สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily

  • ถอดรหัสภารกิจทางวรรณกรรม เมื่อแรงบันดาลใจ มิอาจสิ้นโดย : สาวลาดพร้าว
    โพสต์โดย : midorikwa
    2009-05-01 08:54:03

    ไม่มีสิ่งใดที่นักเขียนจะให้กันได้มากกว่า "กำลังใจ" และ "แรงบันดาลใจ"

    บางถ้อยคำจึงทำให้คนบางคนออกเดินทาง ขณะบางเรื่องเล่าในหนังสือบางเล่ม ทำให้ใครหลายคนเริ่มคิดและเขียน
    งานและชีวิตของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ได้ทำหน้าที่เหล่านั้น ยิ่งฉายชัดนับแต่เขาจากไปเมื่อสามปีก่อน

    "...พูบอกตัวเองเสมอว่าตราบใดที่พูยังเขียนหนังสือ ความตายของพี่จะไม่สูญเปล่า พี่ได้มอบพลัง มอบแรงบันดาลใจให้พู พี่จากไป แต่พี่ได้สร้างนักเขียนคนหนึ่งขึ้นมา..."

    อุรุดา โควินท์ หญิงสาวคนรักของนักเขียนหนุ่ม บันทึกผ่านเว็บล็อก ก่อนรวมเล่มในชื่อ a piece of love:ชิ้นส่วนความรักมิตรภาพออนไลน์ (หน้า 134) ไว้อย่างนั้น ไม่ต่างจากเสียงของพี่ๆ น้องๆ นักเขียนที่เดินทางไปร่วมงานรำลึก 43 ปี ชาตกาล กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ยังวัดพิกุลทอง บ้านเกิดใน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ที่ได้สานงานแทนความรักและระลึกถึงกัน

    ขณะที่ ก๊วนปาร์ตี้ ได้ส่ง ราหูอมจันทร์ นิตยสารวรรณกรรมรายสามเดือนไว้ในการดูแลของกองทุนกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เรียบร้อยแล้ว กลุ่มวรรณกรรมภูเก็ตมี ธรรมชาติของการตาย รวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์สึนามิ มาเป็นของขวัญวันเกิดแด่นักเขียนหนุ่ม ทั้งที่โครงการนี้ถูกพับไปครั้งหนึ่ง ทว่ามิอาจขาดไปจากใจ

     

    ราวปลายปีที่แล้ว เพื่อนนักเขียนหนุ่มภูเก็ตจึงขอฟื้นขึ้นมาใหม่ คัดสรรเรื่องเกี่ยวกับสึนามิที่ตีพิมพ์ในสื่ออื่นๆ มารวมเล่ม โดยมี 10 นักเขียนกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักทั้ง วันเสาร์ เชิงศรี, ขวัญยืน ลูกจันทร์, ชิด ชยากร, นฆ ปักษนาวิน, จิรภัทร อังศุมาลี, รัตนชัย มานะบุตร, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, สมลักษณ์ สกุลวงศ์, เกริกศิษฎ์ พละมาตร์ และวิโชติ ไกรเทพ

    เสริมด้วย 4 นักเขียนรับเชิญได้แก่ ศิริวร แก้วกาญจน์, ฉมังฉาย, อนุสรณ์ ติปยานนท์ และกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
     พิเศษด้วย เร่ขายฝัน (Dream for Hire) เรื่องแปลของ กาเบรียล กาเซียร์ มาเกซ ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติเช่นกัน

    "เราเห็นด้วยกับการเสนอของคุณอนุสรณ์ (ติปยานนท์) ที่ว่าเราสามารถนำประเด็นเกี่ยวกับสึนามิมาเขียนตรงๆ หรือใช้เทคนิคกับการนำเสนอในเชิงวรรณกรรม ซึ่งอาจจะทำให้เราเห็นวิธีการเขียนที่ใหม่ หรือว่า สามารถจะทำงานในเชิงวรรณกรรมเกี่ยวกับสึนามิ หรือว่าภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้" ขวัญยืน ลูกจันทร์ เล่าถึงการทำงาน พร้อมกันนั้นมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้นำชื่อเรื่องสั้นของกนกพงศ์มาเป็นชื่อปก ในฐานะที่เป็นต้นคิด กระทั่ง "ธรรมชาติของการตาย" สำเร็จในที่สุด

    สำหรับเรื่องสั้น (ที่ยาวที่สุด) ในเล่มนี้ คนเขียนเล่าถึงโศกนาฏกรรมจากคลื่นยักษ์ได้อย่างชวนแสยะ ท่ามกลางซากปรักหักพังสิ่งของและศพเน่าอย่างสยอง ซึ่งเป็นฉากชีวิตจริงที่กนกพงศ์ได้ไปเยือนตั้งแต่คลื่นยักษ์ถล่มไปไม่กี่วัน ขณะที่เจ้าถิ่นที่พาลงพื้นที่อย่างขวัญยืนได้เขียน "ค่ำคืนอันยาวนาน ระหว่าง เขา และเธอ" ทางด้าน วันเสาร์ เชิงศรี ได้เล่าถึงความสะเทือนใจจากการมาของคลื่นยักษ์ เพียงฉับพลันกลับผันเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปชั่วนิรันดร์ ผ่าน "ในดงโกงกาง"

    ส่วน รัตนชัย มานะบุตร แม้ไม่อยู่ในรัศมีประสบภัยจากคลื่นยักษ์กวาดซัดโดยตรง แต่ได้ศึกษาและซับข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสึนามิทั้งหมด จึงมี "น้ำเข้าใต้ถุน" มาฝาก เปรียบเทียบวัฒนธรรมที่แทรกซึมกับผลกระทบจากสึนามิ ที่กลายเป็นภาพทับซ้อนกันอย่างไม่น่าเชื่อ

    ทั้งหมดนี้จึงทำ รวมเรื่องสั้นชุดนี้ พิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา นอกจากหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ฝัง ใจ ไฟ ฝัน ของกลุ่มที่ทำมาเกือบทุกปีอยู่แล้ว ลำดับสามนี้ ได้เน้นเป็นฉบับสึนามิทั้งหมด อีกทั้งยกทีมมาเปิดตัวพร้อมกันกับงานรำลึกยังบ้านเกิดของกนกพงศ์
     0 0 0

    ในค่ำนั้นที่ได้คุยกัน พบว่ามากกว่าหนังสือคือวิถีมุ่งมั่นแห่งการเขียนของกนกพงศ์ โดยเฉพาะการเคี่ยวกรำอย่างบรรจงในสวนอักษรของเขาที่ วันเสาร์ เชิงศรี ประทับใจมิรู้เลือนถึงหน้าที่ของ "นักเขียนที่ดี" พึงกระทำ

    "เรื่องที่กนกพงศ์ไม่ได้สร้างงานใหม่ เขาบอกว่าถ้าให้เขาเขียนเหมือนเดิมเขาเขียนได้ทุกวัน แต่เขาไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่าเขาต้องการปรับปรุงงานของเขาให้มันแปลกกว่าเดิม หรือพัฒนาขึ้นไปอีก การเขียนให้มันเสร็จๆ นั้น มันง่าย แต่ว่าเขียนให้อยู่นาน หลังจากเราตายไปแล้ว เป็นสิ่งที่ยาก ผมมาคิดตรองดูแล้ว ผมก็ว่าเขาทำหน้าที่ของเขาจริงๆ ตามที่พูดทุกอย่าง"

    วันเสาร์ยังจำได้อีกว่าครั้งหนึ่งที่ได้เยือนห้องทำงาน บนชั้นสองของบ้าน เขาเห็นเรื่องสั้นของกนกพงศ์ค้างอยู่ในเครื่องพิมพ์ดีด เขานึกดีใจที่จะได้อ่านเรื่องสั้นของกนกพงศ์ ครั้นเจอหน้าอีกครั้งที่งานหนังสือทำมือ จังหวัดภูเก็ต จึงถามถึงความคืบหน้า กลับได้คำตอบจากนักเขียนจากพรหมคีรีว่า "ฉีกทิ้งหมดแล้ว" สร้างความสงสัยให้กับนักเขียนรุ่นพี่เป็นอันมาก เพราะยังจำเลขหน้าที่พิมพ์ค้างไว้อยู่ที่ 52 แล้ว

     "กนกพงศ์เขาบอกว่า เห็นข้อบกพร่องเลยไม่อยากปล่อยออกไป"

    ประโยคนั้นวันเสาร์จำได้เป็นอย่างดี ถือว่ามีความหมายยิ่งต่อคนสร้างวรรณกรรมในแง่การทำงานที่แท้จริง ยามใดก็ตามที่ได้รับหนังสือจากกนกพงศ์ วันเสาร์และเพื่อนดีใจเสมอ โดยเฉพาะต้นฉบับและหนังสือ
     "เขาจะเขียนเสมอว่า ส่งลูกชายคนใหม่มาให้รู้จัก"

     จุดนี้ วันเสาร์สัมผัสได้ถึงการฟูมฟักงานเขียน ที่ไม่ต่างอะไรกับการประคบประหงมทารกที่อยู่ในครรภ์ของภรรยาที่รัก เขาจึงดูแลตั้งแต่ตั้งท้องกระทั่งลืมตาดูโลก ด้วยความภูมิใจ

     "เด็กคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือ ชาย ต้องไม่ทำร้ายสังคม หรือไม่ทำให้สังคมเสื่อมทรามลงไป เขาถึงจะปล่อยงานแต่ละชิ้นออกมา"

     ในวันที่ได้ร่วมงานกันฟูมฟักลูกชายคนใหม่ อย่างรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับสึนามิ วันเสาร์ จึงไม่แปลกใจถึงสาเหตุที่กนกพงศ์ตัดสินใจพับโครงการไป เมื่อเห็นว่า ต้นฉบับที่ได้มายัง "ไม่สมบูรณ์"

    ก่อนได้พบหน้ากนกพงศ์นั้น วันเสาร์ เป็นแฟนหนังสือที่ติดตามผลงานของกนกพงศ์มาก่อน เวลามีงานชิ้นใดหรือบทสัมภาษณ์ในนิตยสารฉบับไหน มักจะบอกกันในกลุ่มได้หามาอ่านและตั้งวงคุยกันเสมอๆ พร้อมมาดหมายในใจ
     "ถ้าได้เจอวันไหน จะถามกนกพงศ์ให้มากกว่าที่นักข่าวสัมภาษณ์"

    แต่กว่าจะเจอกัน ก็ให้หลังกนกพงศ์ได้รางวัลซีไรต์หลายปี สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ กนกพงศ์พ้นขีดความเป็นนักเขียนใหญ่ดังที่เคยคิดไว้ทั้งหมด นั่นคือ ไม่เกร็ง และไม่กร่าง

    ที่สำคัญคือพร้อมที่จะตอบคำถาม และเล่าเรื่องเบื้องหลังงานแต่ละชิ้น อย่างไม่เบื่อหน่าย หรือแสดงทีท่ารำคาญใจให้เห็น คำกล่าวประเภทที่ว่า "เป็นเรื่องของนักอ่านไปตีความเอง" นั้น ไม่เคยมีจากปากของกนกพงศ์เลย

     "ผมว่า หายากมากที่นักเขียนจะให้ความจริง กับผู้ฟัง ผู้อ่าน เราเป็นคนเขียนหนังสือก็จริงๆ แต่เราจะไม่เป็นพูดในฐานะคนเขียนตลอดเวลา ในบางเรื่องเราพูดในฐานะคนอ่าน อย่างผมเอง ก็ถามเสมอๆ ว่า ผมสงสัยตรงนี้ บอกผมได้ไหมว่า ทำไม? ซึ่งพบทุกครั้ง ถามทุกครั้ง กนกพงศ์ไม่เคยปิดบัง"

    จากการที่ได้รู้จัก วันเสาร์จึงรู้ว่า ความสุขของกนกพงศ์ นอกจากได้ทำงานวรรณกรรมแล้ว ก็คือ การตั้งวงพูดคุยเรื่องวรรณกรรมในด้านต่างๆ ด้วย ไม่ว่าสถานที่เปลี่ยนไปอย่างไร ทั้ง ข้างครัวไฟของบ้านริมน้ำตกอ้ายเขียว กรุงชิง พรหมคีรี และ ภูเก็ต แต่หัวข้อที่เล่าสู่กันฟังยังคงเดิมทุกครั้ง นานวันเข้า จึงนำมาซึ่งความสนิทสนมกัน

     "มันก็น่าจะแปลกว่านักเขียนหลายๆ ท่านแล้ว จะเห็นว่า กนกพงศ์ได้คุยกับบรรดารุ่นพี่ๆ ทั้งหลายคน กระทั่งว่า สิ่งที่เขาพูดคุยนั้นได้นำไปสร้างงานเขียน และพัฒนาการเขียนมาตลอด"

     วันเสาร์ย้ำถึง การตั้งวงสนทนาที่ไม่ต่างกับการลับคมความคิด  ต่อเรื่องนี้ ชาคริต โภชะเรือง ในฐานะคนร่วมก๊วนปาร์ตี้ ซึ่งเป็นก๊วนของคนหนุ่ม (สาว) รุ่น 40 ปี ที่เติบโตมาในช่วงวัยและสภาพสังคมคล้ายกัน อธิบายได้เป็นอย่างดีถึงความเป็นไปของกนกพงศ์ในช่วงนี้  "โดยอายุความคิดการเขียน กนกพงศ์อาจเป็นเพื่อชีวิต แต่โดยวัย พอมาเจอคนกลุ่มนี้ จึงมีอารมณ์ร่วมบางอย่าง ที่กลุ่มนาครซึ่งเป็นนักเขียนรุ่นพี่ให้ไม่ได้ ในบางช่วงกนกพงศ์จึงรู้สึกแปลกแยกไป"

     ทั้งนี้หาใช่เหตุผลอื่นใด นอกจาก การทุ่มเทแรงใจให้กับวรรณกรรมทั้งชีวิต นั่นเอง

    "สำหรับผมแล้ว สิ่งที่กนกพงศ์ทำอยู่นั้น มันมากกว่า ชีวิตแล้ว ไม่ใช่แต่ตัวเขาเอง แต่เป็นตัวแทนบอกเล่าถึงความเป็นวรรณกรรมไทย เพราะช่วงหลังงานของเขา ไม่ต้องตอบคำถามว่า เขียนไปเพื่ออะไร หรือ เรื่องรายได้ว่า จะอยู่ได้หรือไม่อีกต่อไป แต่เขียนมากกว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว"

    วันที่กลุ่มวรรณกรรมภูเก็ต สานต่อจน "ธรรมชาติของการตาย" สำเร็จ ชาคริตจึงเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะไม่มีนักเขียนกลุ่มใดที่จะซับเนื้อหาและแง่มุมมากเท่าอีกแล้ว รวมถึงความรักที่มีต่อกนกพงศ์ด้วย
     "พอรับช่วงต่ออย่างนี้ แนวคิดที่เคยคิดไว้ก็ไม่สูญเปล่า" นักเขียนสงขลาเอ่ยอย่างดีใจ

     เหนืออื่นใด คือแรงบันดาลใจที่ไม่สูญสลาย เห็นได้ชัดจาก รัตนชัย มานะบุตร เป็นคนหนึ่งที่นับวันมั่นคง แม้ทุกวันนี้จะยังเข็นเล่มสองออกมาไม่ได้ นับจาก "อุทกภัย" ที่ กนกพงศ์ เป็นบรรณาธิการเล่มให้ ก็ตาม แต่ยามใดที่นึกถึงกนกพงศ์ แล้ว เขาไม่อาจอยู่เฉย ยิ่งเห็นต้นมะม่วงดอกบานสะพรั่งหน้าบ้าน ที่กนกพงศ์ให้มาแล้ว ทำให้อยากทำงานทุกครั้ง

     "ผมจะระลึกถึงกนกพงศ์จนถึงวันที่เราจะสิ้นไปจากโลกนี้ สำหรับงานเขียนผมจะทำให้ดีที่สุด แม้จะช้า ผมก็จะทำ"
     สำหรับรัตนชัยแล้ว กนกพงศ์ไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในการเขียนเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่รักแผ่นดินมากที่สุดอีกคนหนึ่ง เพราะกลับจากพรหมคีรีครั้งใด กนกพงศ์มักมีต้นไม้เป็นของฝากเสมอ สอดคล้องกับ "พินัยกรรม" ที่พูดถึง "ป่า" และชีวิตที่ว่า "ชีวิตหนึ่งของคนทำอะไรได้ไม่มาก" ซึ่ง รัตนชัยยอมรับว่าเป็นจริง ดั่งที่นักเขียนหนุ่มรุ่นน้องว่าไว้ จึงเต็มใจเป็นอีกคนที่รักษา "ผืนป่า" ของกนกพงศ์เอาไว้ แม้ผืนป่านี้ไม่มีคนปลูกชื่อกนกพงศ์แล้วก็ตาม แต่ยังมีต้นไม้อีกหลายต้น ที่วันเสาร์ขอชวนไปเพ่งพิศ


     "ในเมื่อกนกพงศ์ไม่มีโอกาสสร้างงานให้เราอ่านแล้ว เราก็อ่านงานที่เขาฝากไว้ทุกชิ้น ก็น่าจะเป็นที่พึงพอใจของเราแล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับงานที่เขาเคยได้รับรางวัล"

     เช่นเดียวกับ เสน่ห์ วงษ์กำแหง ที่ร่วมเส้นทางรื่นรมย์ครั้งสุดท้ายของกนกพงศ์ ทั้งเดินป่าและสารพัดเมนูผักกูด ก็หยิบหนังสือกนกพงศ์มาอ่านทุกครั้งยามคิดถึง จนวิเคราะห์งานของกนกพงศ์ได้เป็นฉากๆ

     "หลายเรื่องของกนกพงศ์ไปสู่สากลได้ ในการต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้าง  กนกพงศ์เขียนได้ทุกรูปแบบ ในคำนำหนังสืออยู่เล่มหนึ่งบอกว่า ตลอดชีวิตเขาถือว่า งานเขียนหนังสือเป็นศาสนา ถ้าเราเชื่ออะไรสักอย่าง เราก็จะมีวิถีอย่างนั้น กนกพงศ์ก็เหมือนกัน เขาเป็นนักเขียนที่เดินทางยึดอาชีพนี้เป็นศาสนา เป็นสิ่งบำรุงจิตใจ ซึ่งพวกเราก็เข้าไม่ถึงศาสนาตรงนี้ แต่เราชอบ" อาจารย์เสน่ห์ว่า

     0 0 0

     จากงานรำลึกที่ควนขนุนแล้ว ยังมี "กนกพงศ์ยังคงอยู่" อีกงานหนึ่งที่พูดถึง "อุดมคติแบบกนกพงศ์" จัดโดย นักเขียนหนุ่มกลุ่มโอเพน มีทั้งนักเขียนเพื่อนซี้ของกนกพงศ์ และนักเขียนที่ไม่เคยเจอะตัวเป็นๆ ของกนกพงศ์มาตั้งวงคุยกัน พบว่า จากควนขนุน ถึง แพร่งภูธร แนวคิดไม่ต่างกันแต่อย่างใด โดยเฉพาะ อนุสรณ์ ติปยานนท์ ถึงขั้นแนะให้สร้าง "อนุสาวรีย์" ให้กับ "งาน" ของกนกพงศ์


     "กนกพงศ์ตายไปแล้ว ถ้าคุณยังไม่หยุดสร้างอนุสาวรีย์ให้กับกนกพงศ์ ในที่สุด งานของกนกพงศ์ก็จะตายตามไปด้วย ฉะนั้นต้องนำงานของกนกพงศ์ที่ตีพิมพ์หลังเขาตาย หรือหลังจากที่ไม่ได้ซีไรต์แล้วมาอ่านว่า เขาได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง"

    สองเล่มที่อนุสรณ์แนะนำ คือ โลกหมุนรอบตัวเอง และ นิทานประเทศ เพราะถือว่าสอบผ่านในสายตาของเขา ในฐานะ "เรื่องเล่า" แม้จะมีบางเรื่องที่เห็นว่า ยังไม่สมบูรณ์ถึงที่สุด แต่อย่างน้อยก็ถือว่า "ฝ่าความล้มเหลว" มาได้ จนไร้ซึ่งอิทธิพลของนักเขียนต่างประเทศ แนวเรื่องเล่า ย้อนไปย้อนมา อย่างที่เคยอ่าน อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสมมติฐานกนกพงศ์ในเรื่อง การมองวรรณกรรมเพื่อชีวิตจากมุมเล็กๆ

    "ในการอ่านงานของกนกพงศ์ ถ้าคุณไม่อยู่ในความเชื่อที่ว่า งานของกนกพงศ์สมบูรณ์ คุณจะเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ว่า มีร่องรอยของสิ่งไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่สมบูรณ์ เราถึงรู้ว่า มนุษย์คนนี้กำลังแสวงหาอยู่ และมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์สิ ที่น่าสนใจ เพราะเรากำลังเห็นการแสวงหาของเขา"

    ขณะที่ "แผ่นดินอื่น" ซื้อเก็บไว้ก่อน มากกว่านั้นคือ เวลาอ่าน หรือวิเคราะห์ ให้แยกระหว่าง "กนกพงศ์" และ "เพื่อชีวิต" อยู่คนละชุด ไม่เช่นนั้น จะเป็นวาทะกรรมผูกมัด ทำให้มองไม่เห็นงานของกนกพงศ์ในมุมอื่นอย่างน่าเสียดาย โดยวิธีเหล่านี้ จะทำให้ กนกพงศ์ยังคงอยู่ อย่างแท้จริง!!

    ที่มา kt online

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 23 เมษายน 2552

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090423/35719/ถอดรหัสภารกิจทางวรรณกรรม-เมื่อแรงบันดาลใจ-มิอาจสิ้น.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design