สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง

  • วรพจน์ พันธุ์พงศ์ กับเสียงพูดสุดท้าย รงค์ วงษ์สวรรค์โดย : พรชัย จันทโสก : สัมภาษณ์
    โพสต์โดย : midorikwa
    2009-05-18 12:57:51

    การบินถลาสู่สรวงสวรรค์ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 กลายเป็นความโศกเศร้าและอาลัยของคนในแวดวงวรรณกรรมและนักอ่านทั้งประเทศ

    หากย้อนกลับไปช่วงสองปีหลังก่อน รงค์ วงษ์สวรรค์ จะจากไปชั่วนิรันดร์นั้น นอกจากคอลัมน์ซึ่งเขียนเป็นประจำอยู่แล้ว เขาแทบจะไม่ปรากฏบทสัมภาษณ์หรือข่าวคราวของนักเขียนผู้โด่งดังนี้เลย ด้วยเหตุผลอาการเจ็บป่วยและเงื่อนไขต่างๆ

    แต่นับเป็นความโชคดีเหลือเกินเมื่อ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์มืออาชีพได้รับอนุญาตให้ไปสัมภาษณ์ช่วงปี 2550-51 และไปสัมภาษณ์ถึงสามครั้งสามคราด้วยกัน แต่ละครั้งอยู่นานประมาณ 4-5 วันเลยทีเดียว
    และในที่สุดจึงปรากฏเป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ชื่อ เสียงพูดสุดท้าย รงค์ วงษ์สวรรค์ นั่นเอง
     
    0แนวคิดเริ่มแรกทำไมถึงอยากจะไปสัมภาษณ์ทำเป็นหนังสือเล่มนี้?

    เราทำอาชีพนักเขียน-นักสัมภาษณ์ เราก็มองตัวเองมองสังคม มองตัวเองคือว่าเราสนใจใคร เลือกคนที่เราสนใจอยากทำ มองสังคมคือว่าในสังคมเวลาแบบนี้มันควรจะนำเรื่องราวแบบไหนมานำเสนอ ต้องดูทั้งสองด้าน อีกเรื่องหนึ่งพอมาถึงขั้นตอนการเลือกคนก็ต้องรอว่าคนที่ติดต่อไปเขาอนุญาตหรือเปล่า มีเวลาสะดวกหรือเปล่า แล้วแต่การตกลงกัน แต่ว่าโดยการทำงานเป็นเรื่องของวิชาชีพที่เรามุ่งนำเสนอคนที่มีความคิดที่เราคิดว่าเหมาะสมที่จะให้สังคมฟังเสียงของเขา ซึ่งจะเลือกสองแบบคือคนที่เป็นอาวุโสกับคนหนุ่มสาว เลือกทำสลับไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีความเชื่อว่าสังคมต้องขับเคลื่อนด้วยคนทั้งสองรุ่น ส่วนใหญ่คนจะให้น้ำหนักมาที่คนหนุ่มสาวมาก คือคนหนุ่มสาวมันเหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนของโลกอยู่แล้วในทุกๆ วงการ และผู้อาวุโสก็จะถูกละเลยเป็นปกติ เราเห็นว่ามันต้องเอาประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาบวกกับพลังของคนหนุ่มสาว และคุณ รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักปราชญ์ของสังคมไทย

    0ตอนติดต่อไปครั้งแรกคุณรงค์ตอบตกลงเลยหรือเปล่า?

    ตกลงครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าทำความรู้จักคุ้นเคยมาเป็นระยะหนึ่ง ช่างน้ำหนักเอาด้วยว่าแกก็ให้ความเมตตาอยู่พอสมควร เหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เคยเห็นหน้า เคยพูดคุย จากเดิมที่ขึ้นไปครั้งแรกประมาณปี 2545 เขียนใน Open House เล่มเดียวกัน พอหนังสือออกก็ขึ้นไปบ้านแก พอเอาหนังสือไปแล้ววิจารณ์เลยว่าเขียนแบบนี้ถ้าเป็นแกเขียนได้ 10 เรื่อง เหมือนกับว่าคนหนุ่มอยากเขียนแล้วก็ยัดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป ซึ่งเราก็เห็นข้อบกพร่องของเรา แล้วก็เห็นถึงความเมตตาที่เขาเป็นผู้อาวุโสขนาดนั้น เขายังอ่าน และจริงใจ เปิดเผย เหมือนกับว่าพร้อมที่จะสอน ซึ่งเป็นความเมตตาของผู้ใหญ่ ถัดจากนั้นได้ขึ้นไปไหว้อีกหลายครั้ง ค่อยๆ เหมือนกับว่าคุ้นกันมากขึ้น ประมาณ 7-8 ปี

    0ช่วงการทำงานกำหนดเวลากันอย่างไร?

     เหมือนกันทุกครั้งเลยคือเราจะขึ้นรถไฟไปถึงเช้าแล้วเข้าไปหาแกที่คลินิกฟอกไตกลางเมืองเชียงใหม่ แกจะฟอกไตเสร็จประมาณสักบ่าย 2-3 เข้าไปหา อาติ๋ม (ภรรยาคู่ชีวิต) แกนอนอยู่บนเตียง เวลาบ่ายสามได้เจอกันก็ทักทายแล้วนั่งรถขึ้นสวนทูนอิน ค่ำนั้นแกจะพักผ่อนเพราะเพลียมากหลังจากฟอกไตเสร็จ สามสี่วันถัดจากนั้นแกจะลุยให้เวลากับการสัมภาษณ์เลย ทั้งที่ปกติแกเขียนอยู่ 4 เล่ม คือ a day ต่วยตูน จีเอ็ม และมติชนรายสัปดาห์ ถือว่าเยอะมาก แกจะเลือกคัดสรรจัดวันเวลามาแล้วว่าสามสี่วันนี้ล็อกไว้ให้เราได้ขึ้นไปทำงานเพราะว่ามันต้องเตรียมการล่วงหน้าเยอะว่าจะจัดวันเวลาตรงไหน 

    งานจะเริ่มด้วยประมาณสิบโมงเช้า เริ่มสัมภาษณ์ถึงประมาณสักบ่ายโมงบ่ายสองโมงก็จะพักกินข้าวเที่ยง ระหว่างกินข้างเที่ยงจะนั่งคุยกันไป เพราะเสร็จข้าวเที่ยงแกก็พัก เริ่มอีกทีประมาณทุ่มหนึ่งไปถึงอีกประมาณเที่ยงคืน อยู่อย่างนี้ เวลาสัมภาษณ์คือสิบโมงถึงบ่ายโมงแล้วก็ทุ่มหนึ่งถึงเที่ยงคืนเป็นเวลา 4 วัน และเป็นอย่างนั้นอยู่ 3 ครั้ง

    0แสดงว่าต้องตรงตามเวลาเปะๆ?

     ต้องยึดหลักของแก คือแกนัดมาเป็นช่วงๆ โทรไปถามว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ร่างกายแกไหวหรือเปล่า แกยุ่งอยู่หรือเปล่า ทำต้นฉบับอยู่อะไรอย่างนี้ ซึ่งแกจะยุ่งด้วยสภาพร่างกายที่เป็นปัญหามากที่สุด เท่าที่รู้ในช่วงปีสองปีหลังมานี้แกแทบจะงดรับแขกไปเลย จะมีเราหรือ พี่ต้อ (บินหลา สันกาลาคีรี) ขึ้นไปบางช่วง แต่ถ้าเป็นเรื่องการนัดสัมภาษณ์คิดว่ามีแต่เรากับ เต้ (ธวัชชัย พัฒนาภรณ์)ช่างภาพเท่านั้นแหละที่ขึ้นไป เพราะเหมือนเป็นช่วงที่แกหนักขึ้นเหนื่อยขึ้นมากแล้ว ทำให้งดรับแขกไปเลย ถ้าใครไปในช่วงปีหลังแล้วไม่ได้นัดไว้ คือ เละ รับแขกไม่ได้เลย แกไม่สบายด้วย แกทำงานด้วย แต่ถ้าเป็นคนสนิทจะรู้กัน เขาจะโทรไปก่อนเพราะว่าบ้านนี้จะต้องนัดกันก่อนให้ชัดเจน เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะไปชนเวลาที่แกทำงาน แต่ถ้าคนสนิทจริงๆ ถ้าแกทำงานแกก็จะบอกว่า พวกมึงกินเหล้ากันรอไปก่อน เดี๋ยวกูเขียนหนังสือเสร็จค่อยคุยกัน

    0ระหว่างสัมภาษณ์ได้มองเห็นอะไรบ้างที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร?

    เรื่องความเมตตานี้แน่นอน ด้วยสภาพร่างกายแบบนี้ อายุขนาดนี้ คือบารมีเรื่องความเป็นผู้ใหญ่ พูดง่ายๆ ว่าทบทวนดูทุกๆ ปัจจัยแล้วมันไม่มีเหตุผลอะไรต้องมาให้เด็กสองคนที่ไหนก็ไม่รู้เข้าไปหาไปใช้เวลาเยอะขนาดนั้นหรอก แกก็เหนื่อย พูดไปบางทีก็เจ็บคอ ไม่สบายแล้วล่ะ ไอบ่อยๆ บางทีแกอำๆ ว่า เฮ้ย..ตอนนี้อาเสียรายได้ไปหลายหมื่นแล้วเว้ย มุกตลกมีตลอด คือนอกจากเรื่องความเมตตาชัดเจนที่สุด ในความเห็นเราคือแกเป็นนักเล่าเรื่องที่รอบรู้ เพราะว่าแกเป็นนักใช้ชีวิต ทำมาทุกอย่างจริงๆ เล่ามาตั้งแต่อยู่ในเรือ เหมือนเป็นนายท้ายเรือแย่งผู้โดยสารกัน เป็นพนักงานอยู่ทางเหนือ ขี่ม้า เป็นดาราในหนังก็เคย ทำโฆษณา เขียนก๊อบปี้โฆษณา ตั้งชื่อหนัง แปลบทหนัง อะไรที่เรียกว่าผู้ชายคนอื่นทำได้แกทำได้หมด และแกทำมาเยอะ ใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชนเข้มข้น

    อยากนำเสนอเลยคำว่าแกใช้ชีวิต เข้มข้น และงานเขียน เข้มข้น ความที่ว่าใช้ชีวิตเข้มข้นเวลาจะพูดอะไรเขียนอะไรมันเลยต้องรู้จริง และจะเล่าได้ถึงเลือดถึงเนื้อเพราะว่ารู้จริงๆ และโดยนิสัยแกจะเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เหมือนเป็นนักข่าวเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยธรรมชาติ แกบอกว่าแกถามจนคนตอบหงุดหงิด แล้วไม่รู้ตัว เพราะว่าแกอยากรู้ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก นั่งรถไปไหนกับแม่ก็จะถามว่านี่ต้นอะไรเป็นยังไงๆ

    คุณอาจินต์ยังเคยพูดเลยว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ ถามจนคนให้สัมภาษณ์โกรธ แต่ตัวเองบางทีไม่รู้ เพราะว่าพอสนใจอะไรแกจะซัก ขึ้นเครื่องบินไม่ได้นั่งอยู่ที่นั่ง ส่วนใหญ่แกไปกินเหล้าแล้วเดินไปหน้าห้องน้ำไปคุยกับคน ตอนไปจีบป้าติ๋มตอนเป็นแฟนกันที่โคราช ไปส่งป้าติ๋มเพราะป้าติ๋มต้องกลับบ้านเร็วเนื่องจากที่บ้านดุ สามทุ่มต้องกลับบ้าน แล้วหลังสามทุ่มแกก็มานั่งที่บาร์ต่อ ช่วงนั้นฝรั่งจีไอเข้ามาเยอะ แกก็มานั่งคุยกับฝรั่ง คุยกันจนรู้เรื่องแล้วก็เอามาเขียนเป็นหนังสือ เรียกว่าแกเป็นคนที่ทำงานตลอดเวลา ขึ้นรถไฟก็ไปคุยกับคน เหมือนกับว่าไม่ตั้งใจจะเอามาเขียนหนังสือ แต่มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติว่าชอบรู้ชอบฟังเรื่อง

    0เรียกว่าเป็นคนที่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน?

    การทักทายของคนรุ่นโน้นเป็นเรื่องปกติ แบบผู้คนคุยกันง่าย เป็นยังไง มีอะไร เจอปุ๊บทักได้เลย แล้ววิญญาณเรื่องนี้ ความเป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วย ความอยากรู้อยากเห็นด้วยมันทำให้แกปะทะกับคนเยอะ ได้ฟังเรื่องเยอะ ไม่เหมือนนิสัยคนเดี๋ยวนี้ สมมติว่าเราไปร้านกาแฟยิ่งเป็นร้านสมัยใหม่ มันเป็นบรรยากาศที่ถึงไปก็ไม่สามารถไปคุยกับโต๊ะข้างๆ ได้ อยู่ดีๆ จะไปคุยกับโต๊ะข้างๆ ได้ยังไง แต่คนเมื่อก่อนเขาไปเขาจะมีปฏิสัมพันธ์ทั้งร้าน และข้อที่โดดเด่นมากคือ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นคนที่ความจำดีมาก ไม่น่าเชื่อว่าอายุ 77 ปี ครั้งสุดท้ายที่ไป ป่วยขนาดนี้ แต่เวลาเล่าเรื่องความจำต่างๆ แม้แต่ชื่อเพื่อนตอนเรียนชั้นประถม-มัธยมยังจำได้ สะกดให้ได้ บางเรื่องเหลือเชื่อ ความจำเหมือนเกิดมาเพื่อทำอาชีพนี้จริงๆ จำเก่งมาก

    0สัมภาษณ์ไปยาวแค่ไหนและลำดับเรื่องอย่างไร?

    น่าจะมากกว่า 30 ม้วน พยายามแยกตามหมวดหมู่ สมมติว่าสัมภาษณ์วันที่ 1 เรื่องนี้ได้มา 30 เปอร์เซ็นต์ มันไปพ้องกันอีกที่เมื่อเราสัมภาษณ์วันที่ 4 คือเราก็เอามาต่อกัน ต้องอีดิต ไม่ใช่ว่าพูดตอนไหนก็เหมือนอย่างนั้นตลอด เพื่อจัดลำดับความให้อ่านรู้เรื่อง แบ่งเป็นเรื่องๆ ตั้งแต่สมัยเข้าไปเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ไปเจอ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยุคสยามรัฐ และเป็นช่วงที่แกเดินทางไปเมืองนอก ไปอยู่อเมริกาแล้วเป็นยังไง สังคมเป็นยังไง และช่วงที่พาครอบครัวไปยุโรป เรื่องลูก เรื่องความรัก เรื่องนิสัยในการเขียน เรื่องตัวละครของแก คือจะแบ่งซอยเป็นเรื่องๆ ประมาณ 10 เรื่อง เหมือนจะแบ่งเป็นบทๆ

    สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือพยายามเอาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันท้ายที่สุดที่คุยกัน เพราะว่าหลายเรื่องจะซ้ำกับที่เคยให้สัมภาษณ์มาแล้ว เทป 30 ม้วนนี้จะมีจำนวนเยอะเลยที่ไปซ้ำกับของเดิม เพราะว่าแกมีความสนุกที่จะเล่าเรื่องเหล่านี้ เพราะเราเป็นเด็กด้วย ด้วยเรื่องความป่วยไข้ เรื่องความบารมี ความเป็นนักเขียนใหญ่ของแก เราสอดแทรกอะไรยาก คือเหมือนกับว่าเราเป็นผู้รับฟัง เพราะฉะนั้นมันจะมีหลายๆ เรื่องที่ซ้ำกับที่แกเคยให้สัมภาษณ์มาแล้ว หนังสือเล่มนี้จะตัดให้ไปอ่านในเล่มอื่นที่มีอยู่แล้ว เล่มนี้จะเป็นเหมือนกับยังไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

    0ได้ถามถึงที่มาของตัวละครชื่อแปลกๆ บ้างไหม?

    ถ้าเป็นประโยคคำถามชัดๆ ไม่เคยถามเรื่องนี้ แต่นิสัยแกไม่ชอบใช้คำซ้ำกับคนอื่น ชอบคิดคำใหม่ให้คนมาใช้ตาม ถ้าจะใช้ภาษาเก่าคือใช้ภาษาเก่าของคนโบราณไปเลย จะไม่ไปใช้เหมือนคนอื่นหรือนักเขียนร่วมสมัยหนุ่มคนอื่น แกชอบคิดใหม่ เหมือนเป็นความสนุกส่วนตัว หลายๆ คำอย่างคำว่า สแควร์ อย่างนี้ มันเป็นคำภาษาอังกฤษที่แกเอามาใช้เป็นคนแรกๆ ในเมืองไทยและติดกัน สยามสแควร์ ตั้งขึ้นทีหลัง บางลำพูสแควร์ ด้วยซ้ำ แกใช้ก่อนและใช้กันจนติด ตอนหลังมีคนพยายามจะใช้คำว่า จตุรัส แต่ไม่นิยมกัน หรือ เสเพลบอย คำพวกนี้แกเป็นคนเอามาผสมเอง

    ในความเห็นเราแกเป็นส่วนผสมของรากความเป็นคนตะวันออกไปบวกกับความรู้ใหม่ของคนตะวันตกที่ไปอยู่อเมริกามา 4-5 ปี สองสีนี้มันผสมกัน และความเป็นคนอยากรู้ ถ้ารู้อะไรต้องรู้ลึกซึ้งด้วย มันเลยเหมือนบวกกันสองฝ่าย งานเลยค่อนข้างที่จะมีรากเหง้า ขณะเดียวกันมีความเป็นสากลอยู่ด้วย ตัวละครมันก็เหมือนตัวแก คือมีหลายมิติหลายบุคลิก

    0ก่อนไปสัมภาษณ์ต้องเตรียมตัวหรือต้องกลับไปอ่านผลงานเก่าๆ ทบทวนบ้างไหม?

    อ่านไปพอสมควร แต่ไม่ทั้งหมด ครั้งแรกอาจจะเตรียมตัวเยอะ ครั้งต่อมารู้ว่าเตรียมตัวไปจะไม่ค่อยมีผล (หัวเราะ) เพราะว่าเราควบคุมไม่ได้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือสัมภาษณ์และเราก็อาชีพนักสัมภาษณ์ และโดยความเห็นถ้าพูดถึงวิชาชีพ หนังสือเล่มนี้ในชั้นเชิงการเป็นนักสัมภาษณ์เป็นหนังสือที่แย่ นักสัมภาษณ์ที่ดีต้องไม่ทำงานอย่างนี้ นักสัมภาษณ์ที่ดีต้องควบคุมประเด็นได้ แต่ว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นคนที่เหนือกว่านั้น เราควบคุมไม่ได้ มันเป็นเงื่อนไขที่ต้องจำยอมไป แต่ว่านั่นคือทำให้ได้เรียนรู้ว่าประสบการณ์การสัมภาษณ์คนมา 500 คน เราคิดว่าจะใช้ประสบการณ์เก่า ความเชื่อนั้นถูกพังทลายไป ทุกๆ ครั้งของการสัมภาษณ์มันคือการเริ่มต้นใหม่

    0เนื้อหาถือว่าได้ครบถ้วนตามที่วางไว้หรือเปล่า?

    เราพอใจอยู่แล้วล่ะ คือเรารู้ว่าเงื่อนไขคืออะไร ทำได้เท่าที่ทำได้ มันไม่ใช่หนังสือที่ดีที่สุดอะไร มันไม่ใช่หนังสือการสัมภาษณ์ที่ดี แต่ข้อดีของหนังสือเล่มนี้มันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ ข้อดีของเล่มนี้คือการที่เราได้ไปฟังนักปราชญ์คนหนึ่งเล่าในช่วงท้ายๆ ของชีวิต ความดีของมันไม่ใช่อยู่ที่ชั้นเชิงการโต้ตอบการตั้งคำถาม ความดีของมันคือการที่เราตัดสินใจเข้าไปทำ ได้รับอนุญาตให้ทำ ได้รับอนุญาตให้ไปใช้วันเวลาอยู่ด้วยในช่วงเวลาหนึ่ง ได้ฟังเรื่องเล่าจากคนที่เหมือนเป็นปูชนียบุคคลของสังคมไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าใหญ่กว่า ถึงแม้ว่าหน้าที่การสัมภาษณ์อาจจะทำไม่ได้ดี สิ่งเหล่านั้นมันเพียงพอและภูมิใจมาก

    0ส่วนตัวแล้วชอบงานเขียนเล่มไหนของคุณรงค์บ้าง?

    ถ้าถามอย่างนี้เลยชอบตัวแกมากกว่างานแก ไม่รู้ว่าการฟังมันง่ายกว่าการอ่านหรือเปล่า มันสนุกเหมือนกัน มีเรื่องราว มีตัวละคร มีฉาก มีองค์ประกอบครบของการเป็นเรื่องสั้น องค์ประกอบของการเป็นบทความที่ดีอยู่แล้วในบทสัมภาษณ์ แต่ถ้าพ้นจากที่ไปนั่งสัมภาษณ์ ถ้าอินมากๆ จะเป็นงานสายสารคดี เพราะรู้สึกว่าเข้าถึงง่ายกว่างานที่เป็นสายเรื่องสั้นหรือนวนิยาย ตรงนั้นอาจจะต้องการประสบการณ์ร่วมบางอย่างหรืออาศัยการตีความอะไรบ้าง คือบางเรื่องอ่านไม่รู้เรื่องเลย โดยเฉพาะงานคอลัมน์ที่ลงในมติชนช่วงหลังๆ อ่านไม่รู้เรื่องเลย

    0ความน่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงไหน?

    ชีวิตช่วงสองปีสุดท้าย ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้จะเลือกเป็นบางมุมเพราะภาพรวมๆ คนรู้อยู่แล้วว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ฉะนั้นจะเน้นช่วงสองปีหลังคือปี 2550-51 ซึ่งมันมีเรื่องว่าความคิดปัจจุบันนี้แกคิดอะไรอยู่บ้าง สมมติว่าเรื่องอดีตมันก็มีเป็นเรื่องๆ อยู่แล้วว่าความรักจีบกันยังไง อเมริกาเป็นยังไง แต่อีกภาคหนึ่งเป็นเรื่องว่าทุกวันนี้ความสนใจคืออะไร เกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งคำตอบใหญ่ๆ หลักๆ คือทุกอย่างอยู่ที่การเขียนหมดเลย แกไม่เคยมีเขว ไม่มีแกว่ง เคยมีช่วงหนึ่งที่แกไม่สบายแล้วเขียนหนังสือไม่ได้ ประมาณสองปี ถัดจากนั้นที่แกเขียนไว้คือ ปราบดา หยุ่น ไปขอเรื่องแก ก่อนที่จะมาเป็นโอเพ่นเฮ้าส์นี่แหละ เหมือนเป็นแรงกระตุ้นจากคนหนุ่มรุ่นใหม่มาถึงแก ทำให้กลับมามีพลังอีกครั้งหนึ่ง จึงเริ่มเขียนได้มาตั้งแต่บัดนั้น เขียนต่อเนื่องมาจนสุดท้าย

    0ความทรงจำสุดท้ายต่อคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ ในฐานะนักสัมภาษณ์นั้นรู้สึกอย่างไร?

    เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นครูบาอาจารย์ ใจดีมีเมตตา ขณะเดียวกันก็มีระเบียบวินัยอยู่ แกเป็นคนพูดตรง พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้เมตตาอย่างเดียว มีการต่อว่า ดุอะไรบางอย่างด้วย เหมือนเป็นคนที่เราสัมภาษณ์นี้ทำงานยากมากเลยนะ ทำงานด้วยความทุกข์มาก อย่างที่บอกเงื่อนไขหลายอย่างทั้งแกเป็นผู้อาวุโส แกไม่สบาย มันไม่ใช่การทำอะไรได้ปกติเหมือนกับนักสื่อสานมวลชนกับแหล่งข่าวปฏิบัติกัน มันมีเรื่องอื่นเข้ามาเต็มไปหมด ซึ่งเราจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างดูว่าอะไรควรไม่ควร คือมนุษย์ถึงแม้ว่าจะเป็นสื่อมวลชนเป็นนักสัมภาษณ์ เราไม่สามารถจะเอางานนำทุกอย่างได้ในบางกรณี ต้องมีความเป็นมนุษย์ด้วยว่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าคุณป่วยไข้อยู่ ไม่ว่าคุณจะเอาคำตอบนี้คุณก็ต้องคาดคั้น มันไม่ใช่

    แกเล่าเรื่องอื่นที่เราไม่อยากฟังซ้ำ แล้วเราต้องฟังไปเพื่อที่จะรอสิ่งอื่นที่ต้องการ ถ้าเป็นคนอื่นปกติจะตัดบทได้ แต่นี่ไม่ได้ ต้องแล้วแต่เขา เป็นงานที่มีความทุกข์มากในการทำงาน ขณะเดียวกันก็มีความสุขมาก มันก้ำกึ่งกันอยู่ตลอด มีสองด้านที่วิ่งคู่ขนาน แต่ทุกครั้งที่ได้รับนัดหมายก็เป็นนัดหมายที่อยากไป โดนดุ เครียด มีความทุกข์ก็อยากไป คือทุกข์ด้วย เหนื่อยมากเบื่อมากด้วย แต่มีความสุขมาก มีความเคารพรักสูงมาก ทุกๆ เช้าตื่นมาก่อนเริ่มงาน เราเดินขึ้นลงๆ สวนทูนอิน เดินดูต้นไม้ดอกไม้ วันนี้จะยังไงดีว้า..เครียด

    แต่พอเรื่องเล่าเริ่มทำหน้าที่ของมัน ดวงตาแก คำพูดแก อารมณ์ที่จะสื่อสารพร้อม ทุกอย่างก็สวยงามมาก และมีความสุขมาก นับเป็นความทรงจำที่สำคัญและเป็นวันเวลาที่ดีของชีวิตที่ได้ตัดสินใจทำเรื่องนี้ 0

     

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090518/42831/วรพจน์-พันธุ์พงศ์-กับเสียงพูดสุดท้าย-รงค์-วงษ์สวรรค์.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design