สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 19 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily

  • แรงบันดาลใจใจการเขียนเรื่องสั้น โดย ขจรฤทธิ์ รักษา
    โพสต์โดย : mataree
    2009-03-18 16:41:11

     มีคนชอบถามถึงแรงบันดาลใจเสมอว่า กว่าที่ศิลปินสักคนทำงานประสบความสำเร็จสักชิ้นหนึ่งนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากไหน หรือ กว่าที่นักเขียนหรือกวีสักคนเขียนผลงานดี ๆ ออกมาได้สักเรื่องหนึ่ง ท่านได้รับแรงบันดาลใจจากอะไร


     แสดงว่าแรงบันดาลใจนั้นมีความสำคัญไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครอยากรู้หรอกว่า ท่านที่ขึ้นมานั่งอยู่บนเวทีแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจอะไรในการเขียนกวี  เขียนนวนิยาย หรือเขียนเรื่องสั้น 


     ผมเคยได้อ่านคำนำของลาว คำหอม ผู้เขียนรวมเรื่องสั้นชุดฟ้าบ่กั้นว่า  แรงบันดาลใจในการเขียนของท่าน มาจากความรู้สึกว่าตนเองกำลังเขียนคำร้องทุกข์  โดยตั้งใจจะเสนอสภาพความยากไร้  ความเสื่อมโทรมและความล้าหลังของชาวไร่ชาวนา


    นักเขียนบางคนก็บอกว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากการที่ได้อ่านหนังสือดี ๆ เล่มหนึ่งแล้วอยากเป็นหรืออยากเขียนอย่างนั้นบ้าง
    บางคนบอกว่าการเขียนหนังสือของเขามาจากแรงบันดาลใจที่จะให้ประสบการณ์ชีวิตของเขาเป็นอุทธาหรณ์แก่คนอื่น ๆ


    ผมคิดว่านักเขียน แต่ละคน ก็มีแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันออกไป
     ผมได้รับหัวข้อนี้จากผู้ประสานงานบอกว่าให้มาพูดเรื่องแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้น  ซึ่งเป็นหัวข้อที่กว้างมาก ไม่เหมือนกับคำถามที่แคบลงมาหน่อยเช่น แรงบันดาลใจจากการเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้มาจากอะไร ซึ่งจะตอบได้ง่ายขึ้น


    แต่อย่างไรก็ตาม ผมนั่งคิดอยู่ไม่นานนักก็ตอบได้สั้น ๆ ว่า การเขียนเรื่องสั้นของผมมีแรงบันดาลใจมาจากการอ่านนั่นเอง

    เพราะเมื่ออ่านมาก ๆ เข้า วันหนึ่งก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เอ๊ะ เรื่องแบบนี้เราก็น่าจะเขียนได้ เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็เลยยิ่งหาหนังสือแนวที่เราชอบมาอ่านมากขึ้น


     ผลงานของรุ่นพี่ ที่ผมศรัทธาก็มีอยู่หลายคน เช่นรวมเรื่องสั้นชุด ดาวที่ขีดเส้นฟ้าของพนม นันทพฤกษ์ รวมเรื่องสั้น “ผ้าทอลายหางกระรอก” ของจำลอง ฝั่งชลจิตร รวมเรื่องสั้นชุด “เฒ่าโพล้ง” ของมนัส จรรยงค์ รวมเรื่องสั้นชุด “อีกวันหนึ่งของตรัน” ของประภัสสร เสวิกุล รวมเรื่องสั้นชุด “ฟ้าบ่กั้น” ของลาว คำหอม ชุมนุมเรื่องสั้นชุด “ตะโกนสู้” ของหลู่ซิ่น ,รวมเรื่องสั้นเวียดนามของนามกาว รวมเรื่องสั้นชุด “เดอะลองแวลลีย์” ของจอห์น สไตเบ็ค รวมเรื่องสั้น “ถนนชีวิต ถนนมิเกล” ของวีเอส ไนพอล รวมเรื่องสั้น “เมียซามูไร” ของยศ สัตสมบัติ รวมเรื่องสั้นหักมุมของกีเดอร์โมปัสซังทุกเล่ม รวมเรื่องสั้นของนักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อยาสึนารึ คาวาบาตะ  และรวมเรื่องสั้นชุด “ฟุตบอลบ้านนอก” ของอัศศิริ ธรรมโชติ
    ผมอ่านเรื่องสั้นเหล่านี้ด้วยความรู้สึกนิยมยกย่องในฝีมือของผู้เขียน บางเรื่องอย่างเช่นเรื่อง “อีกวันหนึ่งของตรัน” ก็ก่อให้เกิดความประทับใจจนยากที่จะลืมเลือน


    ผมไม่นึกว่าเรื่องสั้นบางเรื่องนั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมมาจนทุกวันนี้


    จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็กนักเรียนมัธยม ที่บ้านผมมีหนังสือไม่มากนัก พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นสมาชิกรับหนังสือเทศาภิบาลมาอ่านทุกเดือน ผมเข้าใจว่าทางหน่วยงานบังคับให้ข้าราชการทุกคนเป็นสมาชิก ทุกเดือนผมก็เลยพลอยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปด้วย ในเล่มนอกจากจะมีข่าวสารและกฎระเบียบต่าง ๆ ของทางราชการแล้ว จะมีเรื่องสั้นลงหนึ่งเรื่อง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลงานของนักเขียนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีฝีมือในการเขียน เช่นผู้ว่าปัญญา ฤกษ์อุไร หรือคุณอรุณ หลีกภัยเป็นต้น
    จากการอ่านหนังสือเล่มนี้แหละครับทำให้ผมรู้ว่า หนังสือนั้นเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ ให้ทั้งความรู้ ให้ความบันเทิงไปพร้อม ๆ กัน จากการอ่านเทศาภิบาลทุกเดือน ต่อมาผมจึงไปหาหนังสืออื่น ๆ อ่านต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง  นวนิยายบู๊จากนิตยสารบางกอกที่คุณป้าของผมซื้อมาอ่านทุกสัปดาห์ เมื่อเข้าห้องสมุดผมก็ได้อ่านฟ้าเมืองไทยของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้อ่านนวนิยายลูกอีสานของคำพูน บุญทวีในนิตยสารเล่มนี้  จนกระทั่งต่อมา เมื่อผมคิดจะมาเป็นนักเขียน ผมก็เลยฝึกเขียนเรื่องสั้น ด้วยการหาเรื่องสั้นชั้นดีมาอ่านเพื่อศึกษาเรียนรู้
      และรวมเรื่องสั้นที่ผมยกให้เป็นคำภีร์ของผมก็คือฟุตบอลบ้านนอกของคุณอัศศิริ ธรรมโชติ


    จากการอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ทำให้ผมคิดอย่างมั่นใจว่า วิธีการเล่าเรื่องง่าย ๆ ที่งดงามแสนประทับใจอย่างนี้ ผมน่าจะเขียนได้ เพราะเรื่องที่เขานำมาเล่า นำมาเขียนนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยู่ไม่ไกลตัวผมนัก


    หลังจากอ่านฟุตบอลบ้านนอกแล้ว ผมไม่รีรอที่จะหารวมเรื่องสั้นของคุณอัศศิริเล่มอื่น ๆ มาอ่านอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นชุดบ้านริมทะเลที่มีเรื่องพี่เหและจดหมายรัก ซึ่งผมประทับใจความสัมพันธ์ของพี่เหกับเด็กชายคนนั้นเป็นอย่างยิ่ง เรื่องตุ๊ดตู่ที่ทำให้ผมรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพศที่สามมากยิ่งขึ้น เรื่องสั้นชุดขุนทองเจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์เมื่อปี ๒๕๒๔ ผมประทับใจกับเรื่องราวของแม่ม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไม่อยากให้ลูกเป็นโสเภณีแล้วอยากจะพาลูกหนีไปจากถิ่นที่อยู่เก่า จากเรื่องถึงคราที่จะหนีไกลไปจากลำคลองสายนั้น


     ในคำนำของหนังสือชุดนี้ คุณอัศศิริยังบอกว่าที่เขาเขียนเรื่องสั้นทุกเรื่องด้วยความรู้สึกเหมือนเขียนหนังสือถึงเพื่อน ถึงญาติพี่น้องที่คุ้นเคยใกล้ชิด แน่นอนคนเหล่านั้นเป็นชาวบ้านสามัญชนที่มีสถานะที่เสียเปรียบทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ เขาอยากคิด อยากพูดแทนผู้คนเหล่านั้นบ้าง เขียนถึงเรื่องของพวกเขาในบางจังหวะของชีวิต เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ เข้าใจและเห็นใจ


    หลังจากนั้นคุณอัศศิริก็มีรวมเรื่องสั้นออกมาอีกสองเล่มคือ “ขอทาน แมว และคนเมา” และ “ทะเลร่ำลมโศก”  ผมเจอที่ร้านหนังสือ ด้วยความดีใจรีบซื้อมาอ่านทันที และเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังเมื่อผมได้อ่านเรื่องของชายวัยกลางคนที่ไปเที่ยวโสเภณีเด็ก นอนฟังเรื่องรันทดของเธอ ในขณะที่ใจนั้นหวนนึกถึงลูกสาวซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน เรื่องนี้ผมเชื่อได้ว่าคนที่มีลูกสาวอ่านแล้วได้ความรู้สึกที่น่าหดหู่มาก


    ตอนที่ผมอ่านงานเขียนชุดฟุตบอลบ้านนอกจบ ผมเที่ยวบอกกับเพื่อน ๆ หรือเคยให้สัมภาษณ์มาสักครั้งสองครั้งว่า ผมชอบผลงานของคุณอัศศิริจนอยากจะเขียนให้ได้เหมือนเขา อยากเป็นลูกศิษย์ของเขา  แต่เพราะเขาไม่เปิดโรงเรียน ผมก็เลยไม่ได้ไปสมัคร ได้แต่เรียนรู้เอาจากตัวหนังสือของเขาว่า เขามักจะขึ้นต้นอย่างไร เขาเล่าได้น้ำเสียงแบบไหน ใช้กลวิธีในการเขียนอย่างไร และจบลงจังหวะไหน จึงจะทำให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนใจจนต้องหันหน้าหนีจากตัวหนังสือ เพื่อไม่ให้น้ำตามันเอ่อไหลออกมา 


    ราวปี๒๕๒๗หลังจากที่ผมอ่านฟุตบอลบ้านนอก  ผมคลั่งไคล้ผลงานของคุณอัศศิริมาก ผมคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นสูง น้ำเสียงในตัวหนังสือของเขาเป็นคนเหงา ๆ เศร้า ๆ ผมคิดว่าเขาจะต้องเป็นชายหนุ่มที่ช่างคิด ช่างสังเกต และมองโลกด้วยความเห็นอกเห็นใจ ผมอยากเห็นเขา อยากรู้จักเขา  อยากใกล้ชิดรับใช้เขาบ้าง


    ตอนหลังเมื่อผมอายุมากขึ้น มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้อยู่ใกล้ชิดในวงเพื่อนของคุณอัศศิริ เขาเคยเอ่ยชวนผมเข้าไปนั่งในวงของคุณอัศศิริอยู่ครั้งสองครั้ง แต่ผมก็ไม่กล้า เพราะผมรักและนับถือในฝีมือของเขา จึงอยากจะเก็บภาพที่ผมรู้สึกเอาไว้ให้อยู่กับตัวให้นานที่สุด  ผมคอยตามอ่านเรื่องสั้นของเขาด้วยความสุขเสมอ


    ผมจำได้แม่นว่า ในเรื่องสั้นชุดนักฟุตบอลบ้านนอก ผมเห็นภาพของเด็กนักเรียนตีนเปล่าในเรื่อง “ความพ่ายแพ้” คุณอัศศริเขียนถึงครูประชาบาลคนหนึ่งที่ฝึกซ้อมลูกศิษย์ให้รู้จักกับเกมฟุตบอลแล้วเที่ยวพาเด็ก ๆ ของเขาไปแข่งขันกับนักเรียนโรงเรียนอื่น คุณอัศศิริขึ้นต้นด้วยประโยคที่น่าสนใจว่า


    ด้วยฝีไม้ลายมือเราน่าจะชนะ แต่เราก็แพ้ด้วยความชอกช้ำระกำใจ
    แล้วเขาก็เล่าถึงครูประชาบาลหนุ่มที่เฝ้าฝึกฝนเด็กให้เป็นนักฟุตบอล แต่เพราะความยากจนทำให้ลูกศิษย์ของเขาแต่ละคนนั้นจัดอยู่ในประเภทกุ้งแห้ง อดอยาก ผอมโซซี่โครงบาน แรงน้อย ไม่มีเสื้อทีม ไม่มีรองเท้า เขาได้พาลูกศิษย์เหล่านี้ไปแข่งกับอีกโรงเรียนหนึ่งซึ่งมีพร้อมทุกอย่าง คุณอัศศิริบรรยายายว่า


     “นักฟุตบอลของผมใส่เครื่องแบบอย่างง่าย ๆ เราเอาเสื้ออะไรก็ได้ เสื้อยืด ไม่ยืด คอกลม คอเหลี่ยม หรือแม้แต่เสื้อนักเรียนมาย้อมให้มันเป็นสีเดียวเหมือนกันหมด กางเกงขาสั้นก็เป็นสีกากีที่ใส่ไปโรงเรียน เราก็พับขาให้กระชับเข้ากับทุกคน เล่นกันด้วยตีนเปล่า บางคนมีรองเท้าแต่เขาไม่ถนัดในการสวมรองเท้าเตะฟุตบอล และผมก็ไม่ใส่ใจ มองเห็นเป็นเรื่องเล็ก”


    พวกนักฟุตบอลตีนเปล่าเหล่านี้ไปแข่งกับโรงเรียนเจ้าภาพในอำเภอ และในที่สุดก็แพ้เขา ที่ได้ยิงลูกหนึ่งเพราะ “เปเล่ของเราตัดสินใจฝ่าหนามโคกกระสุนด้วยสีหน้าเหยเกและหลับหูหลับตายิงลูกบอลกระทบหน้าแข้งกองหลังฝ่ายตรงข้ามแฉลบเข้าประตู เป็นเหตุให้โกล์เจ้าสำอางของเขาหลงทิศทางไป แต่เราก็ดีใจอยู่ได้ไม่นานเท่าไรหรอกก็เพราะเสียประตูไปอีกหนึ่ง”


    ภาพสุดท้ายที่เด็กพวกนั้นพร้อมกับคุณครูขึ้นรถสองแถวกลับโรงเรียนด้วยความเหงาเศร้า ขณะที่ใครคนหนึ่งตีโทนเสียงดังว้าหว่า
    แค่ภาพนี้  ทำให้ผมถึงกับหลับตาแน่น  ถอนหายใจเอาก้อนสะอื้นหลบเข้าไปอยู่ข้างใน


    ผมเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน อยู่โรงเรียนบ้านนาป้อ ตำบลควนปริง เดินทางจากเมืองเข้าไปสู่ตำบลนั้นด้วยทางรถไฟ และต้องเดินตามไม้หมอนไปอีกเกือบสามกิโลกว่าจะถึงโรงเรียน ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีสนามฟุตบอลดี ๆ ให้เด็กเล่น ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นตัวละครเหล่านั้นของคุณอัศศิริ 


    และ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเอาเรื่องของพวกเราไปเขียนไปเล่าให้คนอื่นฟังด้วยน้ำเสียงที่เข้าอกเข้าใจ


    ผมอ่านเรื่องสั้นชุดนี้ แล้วก็หลงรักคุณอัศศิริมาก  ผมชอบเขา ชอบน้ำเสียงในการเล่าเรื่องของเขา โดยเฉพาะเรื่อง “สนามฟุตบอลนี้..ของเรา” คุณอัศศิริใช้วิธีเล่าแบบเขียนจดหมาย เริ่มต้นว่า


    “เรียน พณฯท่านว่าการกระทรวงศึกษา กระผมรักษาการแทนครูใหญ่ โรงเรียนบ้านป่า อำเภอและจังหวัดดังที่เขียนไว้แล้วบนหน้าซองถึงท่าน ส่วนครูใหญ่ตัวจริงได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของคนในหมู่บ้าน เด็ก ๆ ของโรงเรียนต่างก็เสียน้ำตา พากันร้องไห้เมื่อครูใหญ่ที่เขารักตายจากไป  เมื่อเดือนเศษ ๆ ที่แล้วนี้”


    จากนั้นคุณครูคนนี้ก็เล่าถึงสาเหตุการตายของครูใหญ่ให้ท่านรัฐมนตรีฟังว่า ทั้งเขาและครูใหญ่ต่างก็ชอบกีฬาฟุตบอล เขาถึงขนาดชวนพวกนักเรียนออกแรงสร้างสนามฟุตบอลขึ้นมาใหม่ ให้เด็กช่วยกันถางหญ้าปราบพื้นที่ให้เตียนโล่ง ครูใหญ่เดินทางเข้าเมืองไปหาซื้ออุปกรณ์กีฬาด้วยตนเอง ครูคนนี้ถามว่าครูใหญ่มีเงินหรือ ครูใหญ่ตอบว่า “ปัดโธ่ ก็ผ่อนเขาเป็นงวด ๆซี จะไปยากอะไร ระยะทางจากหมู่บ้านเข้าตัวอำเภอไกลและไปมาค่อนข้างลำบาก ระหว่างที่ครูใหญ่หายไปหลายวัน พวกเด็ก ๆ ก็รอคอยด้วยหัวใจตื่นเต้น


    “พณฯท่านครับ แล้วครูใหญ่ก็กลับมา หิ้วตาข่ายไนล่อน ใส่ฟุตบอลสีดำสลับขาว ใหม่เอี่ยมเดินหน้ายิ้มรื่นมาถึงโรงเรียนเมื่อตอนเที่ยง พวกเด็กผู้ชายเข้ารุมล้อมกันเกรียว พลางส่งเสียงร้องทักเหมือนนกกระจาบลงหนอง ข้างเด็กผู้หญิงก็มีทีท่าน้อยใจ  ครูใหญ่จึงหยิบห่วงยางที่ไขว้หลังออกมาอวด ห่วงยางสีเขียวคู่หนึ่งหุ้มกระดาษแก้ว เรียกเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากเด็กนักเรียนได้ทั่วกัน”


    ทั้งครูใหญ่และครูน้อยหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล สนามเดิมนั้นแคบไปแล้วสำหรับการเล่นฟุตบอล พวกเขาจึงลงมือสร้างสนามใหม่


      “พวกเราต่างใช้เวลาในวันหยุด หักร้างถางพงป่าละเมาะข้างโรงเรียนนั้นให้เป็นสนามฟุตบอลขนาดย่อม คงไม่ต้องกล่าวถึงว่าพวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมากสักเพียงไหนกว่าจะได้เห็นสนามฟุตบอลอันน่าภาคภูมิใจ เราใช้เศษไม้มาตอกตะปูและขุดหลุมทำเสาประตูแต่ละข้าง เราทำลายหญ้าคาและทนต่อกลิ่นเหม็นในการปราบหญ้าเสือหมอบ เราถอนโคนและขุดหญ้าวัชพืชและตอไม้ ฝ่ามือของเรามีรอยแผลด้วยหนามแหลมทิ่มแทง ช้ำระบมและเป็นรอยขีดข่วนด้วยใบหญ้าบาด หนามโคกกระสุนก็ทิ่มตำฝ่าเท้าเราเจ็บแล้วเจ็บอีก สรุปโดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ แล้ว เขาต้องเสียน้ำตาและเสียเลือดไปหลายหยด กว่าจะได้สนามฟุตบอลมา”


    มันเป็นสนามฟุตบอลที่น่าภาคภูมิใจของพวกเขาอย่างแท้จริง
    หลังจากนั้นคราวใดที่ครูใหญ่เข้าไปอำเภอก็มักจะนำข่าวคราวใหม่ๆ เกี่ยวกับฟุตบอลมาเล่าให้เด็กฟัง จนทุกคนเกิดความฮึกเหิม เล่นฟุตบอลกันทั้งเช้าเย็น


    “พณฯท่านครับ เรื่องก็มีอยู่ว่าคืนวันหนึ่งหลังจากที่คนในหมู่บ้านได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งอยู่แทบทั้งคืน พอรุ่งเช้าพวกเราก็ได้พบท่อนไม้กองท่วมสูงราวกับภูเขาเลากาอยู่บนสนามฟุตบอล


    เมื่อแรกครูใหญ่ก็ไม่อยากยุ่งกับท่อนไม้พวกนี้เท่าไร แต่แกก็อยากได้สนามฟุตบอลกลับคืนมา จนกระทั่งทนต่อไปไม่ไหว ครูใหญ่ไปบอกว่า เมื่อไรจะขนไม้ออกไปเสียที เพราะเด็ก ๆ อยากเล่นฟุตบอลเต็มแก่แล้ว ชายหนุ่มคนที่เฝ้าขอนไม้บอกว่า เจ้านายยังไม่สั่ง จะให้เขาทำยังไง
    ครูใหญ่พูดว่า เขาไม่อยากยุ่งเรื่องไม้เถื่อนนี่หรอก แต่รีบไปบอกเจ้านายให้ขนไปที่อื่นเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้น… ครูใหญ่พูดทิ้งท้ายไว้


    “ล่วงยามดึก กระผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบของขุนเขาราวป่า เสียงปืนดังมาจากทางบ้านครูใหญ่ แล้วแกก็จากพวกเราไป ภายในห้องนอนของแก ลูกฟุตบอลที่เก่าแล้วเปื้อนเลือดตกกลิ้งอยู่ข้าง ๆร่างที่หมดลมหายใจ


    พณฯท่านครับ กระผมครูน้อยรักษาการแทนครูใหญ่ ได้ยินข่าวว่า ท่านมีนโยบายจะสนับสนุนการกีฬา ให้เด็ก ๆ ของเราทุกแห่งทั่วประเทศ กระผมเรียนเล่าเรื่องนี้มาก็ด้วยความหวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่พณฯท่านไม่มากก็น้อย


    คุณอัศศิริจบลงด้วยการปิดท้ายว่า “พวกเราได้เสียครูใหญ่ที่หาไม่ได้แล้ว เมื่อไรเล่าที่พวกเขาเด็ก ๆ จะได้สนามกลับคืนมา”


    ผมอ่านแค่นี้ก็รู้สึกก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาเป็นระลอก ผมนึกภาพออก ที่โรงเรียนบ้านนาป้อของผมก็มีสนามฟุตบอลที่ไม่สมประกอบแบบนี้ มีหนามแหลมค่อยทิ่มตีนตลอดเวลา  มีหินก้อนเล็กให้เหยียบจนเป็นแผลเลือดไหลซิบ มีหนามไมยราบซ่อนอยู่ทุกที่  ตอนพักเที่ยงที่แดดร้อนจ้า แต่เราวิ่งไล่ลูกฟุตบอลกันเป็นกลุ่ม ๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถ้าสนามของผมมีกองไม้เถื่อนของนักการเมืองมาวางไว้ ผมก็คงรู้สึกไม่แตกต่างไปจากนักเรียนเหล่านั้น


    ผมอ่านจดหมายนี้จบแล้วรู้สึกสงสารครูน้อยคนนี้เหลือเกิน และถ้าผมเป็นนักเขียน ผมก็อาจเขียนจดหมายไปบอก พณฯท่านครับ  ช่วยพวกเราด้วยเถอะครับ


    มีคนบอกเสมอว่าอำนาจวรรณกรรมนั้นมีจริง ทำให้เราทุกข์ก็ได้ สุขก็ได้ ร้องไห้ได้ หัวเราะได้ ใหม่ ๆ นั้นผมไม่ค่อยเชื่อ แต่เมื่อผมอ่านเรื่องราวเหล่านี้  ผมก็รู้ว่าที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้นจริงแท้แน่นอน งานเขียนของคุณอัศศิริในชุดฟุตบอลบ้านนอกนี้ ทำให้เราได้ฉุกคิด ได้รับรู้ถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เป็นเครื่องมือที่จะปลอบใจตัวเราว่า เมื่อเราทุกข์ เรายากจน เราขาดแคลน คนอื่นก็ยากจนและขาดแคลนไม่น้อยไปกว่าเรา แทนที่เราจะคิดถึงแต่เรื่องของตนเองก็ทำให้เราหันไปมองคนอื่น ๆ เขาบ้าง ผมคิดว่า ทั้งหมดนี้ คือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งในการเขียนเรื่องสั้นของผม
    ผมเรียนอยู่ที่จังหวัดตรัง จนกระทั่งจบม.ศ.๕ ผมก็ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ชีวิตระหกระเหินไปตามสภาพ จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมคิดอยากเป็นนักเขียนอย่างจริง ๆ จัง ๆเสียที  ผมไม่ทำอย่างอื่น วันทั้งวันขลุกอยู่กับการอ่านและการเขียน ระหว่างนั้นผมก็ได้สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารทางวรรณกรรมชื่อ “ถนนหนังสือ” ซึ่งขึ้นปกสัมภาษณ์นักเขียนดัง ๆ ไว้มากมายเช่นเสนีย์ เสาวพงษ์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ฮิวเมอรริสต์ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช


    แต่แล้ว วันหนึ่งในเดือนมกราคม ปี๒๕๒๗ คุณอัศศิริก็ได้ขึ้นปกนิตยสารทางวรรณกรรมเล่มนี้ เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตและการเป็นนักเขียนของเขาอย่างละเอียด


    ยอมรับว่าผมดูหน้าปกหลายครั้ง ตอนนั้นเขาไว้เคราแพะ ไว้หนวดนิดหน่อย หวีผมเป๋  ยังหนุ่ม ในความเห็นของผมเขาเท่และดูดีมาก ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาหลายรอบ และก็คิดจะไว้เคราไว้หนวดให้เหมือนเขา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงไว้อย่างไรหนวดเคราก็ไม่ขึ้น พอขึ้นบ้างก็ดูไม่สวยไม่งาม ผมก็เลยโกนทิ้งเสีย


    คุณอัศศิริห้สัมภาษณ์ไว้ช่วงหนึ่งว่า  เขาเขียนหนังสือเหมือนคำร้องทุกข์ เพื่อให้คนในสังคมได้เข้าใจ ในชีวิตของกันและกัน  โดยเฉพาะชีวิตเล็ก ๆ ที่เรี่ยรายปลายขอบของสังคมประเทศนี้ ทั้งนี้ด้วยความคิดว่า ถ้าเป้าหมายนั้นบรรลุผล ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม คนจะได้เกิดความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


     ตอนนั้นผมรู้สึกอยากจะรู้จักนักเขียนคนนี้มากเหลือเกิน ผมจำได้ มีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่งว่า  เมื่อเราอ่านหนังสือดี ๆ จบลงสักเล่ม ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เป็นมิตรกับนักเขียน เป็นประโยคที่ผมคิดว่า ใช่เลย โดนใจมาก 


     ยิ่งคุณอัศศิริได้พูดถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือชุด ฟุตบอลบ้านนอก ไว้ว่า เมื่อเขาเป็นนักเขียนแล้วเขาก็อยากเขียนถึงชีวิตของนักกีฬา  แล้วกีฬาที่เขารู้จักดีคือฟุตบอล  แต่ฟุตบอลกรุงเทพฯไม่รู้จัก  เขารู้จักแต่ฟุตบอลบ้านนอก  หลายตำบลในหมู่บ้านของเขามีสนามหญ้า มีเสาโกล์ทาสีขาว หรือไม่ก็เป็นรั้วมาปัก เอากระป๋องนมมาตั้ง มันเป็นความใฝ่ฝัน  มีความต้องการสนามฟุตบอล ต้องการมีที่เล่น  แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น  มันมีอุปสรรคอีกเยอะ


     ส่วนในรวมเรื่องสั้นชุดบ้านริมทะเล ผมชอบเรื่องพี่เหและจดหมายรักมากกับเรื่องสั้นตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่  อ่านจบก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ให้ได้
    เรื่อง “พี่เหและจดหมายรัก” ก็คือ เรื่องของหนุ่มประมงที่เขียนหนังสือไม่เป็นอ่านหนังสือไม่ออก แต่อยากจีบผู้หญิง อยากเขียนไปสารภาพรักก็เลยใช้ให้เด็กชายคนหนึ่งเป็นคนเขียนให้ พี่เหไปหาซื้อซองมาเป็นโหลพร้อมปากกาและหนังสือคู่มือการเขียนจดหมายรัก มาให้เด็กชายอ่านให้ฟัง พี่เหว่า “ตรงไหนตรงไหนมันซึ้งก็ลอกแม่งลงไปเลย”


      ดังนั้นจดหมายของพี่เหจึงมักจะขึ้นต้นว่า วันที่คิดถึง เดือนที่รำพึง พ.ศ.ที่ร้องไห้ และลงท้ายจดหมายว่า จากเห ทาสหัวใจของนิ่ม
    จนกระทั่งวันหนึ่งน้องเนื้อนิ่มส่งจดหมายตอบกลับมา เธอเขียนว่า


     “ พี่เหจ๊ะ
     ลายมือของพี่เหโย้เย้แต่น่ารักดี แต่คำพูดนะซี ที่นิ่มสงสัยอยู่ว่าจะใช่พี่เหหรือว่าออกมาจากหัวใจของพี่เหจริงหรือไม่ นิ่มอ่านดูเหมือนไปลอกเอามาจากที่ไหนสักแห่ง พี่เหอย่าบ้านะจ๊ะ หนังสือรวมจดหมายรักนั่นนะ นิ่มอ่านมาหมดแล้ว อย่าเอามาหลอกกันเสียให้ยาก
     นิ่มไม่รังเกียจพี่เห ขอดูใจไปเรื่อย ๆ แต่ต้องพูดเองสิจ๊ะ อย่าไปเอาในหนังสือมาพูด ลงชื่อเนื้อนิ่ม


    เท่านี้เองพี่เหก็ดีใจจนแทบบ้า


    ภายใต้แสงตะเกียงบนเรือหาปลา พี่เหนอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผมเองก็ดีใจแทนเขา มองทะเลและฟ้าขาวคืนเดือนหงายนั้นงดงาม มีความสุขและฝัน
    พี่เหให้สัญญากับผมว่ารุ่งเช้าจะเลี้ยงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง(จบ)


     ที่ผมพูดถึงเรื่องสั้นของคุณอัศศิริมากเป็นพิเศษ ก็อย่าได้เข้าใจผิดว่าผมมาสรรเสริญคุณอัศศิริหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว คุณอัศศิริยังมีชีวิตและก็ยังเขียนหนังสืออยู่ทุกวัน ผมเองก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับท่านเป็นพิเศษ และไม่ได้มาพูดประจบเพื่อให้คุณอัศศิริรักผมมากขึ้น


    แต่ในเมื่อผมถูกขอให้มาพูดเรื่องแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้น ผมก็เลยต้องบอกให้ทราบว่าเพราะผมชอบอ่านเรื่องสั้นของใครต่อใครมากมายดังที่ยกตัวอย่างไปแล้ว แต่ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษก็คือเรื่องสั้นโดยอัศศิริ ธรรมโชติ  เมื่ออ่านมากๆ เข้า ก็เลยรู้สึกว่าตนเองก็น่าจะเขียนหรือเล่าเรื่องแบบนี้ได้  ผมก็เลยลงมือเขียน แต่เมื่อเขียนไปก็ได้รับรู้ว่าเรื่องสั้นดี ๆ นั้นไม่ใช่เขียนกันได้ง่าย ๆ  เหมือนกับที่เราอ่าน ผมก็เลยยิ่งต้องอ่านเพื่อศึกษามากขึ้น อ่านทั้งเรื่องสั้นของนักเขียนไทยและของต่างประเทศ และก็พยายามฝึกฝนเขียนบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เหมือนกับที่เขาเขียน อยากเป็นอย่างคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยเปื่อย ๆ 


    ในที่สุดก็จับทางของตัวเองได้ว่า เรามีความถนัดหรือมีความเชี่ยวชาญแบบไหน เราก็เลยพัฒนาฝีมือของเราไปเรื่อยด้วยการฝึกเขียนอย่างสม่ำเสมอ   ส่วนฝีมือของเราจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน ผมก็คงให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ได้หรอกครับ ต้องให้คนอ่านเขาตัดสิน 


    ผมเตือนตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า ต้องเปิดพื้นที่เพื่อให้คนอื่นเขาเข้ามาชื่นชมหรือตำหนิ ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วอ่านเรื่องตัวเองและก็ชมเสียงดังว่าดีเหลือเกิน วันต่อมาก็อ่านอีก แล้วก็ชมอีกว่าดีที่สุดในประเทศ อีกวันหนึ่งก็อ่านอีกแล้วก็ชมอีกว่าดีที่สุดในโลก อย่างนี้ก็จะกลายเป็นพวกที่หลงตัวเองจนลืมโลก เผลอ ๆ อาจจะบ้าไปเลย  ซึ่งศิลปินหรือนักเขียนหลายคนถ้าไม่ระวังจริตตรงนี้ให้ดีก็อาจจะเป็นอย่างที่ผมว่าได้ง่ายมาก
    สุดท้ายนี้ ผมขอบขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติฟังตั้งแต่ต้นจนจบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นก็จงอ่านเรื่องสั้นเถิดครับ และก็ลองฝึกเขียนตามอย่างเขา หาเรื่องที่เรารู้ดี และลองใช้วิธีและน้ำเสียงในการเล่าอย่างเขา ดูสิว่าเราจะทำได้ไหม  ใหม่ ๆ เรื่องสั้นของเราอาจจะคล้ายคนนั้นนิด คนนี้หน่อย แต่นานไปเมื่อเรามีความชำนาญมากขึ้น เราก็จะเป็นตัวของเราเอง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาเรียนรู้จากผลงานของเราอีก ส่งทอดกันต่อ ๆ ไป ไม่รู้จบ


    ขอให้ทุกท่านที่นั่งฟังอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ จงประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน


    ขอบคุณครับ


    ขจรฤทธิ์ รักษา/พูดในงานเข้าค่ายเยาวชนวรรณกรรมSCGโครงการอ่าน เขียน เรียนคิด วันที่๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒
     

     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design