สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม

  • เขียนทำไม ทำไมต้องเขียน เขียนเพื่ออะไร โดยขจรฤทธิ์ รักษา
    โพสต์โดย : suisia
    2009-04-08 17:24:58

    การอบรม การเขียนวรรณกรรม สำหรับเยาวชนและครู

    จัดโดย บจม. ซี พี ออลล์ มูลนิธิเพื่อเด็ก ที.เค.พาร์ค และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

    ณ ห้องประชุม ที.เค.พาร์ค ชั้น ๘ อาคารนิวเวิร์ลด์ กรุงเทพมหานคร

    - ๓ เมษายน ๒๕๕๒

     

    เขียนทำไม ทำไมต้องเขียน เขียนเพื่ออะไร

    โดยขจรฤทธิ์ รักษา

    ผมได้รับโจทย์ข้อนี้จากผู้ประสานงานเมื่อเดือนที่แล้ว พยายามอย่างยิ่งว่าจะตอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะตอบได้ เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายซึ่งอยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนี้ได้รับรสแห่งความประทับใจมากที่สุด ถึงขนาดไปค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือต่าง ๆ เพื่อจะดูว่านักเขียนใหญ่ ๆ ของโลกเขาตอบคำถามนี้กันอย่างไร

    ซอมเมอร์เซ็ท มอร์ม คนที่เขียนเรื่อง ก่อนโลกจะขานรับ ซึ่งเป็นประวัติชีวิตของพอล โกแกง ตอบว่า เขาเริ่มต้นเขียนหนังสือเพราะต้องการสร้างความประทับใจให้ผู้หญิง

    ผมอ่านคำตอบแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะจริง เพราะในหนังสือบางเล่มบอกว่ามอห์มเป็นโฮโมฯ การสร้างความประทับใจให้กับผู้หญิงในความหมายของคำว่าคนรักนั้นไม่น่าจะใช่ มอห์มน่าจะหมายความเป็นอย่างอื่น เช่นสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนหญิงมากกว่า

    แต่อย่างไรก็ตามก็ถือได้ว่าเป็นคำตอบที่จริงใจดี เพราะนักเขียนไทยหลาย ๆ คนก็มักจะตอบในทำนองเดียวกัน คือสร้างความประทับใจให้กับเพศตรงข้าม ให้เขาเห็นความสามารถ ให้เขาทึ่งกับฝีมือของเรา

    ส่วนวิลเลียม ซาโรยัน นักเขียนชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์เมื่อปี ๒๔๘๓ คนที่เขียนหนังสือเยาวชนดังๆ ไว้หลายเล่มเช่น ผมชื่ออาราม, ฟ้ากว้างทางไกล, และความสุขแห่งชีวิต ตอบว่า เขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด เขาเชื่อในพลังอำนาจของถ้อยคำ เขาปรารถนาที่จะยกระดับชีวิต ทั้งของตนเองและของคนอ่านให้ดีขึ้น

    แต่เมื่อถูกถามว่า มีวิธีการเขียนอย่างไร ซาโรยันตอบว่า เราจะไปถามคนทำขนมปังได้หรือว่าเขามีวิธีการทำขนมปังอย่างไร เขาเองก็ตอบไม่ถูกหรอกว่า เขาเขียนหนังสืออย่างไร แต่เขาจะบอกเคล็ดลับได้คำเดียวว่าเขาเขียนหนังสือทุกวัน เพราะการเขียนหนังสือทุกวันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าลองได้เขียนอย่างนี้ อย่างไรเสียคงต้องได้ปล่อย "คำคม" ที่มีค่าออกมาจนได้ อย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี

    นักเขียนชื่อแคทเธอรีน ซึ่งผมไม่เคยรู้จัก บอกว่า เราไม่ได้เขียนเพราะต้องการ เราเขียนเพราะต้องเขียน

    ส่วนนักเขียนอีกคนหนึ่ง บอกว่า เราไม่มีความพึงพอใจจากการกระทำสิ่งอื่นใดเทียบเท่ากับงานเขียน

    ผมค้นจากตำรา เขาบอกว่า นักเขียนต่างก็มีเหตุผลมากมายในการเขียน บางคนเขียนเพื่อเงิน บางคนเขียนเพื่อความพึงพอใจ บางคนเขียนเพื่อต้องการการยอมรับ และบางคนตอบว่า เขียนเพื่อชื่อเสียง

    เฮนรี่ มิลเลอร์ นักเขียนอีกคนบอกว่า งานเขียนเป็นรางวัลในตัวของมันเอง

    ในหนังสือโรงเรียนนักเขียนของอาจารย์เพลินตาบอกว่า นักเขียนมีเสรีภาพ มีอิสระ มีเอกสิทธิ์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ สามารถปลีกตัวออกไปจากสังคมเมื่อรู้สึกเบื่อหรือต้องการความโดดเดี่ยว และเพื่อเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ หาข้อมูล และเสริมสร้างจินตนาการ

    หนังสือเล่มนี้ยังตอบคำถามเรื่องเขียนทำไมไว้ว่า งานเขียนโดยตัวของมันเองคือรูปแบบของการเปลื้องบาปทั้งหลายที่ได้บังเกิดขึ้นกับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้นักเขียนควรใช้เสรีภาพแห่งจินตนาการของตนเพื่อสื่อแสดงออกมาให้ประจักษ์

    มีนักเขียนคนหนึ่งชื่อโรเบิร์ต ฟรอส บอกว่า อย่าไปสนใจว่าเขียนทำไม แต่เมื่อเราเป็นนักเขียนแล้ว ในฐานะนักเขียนเราควรทำงานเขียนอย่างจริงจังเท่าที่จะทุ่มเทให้ได้

    ผมเองก็ตอบไม่ถูกหรอกว่าเขียนทำไม เมื่อตอนหนุ่มที่เพิ่งเริ่มหัดเขียน ผมก็มีคำตอบอีกแบบหนึ่ง ผ่านมาถึงวันนี้ผมก็มีคำตอบที่ไม่เหมือนเดิมอีก

    วันหนึ่งผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า เชื่อในหัวใจเขียนให้ถึงแก่นของ นาตาลีโกลเบิร์ก เธอมีประสบการณ์จากการนั่งสมาธิและได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์เซนรูปหนึ่ง ทุกครั้งที่เธอไปหาพระอาจารย์ เธอมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ทำอย่างไรจึงจะมีสมาธิ ทำอย่างไรถึงจะมีความสุขสงบ

    พระอาจารย์รูปนั้นตอบว่า ชีวิตก็เหมือนกับการเขียน ถ้าเธอเขียนถึงระดับที่ลึกพอ มันจะพาเธอไปถึงทุกหนทุกแห่ง

    ท่านยังบอกอีกว่า การเขียนเป็นหนทางช่วยให้คุณเข้าถึงชีวิตของตัวเองและอยู่อย่างมีสติ

    ในที่สุดนาตาลีก็ได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเองว่า การฝึกเขียนก็คือการรับมือกับชีวิตของคุณอย่างถึงที่สุดและรอบด้าน เธอยังบอกอีกว่า เป้าหมายหลักของการฝึกเขียนคือเพื่อเรียนรู้ ที่จะเชื่อมั่นในกายและจิตของตัวเอง เพิ่มพูนความอดกลั้นและลดความก้าวร้าว กระบวนการเขียนจะสอนเราถึงเรื่องของสติสัมปชัญญะ เราจะเจริญสติควบคู่ไปกับการเขียนเพื่อเล่าเรื่องต่าง ๆ

    จำได้ว่า เมื่อตอนเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง ผมเป็นนักกีฬาของโรงเรียน และชกมวยไทยเป็นอาชีพ เพื่อหารายได้พิเศษเป็นค่าใช้จ่ายของตัวเอง ตอนนั้น ผมไม่เคยคิดว่า ผมจะเป็นนักเขียน สิ่งที่ผมฝันมากที่สุดก็คือ การได้เป็นแช้มเปี้ยนของภาคใต้ และไต่เต้าขึ้นไปชกที่เวทีราชดำเนินเหมือนเพื่อนร่วมค่ายบางคน ถ้าชกชนะบ่อย ๆ สิ่งทีจะตามมาก็คือชื่อเสียงและเงินทองมหาศาล ผมแค่ฝันเอานะครับ ทั้ง ๆ รู้อยู่แก่ใจว่าผมคงไปได้ไม่ถึงไหน อย่าว่าแต่ แช้มป์เปี้ยน ภาคใต้เลย เอาแค่ให้ชนะในแต่ละไฟท์นั้นผมยังไม่เคยมั่นใจเต็มร้อยแม้แต่สักหน

    หนึ่ง ผมกลัวเจ็บ สิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาขณะที่ทำการฝึกซ้อมก็คือ ทำอย่างไรจะให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุด รักษาใบหน้าไว้ไม่ให้แตก ไม่ให้ยับ ไม่ให้ฟันหัก หรือปลายคางบุบ บางครั้งผมก็กลัวสมองของผมจะได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไป

    จากการที่ผมอ่านหนังสือ ผมจึงรู้ว่าบั้นปลายของนักมวยที่ไม่ดูแลรักษาตัวเอง บุกตะลุยอย่างบ้าเลือดนั้น จะเป็นอย่างไร บางคนก็บ้า ๆ บอ ๆ บางคนก็ดูเอ๋อ ๆ

    เพื่อนรุ่นพี่ผมคนหนึ่งเอ๋อขนาดยืนปล่อยให้น้ำลายไหลอยู่กลางสี่แยก อีกคนชอบควักกระเป๋าเงินออกมาแล้วยืนนับแบงก์ทีละใบอย่างระมัดระวังอยู่หน้าตลาด

    ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น ผมจึงคิดอยู่แต่ว่าจะป้องกันดูแลตัวเองอย่างไร จุดอ่อนของผมคือใจเสาะ กลัวเจ็บ มีคนถามว่าถ้าใจเสาะกลัวเจ็บ จะมาเป็นนักมวยเพื่ออะไร

    คำตอบก็คือว่า ถ้าเราใจเสาะกลัวเจ็บเราก็ต้องตั้งใจชกด้วยการใช้หัวคิด เช่นเมื่อเขาถนัดซ้ายเราจะป้องกันตัวเองจากคนถนัดซ้ายได้อย่างไร ถ้าเขาเป็นมวยบุกบ้าเลือด ลุยตั้งแต่ยกหนึ่งถึงยกห้าเราจะถีบมันอย่างไร กอดมันแบบไหน เพื่อไม่ให้มันออกหมัดและต่อยเราได้ สิ่งเหล่านี้ต้องคิดและต้องเรียนรู้เอาด้วยการฝึกฝน

    ตอนเป็นนักมวยมีคนสบประมาทผมอยู่เรื่อย ๆ ว่าใจไม่ถึง ไม่ยอมแลก ปอดแหก ผมก็ก้มหน้ายอมรับ เมื่อผมดู ๆแล้วว่าชกอย่างไรก็ไม่มีทางชนะมันได้ ผมก็ถอยไป ถีบไปพอให้หมดยก รอให้กรรมการชูมือให้อีกฝ่ายและผมมุดเชือกลงจากเวที พร้อมกับความรู้สึกโล่งใจทุกครั้งที่ไม่บอบช้ำมาก

    ตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผมทำมาหากินอยู่กับการต่อยมวย ผมไม่ใช่คนกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดสู้ไม่ได้แล้วยังเดินเข้าไปให้เขาเตะให้เขาต่อย ผมคิดว่าถ้าผมทำอย่างนั้น ป่านนี้ก็คงยืนเอ๋ออยู่แถวสี่แยกหอนาฬิกาในจังหวัดตรัง คงไม่มีโอกาสมานั่งเอ๋ออยู่บนเวทีแห่งนี้

    ท่านผู้มีเกียรติครับ เท่าที่ผมนึกออกว่า ทำไมผมจึงเขียน ผมจำได้ว่า ตอนเด็ก ที่บ้านผมนั้นยากจนมาก เรามีอยู่สามคนพี่น้อง พ่อมีอาชีพรับราชการ เงินเดือนน้อย ทุกเช้าเราจะกินข้าวกับไข่เจียวสองใบ แบ่งกันสามคน เป็นไข่เจียวที่แบนเหมือนกระดาษหนังสือพิมพ์ ตัดแบ่งเป็นสามเสี้ยวอย่างละเท่า ๆกัน เพื่อไม่ให้เราซึ่งเป็นวัยรุ่นต่อยปากกันเพราะแย่งไข่ ตอนเที่ยงเรามีข้าวกันคนละกล่อง มีปลาทูผอม ๆ ตัวหนึ่งวางอยู่ข้างบน ผมโชคดีที่มีเพื่อนซึ่งแม่ใจดี ตักแกงมาให้เต็มถุงเพื่อกินกับข้าว คุณแม่ของเพื่อนมักจะสั่งลูกชายว่าเอาไปเผื่อขจรฤทธิ์ด้วย เพราะแม่ของเพื่อนทุกคนต่างก็รู้ว่าบ้านของเรานั้นการอยู่กินไม่ค่อยสมบูรณ์ ดังนั้นอะไรจะแบ่งให้กันได้เขาก็จะแบ่ง

    ผมกินข้าวอิ่มก็มักเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือ และก็จดบันทึกประจำวัน ผมเขียนบันทึกทุกวัน ส่วนใหญ่มักจะจดเรื่องรายรับรายจ่าย ว่าผมใช้จ่ายอะไรไปบ้าง และเหลือเงินอยู่เท่าไร ควรจะประหยัดไว้สักแค่ไหน

    นอกนั้นแล้วก็จดถึงเรื่องชีวิตประจำวันว่าวันนี้ทำอะไร ไม่อยากทำอะไร คิดอะไร และหวังอะไรไว้บ้าง ผมเขียนทุกวันลงในสมุดนักเรียนเล่มบาง ๆ พอหมดเล่ม ก็เริ่มต้นเขียนเล่มใหม่ ลงวันเดือนปีไว้อย่างชัดเจน ผมจดบันทึกตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม และก็จดเรื่อยมาจนกระทั่งขึ้นมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

    นอกจากจดบันทึกแล้วผมยังชอบเขียนจดหมาย ผมจีบสาวทุกคนด้วยการเขียน ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ มีใครเก็บจดหมายของผมไว้บ้าง ถ้าพวกเธอเก็บไว้แล้วเอามาให้ผมอ่านตอนนี้ ผมคงต้องอายจนต้องมุดดินหนี

    ที่จังหวัดตรัง มีหญิงสาวคนหนึ่ง เรียนอยู่กันคนละโรงเรียน ผมจำได้ว่าชื่อชัยอารีย์ ป่านนี้คงมีหลานมีโหลนไปเรียบร้อยแล้ว ผมหลงรักเธอ ทุกเช้าเธอจะเดินผ่านหน้าบ้านผมเพื่อไปขึ้นรถตุ๊ก ๆ ที่ปากซอย ผมจะดักรออยู่แถว ๆ นั้นและยื่นจดหมายให้เธอฉบับหนึ่ง ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

    ในจดหมาย บอกถึงความในใจและวาดฝันอนาคตของตัวเองว่า ผมจะเรียนให้จบนายร้อยตำรวจ จากนั้นผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเธอแต่งงาน เราจะมีบ้านหลังเล็ก ๆ และมีลูกด้วยกันสักคนสองคน ผมก็เขียนเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีทางที่ผมจะจบนายร้อยได้ เพราะหนึ่ง ผมเรียนสายช่าง สองผมเป็นเด็กเกเร สาม ผมโง่มาก ผลการเรียนของผมไม่เคยเป็นที่พอใจของพ่อเลย

    และเธอก็เขียนตอบมายาวเหยียดเหมือนกัน เธอก็เล่าความฝันของตัวเองให้ฟังว่า อยากเป็นนางพยาบาลแต่งชุดสีขาว ผมจำได้ว่าเราเขียนจดหมายโต้ตอบกันเป็นปี ๆ ผมมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเขียนจดหมายและการรอรับจดหมายจากเธอ ผมชอบอ่านลายมือของเธอ และผมก็ชอบเขียนเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เธอฟัง

    จนกระทั่งวันหนึ่ง ลุงของผมซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เห็นว่าผมอยู่ว่าง ๆ เสาร์อาทิตย์ไม่ได้ทำอะไร จึงเสนองานให้ผมทำ เป็นงานขุดหลุมตอกเสาเข็ม ลุงจ่ายค่าแรงให้วันละ๓๐ บาท ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร เมื่อเทียบกับที่พ่อให้ไปใช้ที่โรงเรียนวันละสามบาท อาทิตย์หนึ่งก็สิบห้าบาท

    ในขณะที่ว่าที่นายร้อยลงไปขุดหลุมอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะอยู่ใกล้ ๆ ผมรู้สึกคุ้นหู จึงชะเง้อหัวขึ้นไปมอง ก็พบกับว่าที่นางพยาบาลคนที่จะแต่งงานกับนายร้อย ยืนถือบุ้งกี๋ขนทรายอยู่ข้าง ๆ

    ลุงของผมคงไปชวนเธอมาทำงานด้วย

    นายร้อยตำรวจกับนางพยาบาลสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็อายจนหน้าแดง นายร้อยยืนตากแดดอยู่ในหลุม นางพยาบาลยืนขนทรายอยู่ข้างๆ

    ด้วยความเป็นเด็กผมคิดว่างานกรรมการรับจ้างขุดหลุมเป็นงานที่น่าอดสู หลังจากนั้นผมอายจนต้องหลบหน้าหลบตาและหยุดเขียนจดหมายถึงเธอเลย

    เวลาผมจะไปทำงานพิเศษกับลุง ผมมักจะถามให้แน่ใจก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นไปด้วยหรือเปล่า

    เมื่อมาเรียนกรุงเทพฯ ผมก็ยังเขียนบันทึกต่อ พร้อมกับเริ่มเขียนนิยายไปด้วย เป็นนิยายเพ้อ ๆ ฝัน ๆลงในสมุด ประมาณว่ารักใครชอบใครก็เอามาแต่งเป็นเรื่องสั้น แต่ไม่เคยมีความคิดว่าจะเอาไปลงพิมพ์ที่ไหน ไม่มีความรู้ ไม่มีความฝันที่จะเป็นนักเขียน คิดแต่เพียงว่าเดี๋ยวเรียนจบปวส.ช่างไฟฟ้า ก็จะหางานปีนเสาติดหลอดไฟตามถนนทำสักแห่ง

    จนวันหนึ่งเพื่อนที่อยู่ด้วยกันชื่อนายประสาท กลิ่นจันทร์เขามาเห็นสมุดบันทึกจำนวนมหาศาลของผมเข้า เห็นวิถีชีวิตที่จมอยู่กับการอ่านของผม เขาซึ่งเคยเขียนกลอนลงในหนังสือการเมืองมาบ้าง จึงแนะนำวิธีการทำต้นฉบับ และให้ผมส่งไปลงนิตยสาร

    ผมก็ทำตามอย่างที่เขาแนะนำทุกประการ จนกระทั่งเรื่องได้ลงตีพิมพ์ ผมก็ยิ่งมีกำลังใจ เขียนไม่หยุด จนวันหนึ่งเมื่อมีเรื่องสั้นได้ลงประมาณ๑๒เรื่อง ผมก็มีความคิดอยากทำหนังสือ ผมหอบเอาเรื่องสั้นไปสมัครงานที่หนังสือจีเอ็มของคุณปกรณ์ พงศ์วราภา ไม่มีบก.คนไหนยินดีรับผมเข้าทำงาน เพราะผมไม่มีวุฒิ ไม่จบปริญญาตรี แต่โชคดีที่ผู้บริหารคือคุณณิพรรณ กุลประสูตรเมตตา ท่านก็รับผมเข้าทำงาน ในตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร

    ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่เคยคิดทำอย่างอื่นนอกจากเป็นนักทำหนังสือและนักเขียน

    ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า เขียนทำไม ผมตอบได้ว่า เขียนเพราะอยากเขียน ไม่ได้หวังว่าจะให้ใครชอบ ไม่ได้หวังว่าจะได้เงินได้ทอง ไม่ได้หวังในชื่อเสียงเกียรติยศใด ๆ ผมเขียนมาก่อนที่จะรู้ว่านักเขียนต้องทำอย่างไรด้วยซ้ำ

    คำถามต่อมา ทำไมต้องเขียน ผมก็ตอบได้ว่า ผมเขียนเพราะผมต้องการระบายออก เหมือนกับเป็นการปล่อยของเสียออกจากร่างกาย ไม่อย่างนั้นผมก็คงจะเป็นคนที่เก็บกด ออกอาการโรคจิตมากกว่านี้ การเขียนช่วยผมเอาไว้ได้มาก มีเรื่องอะไรที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมก็จะเขียนลงไปในสมุด มีเรื่องอะไรทุกข์ร้อนใจ ผมก็เขียนเล่าลงไปในจดหมาย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจผมก็เขียนบอกให้เพื่อนสักคนได้รับรู้

    การเขียนของผมอยู่บนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ และมันก็ช่วยผมได้มากจริง ๆ

    ก่อนหน้านี้ มีคนเคยถามผมอยู่เหมือนกันว่าเขียนเพื่ออะไร ผมก็ตอบเล่นว่าเป็นการเขียนเพื่อรักษาอาการป่วย เพราะผมมีความเชื่อว่า การเขียนนั้นช่วยเยียวยาผมให้รู้สึกดีขึ้น ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่

    ผมจำได้ว่า ผมเคยมีปัญหาทางใจกับป้าคนหนึ่งของผม ป้าขึ้นกรุงเทพฯบ่อย ๆ และชอบมานอนที่หอพักผม เพื่อเป็นการประหยัดค่าโรงแรม ทั้ง ๆ ที่ป้าผมนั้นรวยเข้าขั้นมหาเศรษฐี ป้าบอกว่ารักผม เป็นห่วงผม แต่ป้าไม่เคยให้เงินผมไว้ใช้เลย เวลาไปซื้อของพวกเครื่องจักร พวกเหล็กเส้น พวกของใช้ในสำนักงาน ป้าให้ผมเป็นคนถือเงิน ในกระเป๋าผมมีเงินตุงอยู่เป็นแสน แต่เมื่อทำธุระเสร็จ ป้าจ่ายเงินแสนนั้นหมดไป ขากลับป้าได้แต่พูดว่า โชคดีนะลูกนะ ทั้ง ๆที่รู้ว่าผมนั้นจนกรอบและอดมื้ออิ่มมื้อ แต่ป้าไม่เคยหยิบยื่นเศษเงินไว้ให้ติดก้นกระเป๋าแม้แต่สักบาท เพื่อนของป้าต่างหากที่ยัดเงินไว้ให้ผมตั้งสองร้อยเพื่อให้ผมได้กินขนม

    ใคร ๆ ก็พูดกันว่าป้าผมร่ำรวย ใจดี พูดจาไพเราะ แต่ผมว่า เรื่องรวยนั้นจริง แต่เรื่องใจดีนั้นไม่ใช่ ตอนที่ผมแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ป้าก็ยังเคยขึ้นมาเยี่ยม ให้ผมขับรถพาไปเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา

    ตอนนั้นป้าอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำธุรกิจประสบผลสำเร็จ ซื้อที่บนภูเขาปลูกสวนปาล์มเป็นพันไร่ แต่เวลาไปเที่ยวด้วยกันนั้นป้าไม่ยอมออกแม้แต่ค่าน้ำโพลาริสสักขวด ข้าวผัดสักจานป้าก็ไม่เลี้ยง แถมยังมาสอนแบบโง่ ๆ ให้ผมฟังอีกว่า "การที่จะทำธุรกิจให้รวยได้นั้น เราต้องหัดเป็นคนใจดำ"

    เป็นคำสอนที่ทำให้ผมเครียดมาก ๆ เพราะผมรู้ว่า การเป็นคนใจดำนั้นส่งผลร้ายต่อคนอยู่เคียงข้างอย่างไรบ้าง

    หลังจากป้ากลับบ้านไป ผมก็ป่วย เป็นอาการป่วยทางจิต ผมคิดแค้นป้ามาก ว่าทำไม จึงทำกับผมอย่างนี้ ป้ามีแต่พูดโน่นพูดนี่ แต่ป้าไม่เคยช่วยเหลืออะไรเลย ผมจึงเริ่มบำบัดตัวเองด้วยการเอาชีวิตป้ามาจดลงในสมุดบันทึก จดกิริยาท่าทางของป้าไว้ จดคำพูดเด็ด ๆ เอาไว้หลายประโยค รวมทั้งบรรยายพฤติกรรมหน้าเนื้อใจเสือของท่านไว้อย่างละเอียด แล้วผมก็เอามาเขียนเป็นนวนิยายจนจบเล่ม

    จากนั้นอาการป่วยของผมก็หายขาดเป็นปลิดทิ้ง

    และผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ป้าผมได้อ่านงานเขียนของผมบ้างหรือเปล่า

    แต่ตอนนี้ ยังไงท่านก็ไม่อยู่แล้ว ผมจึงสามารถวิจารณ์ท่านออกอากาศได้โดยไม่ต้องกลัวว่าท่านจะโกรธเอา

    ผมอยากจะยกตัวอย่างอีกสักเรื่อง เพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่า การเขียนนั้นช่วยเยียวยาผมไว้ได้อย่างไรบ้าง

    ผมเป็นลูกกำพร้า แม่ตายตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ ยายผมซึ่งร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีนี ก็ไม่มาไยดีดูแลพวกเราเลย ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนลูกหมูลูกหมา แต่เราก็พยายามไปหายายอยู่บ่อย ๆ ไปกินข้าวบ้าง ไปขอข้าวสารมาหุงบ้าง ยายผมมีที่นาและทรัพย์สมบัติมาก ต่อมาก็โดนลูกสาวคนโตหลอกขายไปจนหมด ยายเหลือแต่ตัว ถูกลูกหลานทอดทิ้งไม่ใส่ใจ วันหนึ่งยายอายุเจ็ดสิบกว่าขึ้นมาเยี่ยมน้าสาวของผมที่กรุงเทพฯ และผมก็ขับรถไปรับมานอนที่บ้าน ตั้งใจว่าจะให้นอนสักคืนสองคืนแล้วค่อยส่งกลับ

    แต่ผิดความคาดหมาย ยายมาอยู่แล้วติดใจ เพราะเรามีเนื้อที่ในหมู่บ้านให้ยายเดินเล่นไปคุยกับบ้านนั้นบ้านนี้ได้ทั้งวันตามประสาคนแก่บ้านนอก ยายกินอาหารที่ผมหามาเลี้ยงทุกมื้ออย่างเอร็ดอร่อย ยายดูทีวีของผมอย่างมีความสุข นอนกรนอยู่ในบ้านของผมอย่างแสนสำราญ วันหนึ่งยายนอนหลับคร่อก ๆ อยู่บนโซฟา ปล่อยเนื้อปล่อยนมโทงเทง

    ผมยืนมองยายอยู่ตั้งนาน แล้วก็คิดว่า นี่หรือยาย ตอนเราเด็ก ๆ ไม่เห็นจะสนใจ ที่นามีเป็นร้อยไร่พันไร่ จะแบ่งให้เราไว้สักตารางนิ้วก็ไม่มี พอหมดเนื้อหมดตัวดันมานอนกรนอยู่ในบ้านเรา

    ผมคิดแล้วแค้นใจจนน้ำตาไหล นึกอยากจะบีบคอยายด้วยซ้ำ แต่ถ้าขืนทำอย่างนั้นผมก็คงได้ไปนอนเอ๋ออยู่ในคุก

    ผมก็เลยเขียนเรื่องสั้นออกมาเรื่องหนึ่ง พอเขียนจบอาการป่วยทางจิตก็หายไปพักหนึ่ง

    แต่ยังไม่หายขาด ยังเป็น ๆ หยุด ๆ ไม่กี่ปีต่อมาผมก็เลยเอาชีวิตของยายมาเขียนเป็นเล่มเสียเลย เขียนไม่ทันจบดี ยายก็ตายไปเสียก่อน อาการทางจิตของผมซึ่งเกี่ยวกับยายก็หายเป็นปลิดทิ้ง

    เอาละครับ ผมคิดว่า ผมอาจจะพูดเรื่องส่วนตัวมากเกินไปแล้ว ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ และขออวยพรให้ทุกท่านจงประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน และขอให้เขียนเพื่ออย่างอื่น อย่าเขียนเพื่อรักษาอาการป่วยทางจิตเหมือนผมเลย

    ขอบพระคุณครับ

    -----------------------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design