฐานก็จะเป็นตะวันตก  และกระบวนทัศน์ก็จะต้องเป็นแบบตะวันตก คือฉลาดและทันสมัย”


     เขายังกล่าวอีกว่า “เราจะพิสูจน์ได้ในยุคเศรษฐกิจตกวูบช่วงนี้ เศรษฐกิจไทยต้องตามเงินดอลลาร์และยูโรอย่างใกล้ชิด  ในโลกยุคใหม่ ปัญญาชนไทยจึงรู้ลึกมาก แหลม คม ทันสมัย แต่ขาดความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับความเชื่อดั้งเดิม”


     ประมวลยืนยันว่า วรรณกรรมมาเลเซียสองเล่ม “ทาสแผ่นดิน” กับ “กลับสู่บ้านเกิด”ของชาห์นูน  อ่านได้รสชาติคุ้นเคยไม่ต่างจากมนัส จรรยงค์  และบางครั้งก็ทำให้คิดถึงสุวัฒน์ ศรีเชื้อ ในเรื่องมนุษย์ข้อมือ หรือเรื่องโทรทัศน์ ทำให้คิดถึงเรื่อง “เหยื่อ“ ของ “โบตั๋น”  สุดท้ายประมวลสรุปว่า “เราอาจจะไม่พบอิทธิพลของวรรณกรรมมาเลเซียในวรรณกรรมไทยในระดับเป็นกระแส  นอกจากในระดับปัจเจก   แต่เราจะพบว่าไทยและมาเลเซียได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมต่างชาติพร้อมกัน”


     ต่อจากประมวล เป็นการบรรยายของ ดร.ลิม สวี ทิน กวีมาเลเซียซึ่งสนิทสนมกันดีกับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  เขาบรรยายเรื่อง “สถานการณ์กวีในมาเลเซีย”ยืนยันให้คนไทยที่เข้าร่วมสัมมนาภาคภูมิใจว่า คนมาเลเซียรู้จักกวีไทยหลายคน  นอกจากเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์แล้วยังรู้จักจิระนันท์ พิตรปรีชา และไพวรินทร์ ขาวงามด้วย


     ดร.ลิมสรุปว่า “เมื่อเราเปิดประตูหน้าต่างเข้าหากัน  เราต่างฝ่ายต่างก็เห็นกัน  ดังนั้น  เราควรจะเปิดด่านวรรณกรรมให้วรรณกรรมไทยเข้าไปในมาเลเซีย และให้วรรณกรรมมาเลเซียเข้าไปในไทย  เพื่อเรียนรู้เรื่องต่าง ๆผ่านวรรณกรรม”  ดังนั้น  เขาจึงลงท้ายว่า  “เราควรจะมีการพบปะกันบ่อยขึ้น  การแปลก็ควรจะมีมากขึ้นทั้งสองฝ่าย  และควรมีการทำงานร่วมกันให้มากขึ้น  เราไม่ควรพูดแต่เฉพาะวรรณกรรมของตัวเอง หากต้องพูดถึงวรรณกรรมของคนอื่นด้วย”


     ดร.ลิม เป็นกวีขวัญใจของการสัมมนา  เพราะดูเบิกบานสดใส  แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นผู้ใหญ่และความเป็นกวี


     เลิกสัมมนาวันที่สอง  ย่ำเย็นนั้น  เราตัดสินใจไปยึดเวทีที่สวนสาธารณะหาดใหญ่  อ่านบทกวี  ไม่มีใครฟังก็ขอฟังกันเองอย่างเมามันสำราญอารมณ์   เริ่มจากศิริวร แก้วกาญจน์  นัสซูรี จากบรูไน ราซัค  อังคาร จันทาทิพย์  ลิม สวีทีน และมนตรี ศรียงค์  มีล่ามแปลให้ได้ชื่นมื่นชื่นใจกันด้วย  คืนนั้น กลับไปกินอาหารโรงแรมและสัมภาษณ์กันเองอย่างคึกคัก


     ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีก็สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ  ที่ไม่อยากใช้ภาษาอังกฤษก็ใช้ล่าม  ซึ่งงานนี้มีถึง ๕ คน  นอกจาก อาจารย์อับดุล  ราซัค และอาจารย์วนิดา เต๊ะหลง แล้ว  ก็ยังมี อาจารย์การุดดิน อิสายะ  อาจารย์อามีเนาะ ยาสาแล และอาจารย์ซาลีฮะ มูซอ และทุกคนก็แข็งขัน ยิ้มแย้มแจ่มใส ยินดีเป็นสะพานใจให้นักเขียนทั้งสองชาติ

          (อ่านต่อตอนหน้า)

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design