สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน

  • จากนักเขียนคนหนึ่งถึงนักแปล โดย ขจรฤทธิ์ รักษา
    โพสต์โดย : mataree
    2009-02-27 09:44:16

    จากนักเขียนคนหนึ่งถึงนักแปล โดย ขจรฤทธิ์ รักษา

    (พูดที่งานสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย  อาคารนานมีบุ๊คส์ วันที่๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒)

    ที่ผมมาพูดวันนี้ก็เพื่อจะมาขอบคุณนักแปลทั้งหลายโดยผ่านสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ขอบคุณในฐานะนักเขียนคนหนึ่งซึ่งอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก หากไม่มีท่านทั้งหลายซึ่งได้แปลงานวรรณกรรมชั้นดีขึ้นมาด้วยความวิริยะและอุตสาหะแล้ว ถึงวันนี้ผมก็คงไม่ได้อ่านงานเขียนของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้เลย  ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ข่าวว่า ทางสมาคมนักแปลได้เชิญผมขึ้นมาพูดบนเวทีแห่งนี้
     
    ผมได้รู้จักและคบหากับนักแปลอยู่หลายท่าน ที่สนิทสนมถึงขนาดฝากตัวเป็นลูกศิษย์ก็คือแคน สังคีต ซึ่งท่านได้แปลงานวรรณกรรมชั้นเลิศของนากิบ มาห์ฟูซ เอาไว้มากกว่าสิบเล่ม ไม่ว่าจะเป็นโคตรไคโร ฟ้าสางดาวสูญ กลางฝูงหมา หรือแดนคนเดน ท่านเพิ่งได้รับรางวัลจากสมาคมนักแปลไปเมื่อสองปีก่อน ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บอกกับผมว่า งานแปลนั้นสำคัญอยู่ที่การใช้ภาษาไทย ถ้าภาษาไทยไม่ดีแล้ว ทำให้เรื่องไม่สนุก และคนอ่านก็ไม่ชอบ  

    มีคนเคยพูดมาเป็นร้อยปีแล้วว่าถ้าอยากเห็นก็ให้เดินทาง แต่ถ้าอยากรู้อะไรให้อ่านหนังสือ และหนังสือนั้นก็มีหลากหลายแนวทั้งประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ลี้ลับ การเงิน การคลัง เรื่องตลกเบาสมอง  และวรรณกรรม

      ในส่วนของวรรณกรรมก็หนีไม่พ้นที่จะว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ ที่เกี่ยวกับความรักโลภโกรธ หลง ซึ่งบางคนก็พูดว่า ชีวิตคนไม่มีอะไรใหม่ไปกว่านี้อีกแล้ว แต่ความจริงก็คือว่า ชีวิตของแต่ละคนนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน บางคนบ้า บ้างคนดี บางคนดีแต่เหมือนบ้า หรือบางคนดูบ้าแต่ก็ดี เรื่องของคนอื่นนั้นสามารถเป็นแบบอย่างหรือข้อเตือนใจให้เราได้ฉุกคิด ให้เราได้รู้จักความไม่ประมาท ให้เรารู้จักเมตตาและสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การอ่านวรรรกรรมก็เหมือนการได้เรียนรู้ชีวิตของคนอื่นและสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง

    ทุกชีวิตมีเรื่องใหม่ ๆ แปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ เหมือนที่ตอลสตอยกล่าวไว้ในหนังสืออันนาคาเรนินาว่า “ครอบครัวที่มีความสุขล้น สุขเหมือน ๆกัน แต่ครอบครัวที่มีทุกข์ย่อมทุกข์ตามวิถีตน”

    ลาว คำหอม ศิลปินแห่งชาติกล่าวว่า ถ้าใครสนใจอยากอ่านเรื่องราวของชีวิตคนอื่นก็จงอ่านงานวรรณกรรม

    ผมเคยอ่านพบว่า วรรณกรรมคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการค้นหาความหมายของมนุษย์

    วรรณกรรมชั้นยอดสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อ่านขึ้นสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

    และมีคนพูดว่า วรรณกรรมนั้นสามารถส่องแสงให้เห็นทั้งด้านมืดและด้านสว่างของมนุษย์

    นากิบ มาห์ฟูซนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอียิปต์ท่านหนึ่งเคยตั้งคำถามไว้ว่าทำไมคนเราต้องอ่านนิยาย และท่านก็ให้คำตอบว่า เพราะนิยายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ และเป็นการนำเสนอสถานภาพของสังคมอย่างแท้จริง

    เมื่อประมาณปี ๒๕๒๙ ย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ผมได้อ่านผลงานที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งคือหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวของมาเกซ ซึ่งแปลโดย ปณิธาน และร.จันเสน ผมอ่านเพราะมีเพื่อน ๆ บอกว่าเป็นหนังสือดี ตอนนั้นอ่านแล้วก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย นอกจากว่า มีผัวเมียคู่หนึ่งซึ่งเป็นญาติกัน วันหนึ่งผัวออกไปตีไก่ และโดนเพื่อนล้อว่า คนที่ได้เสียกับญาติของตัวเองจะออกลูกมีหางเป็นหมู  เขาจึงควักมีดออกมาแทงเพื่อนเข้าที่ลำคอ เลือดพุ่งออกมาเป็นสาย และเพื่อนตาย เมื่อเขากลับไปบ้าน ทุกคืนเพื่อนของเขาก็จะปรากฏตัวขึ้น เอามือกุมลำคอไว้และร้องขอน้ำ ช่วงหลังจึงปรากฏกายขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งในห้องนอนและห้องอาหาร ร้องขอน้ำไม่ขาดปาก บางวันก็นั่งสนทนากับภรรยาของเขา นายโฆเซ  อาร์คาดิโอ บูเอ็นดิยากับอูร์ซูลา อิกัวรันสองผัวเมียจึงชวนสมัครพรรคพวกหนีผีและหนีคำเยาะเย้ยว่าจะได้ลูกมีหางเหมือนหมู ไปหาที่สร้างหลักแหล่งใหม่ พวกเขาต้องเดินบุกป่าฝ่าดงเป็นปี ไปไกลสุดจนเจอกับกับสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ริมบึงใหญ่ พวกเขาสร้างหมู่บ้านขึ้นที่นั่น ต่อมาก็ตั้งชื่อ มาคอนโด ตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปี มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายในเมืองนั้น ผมจำได้แม่นก็คือฉากแรก ๆ พ่อพาลูกชายไปเที่ยวงานวัดซึ่งจัดขึ้นด้วยพวกยิปซี พ่อเสียเงินค่าผ่านประตูเข้าไปในกระโจม พาลูกชายไปจับก้อนน้ำแข็ง ซึ่งมีควันพวยพุ่งออกมา ลูกชายเข้าใจว่าร้อน แต่ก็ลองจับดูปรากฏว่าเย็นจนมือสั่น หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น มีการก่อกบฏ มีสงคราม และมีการรบราฆ่าฟันกัน ผมอ่านจบลงด้วยความมึนงง สงสัยนักว่ามันยิ่งใหญ่อย่างไร หรือว่าเป็นเพราะความหนาหลายร้อยหน้าของมัน หรือเป็นเพราะตัวละครเกี่ยวพันกันมากมาย แถมชื่อก็ตั้งคล้าย ๆ กันเช่นโฆเซ อาร์คาดิโอ บูเอ็นดิยา ,ออริยาโน บูเอ็นดิยา ,โฆเซ่ อาร์คาดิโอ ,ออริยาโน โฆเซ,ออเรลิยาโน เชกุนโด, คนคู่สุดท้ายที่อยู่ในเมืองนี้หลังจากเวลาผ่านไปร้อยกว่าปีก็คือ ออเรลิยาโน กับอมารันดา อูร์ซูล่า กาสตอง

    ผมมาอ่านอีกทีเพื่อให้หายสงสัยเมื่อเดือนที่แล้วว่าหนังสือเล่มนี้มันดีอย่างไร อ่านด้วยความตื่นเต้น อ่านอย่างเกาะติด อ่านอย่างจมหายเข้าไปข้างใน จนกระทั่งถึงฉากจบ เมื่อน้ากับหลานได้อยู่กินและร่วมรักกันเป็นผัวเมีย และมีลูกออกมามีหางเป็นหมูตามคำทำนายเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ว่าเมื่อใดก็ตามที่ญาติพี่น้องสมสู่กันลูกจะมีหางเหมือนหมู และคำทำนายของเมกียาเดสยิปซีเฒ่าซึ่งได้ตายไปหลายสิบปีแล้วได้จารึกไว้บนแผ่นหนังบอกว่า “ต้นตระกูลจะถูกมัดกับต้นไม้ คนสุดท้ายจะถูกกินด้วยฝูงมด”

    ลูกที่มีหางงอกออกมาเหมือนหมูสุดท้ายก็ถูกมดกินจริง ๆ

    ฉากสงครามนั้นไม่ต้องพูดว่าเต็มไปด้วยความโหดร้ายเพียงใด เมื่อบริษัทกล้วยเข้ามาในเมืองและฆ่าหมู่ผู้คนไปคราวเดียวกันถึงสามพันคน แต่ทางรัฐบาลกลับบันทึกว่า พวกคนงานที่มาประท้วงที่หน้าสถานีรถไฟเหล่านั้นต่างพากันเดินกลับบ้านด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการฆ่าหมู่เกิดขึ้นในเมืองนี้ เจ้าของบริษัทกล้วยก็บอกว่าจะจัดการแก้ปัญหาทุกอย่างให้เป็นไปตามคำเรียกร้อง  แต่รอให้ฝนหยุดตกเสียก่อน และฝนก็ไม่ยอมหยุดตก มันกระหน่ำลงมาถึงสามปีติดต่อกัน กว่าฝนจะหยุด ผู้คนก็แทบลืมไปแล้วว่ามีการฆ่าหมู่เกิดขึ้น และทุกคนก็จำได้แต่เพียงว่า คนงานทุกคนต่างกลับบ้านด้วยความสงบ

     หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศในแถบอเมริกาใต้ผ่านปลายปากกาของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

    ผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ตอนหนึ่งเมื่อนายพันคนหนึ่งนอนอยู่ท่ามกลางเสียงฝนตก เขาย้อนนึกว่าตอนที่เขาหนุ่มแน่น ฝนตกอย่างนี้เขาจะต้องไปหาสังกะสีมามุงหลังคา เพราะว่า เสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมาบนหลังคานั้นดังไพเราะเหลือเกิน ดังสนั่นจนสามารถทำให้คู่รักที่เปลือยกายต่อสู้กันอยู่บนเตียงอย่างถึงพริกถึงขิงร่ำร้องครวญครางได้ตามใจชอบ

    ยามเมื่อผมอ่านหนังสือยิ่งใหญ่อย่างนี้ นอกจากผมจะนึกถึงนักเขียนว่าเก่ง มีความสามารถเข้าขั้นอัจฉริยะดีเลิศแค่ไหนแล้ว สิ่งที่ผมไม่ลืมที่จะขอบคุณต่อมาก็คือนักแปล ตอนนั้นผมอยากจะเอ่ยปากขอบคุณเขา อยากจะบอกให้เขารู้ว่าผมรู้สึกเป็นหนี้เขา ที่เขาแปลผลงานดี ๆ เหล่านี้มาให้ผมอ่าน ผมใช้เงินซื้อหนังสือแค่ร้อยสองร้อยบาท แต่สิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านนั้นมากมายมหาศาล อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ผมอิ่มอกอิ่มใจ มีความสุข แถมยังได้ความรู้ติดไม้ติดมือมาด้วยว่าประโยชน์ของสังกะสีนอกจากมีไว้มุงหลังคาแล้วยังทำอะไรได้อีก

    ในชีวิตแห่งการอ่านหนังสือของผม มีหนังสือที่ยิ่งใหญ่ ประทับอยู่ในความทรงจำมากมายเหลือเกิน เช่น ดร.ชิวาโก ผลพวงแห่งความคับแค้น ณรงค์ จันทร์เพ็ญแปล , หญิงสองผัว แปลโดย ม.จ.ประสบสุข สุขสวัสดิ์ , แม่ แปลโดยจิตร ภูมิศักดิ์, ชายเฒ่ากลางทะเลลึก อาษา ขอจิตต์เมตต์,  กลองสังกะสี อรัญญา โรเซนเบิร์ก-นฤมล ง้าวสุวรรณ และผุสดี ศรีเมือง ร่วมกันแปล, ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ รำพรรณ รักศรีอักษรแปล , ครึ่งทางชีวิต  จงจิต อรรถยุกติ แปล ,บ้านปรารถนารัก อิซาเบล อาเยนเต้เขียน  หนึ่งหทัย แรงผลสำฤทธิ์ แปล, รอยชีวิต เดือนเต็มกฤษดาธานนท์แปล ,ชะตาชีวิต คาลติซ อิมเรเขียน ทองแท้แปล,  การเดินทางของพายพาเทล ตะวัน พงศ์บุรุษแปล,  ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ภัควดี วีระภาสพงษ์แปล ,เดอะรีดเดอร์ สมชัย วิพิศมากุลแปล , หนึ่งร้อยสัมผัสลับ ของเอมี ตัน นรา สุภัคโรจน์แปล, แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ม.จ.ขจรจบกิตติคุณ กิติยากรแปล ,เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็ก ๆ สดใสแปล  ,เซียงไฮ้เบบี้ คำ ผกา แปล, ๑๑นาทีของเปาโล โคเอญู ประโลมบุญรัสมี แปล

     หากผมยกตัวอย่างมาให้หมดก็คงกินเวลาไปไม่น้อย เพื่อให้รวบรัด ผมก็ขอกล่าวเฉพาะบางเล่มที่ผมนึกออกก็คือ เรื่องเดอะรีดเดอร์ ว่าด้วยความรักต่างวัยของหญิงอายุสามสิบหกกับเด็กชายอายุเพียงสิบห้า นิยายเริ่มต้นด้วยคำว่า “ผมเป็นโรคตับอักเสบตอนอายุสิบห้า”

    เมื่อเขาหายป่วย เขาก็เดินเล่นไปรอบ ๆ บริเวณ จนไปถึงอาคารแห่งหนึ่งเขาก็เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนและอ้วกออกมา มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อฟราว ฮันนา  ชมิดช์ก็มาช่วยเขาไว้ หลังจากวันนั้นเขาก็แวะไปเยี่ยมเธอ มีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าเธออยู่บนชั้นสาม และเขาก็เข้าไปในห้องของเธอขณะที่เธอกำลังรีดผ้าอยู่ เขาแอบมองเธอ วันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาได้แต่แอบสงสัยว่าเธอเป็นคนยังไง ทำงานที่ไหน อยู่กินแบบไหน สัปดาห์ต่อมา เขาแวะไปหาเธอ พบว่าเธอกำลังขนถ่านหินขึ้นไปเก็บไว้บนห้อง และเขาก็อาสาช่วยเธอจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อเธอเห็นว่าเนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษเขม่า จึงสั่งให้เขาไปอาบน้ำ และเธอก็เช็ดตัวให้ จนกระทั่งเธอขยับเข้ามาชิด จนแผ่นหลังของเขาสัมผัสความนุ่มหยุ่นของทรวงอกเธอ เนื้อตัวเธอเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเขา  เธอค่อย ๆ โอบรอบตัวเขา มือหนึ่งเอื้อมมาตรงหน้าอก  ส่วนมืออีกข้างเกาะกุมส่วนล่างที่กำลังชูชันของเขา

    “มิน่าเล่าเธอถึงมาที่นี่”

    เขาไม่ทราบว่าจะพูดยังไงดี ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิเสธ เขาหมุนตัวกลับมา ทั้งคู่อยู่ใกล้กันจนมองไม่เห็นเรือนร่างของเธอมากนัก แต่เขาแทบคลั่งไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น กับเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธอ

    เขาไม่กล้าสัมผัสหรือจูบเธอ กลัวว่าจะทำให้เธอไม่ถูกใจ หรือไม่ได้ดังใจเธอปรารถนา แต่หลังจากกอดรัดกันไม่ช้าไม่นาน ได้ดอมดมกลิ่นกายผู้หญิง สัมผัสกับความอบอุ่นของเรือนร่าง กับเรี่ยวแรงอันมากมายของเธอ ทุกสิ่งจึงเริ่มดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ เขาสำรวจเรือนกายทุกสัดส่วนของเธอด้วยมือไม้และปากชอกชอนไปทั่ว  จนมาถึงริมฝีปากของเธอ  เธอพลิกกายขึ้นทับร่างของเขาไว้  จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา เขารู้สึกซาบซ่านไปทั้งตัวจนต้องหลับตาแน่น พยายามจะควบคุมตัวเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร้องครวญครางออกมา จนเธอต้องใช้มือปิดปากเขาไม่ให้เสียงดังเกินไป

    เรื่องของความรักระหว่างสาวใหญ่กับหนุ่มน้อยจึงเริ่มขึ้นด้วยความน่าสนใจดังนี้ หากเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องลามกเฉย ๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าโศกนาฎกรรมของมนุษย์คนหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังฉากดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

    ต่อมาทั้งคู่จึงนัดกันไปเที่ยว นัดกันทานข้าว และนัดกันค้างคืน แล้วแต่หนุ่มน้อยจะหาทางโกหกพ่อแม่ได้ และเรื่องก็พลิกผันเมื่อจู่ ๆ วันหนึ่ง สาวใหญ่คนนี้หายไปจากชีวิตเขา

    ที่หายไปเพราะโดนทางการจับกุมตัวเนื่องจากฮันนาเป็นผู้คุมนักโทษที่ค่ายกักกันเอ๊าสวิชในสมัยที่ฮิตเลอร์ครองอำนาจ และทางการก็กล่าวหาเพิ่มขึ้นอีกข้อว่าเธอเป็นคนโหดร้ายด้วยการจับเด็กไปนอนด้วยแทบทุกคืน ทั้งที่จริงแล้วเธอชวนเขาไปอ่านหนังสือให้ฟัง

     พระเอกของเราก็เรียนหนังสือไปจนจบทนายความและตามหาเธอจนเจอ เขาอยากช่วยเธอ แต่เพราะเธอไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงยอมรับสารภาพทุกอย่าง จนต้องอยู่ในคุกเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งหมดกำหนดโทษ พระเอกไปเยี่ยม และบอกว่าเขาแต่งงานมีลูกคนหนึ่งเรียนอยู่โรงเรียนประจำ ตอนนี้เขาหย่าเรียบร้อยแล้ว ต้องการจะรับเธอไปอยู่ด้วย เขานัดวันที่จะมารับ และกลับไปบ้านเตรียมห้อง เตรียมข้าวของต่าง ๆไว้ให้ แต่เช้าวันหนึ่งก่อนที่เขาจะมารับ เธอก็ตัดสินใจแขวนคอฆ่าตัวตาย

    หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เขียนเรื่องเธอขึ้นเป็นนิยายเรื่องนี้ และยังบริจาคเงินในนามของ ฟราว ฮันนา ชมิดช์ไปให้สมาคมชาวยิวเพื่อคนไม่รู้หนังสือ

    ฉากจบก็คือ เขาได้รับจดหมายขอบคุณจากสมาคมชาวยิว และนำไปยืนสงบนิ่งอยู่หน้าหลุมศพของเธอ

    ตอนนี้หนังกำลังเข้าฉายอยู่ ผมยังไม่ได้ไปดู แต่ฉากจบที่อยู่ในความทรงจำของผมนั้นดูสวยงามเหลือเกิน

    ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบ หยิบปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายขอบคุณผู้แปลทันที

    ก่อนหน้านี้ผมคลั่งไคล้งานเขียนของคาวาบาตะมาก ดูเหมือนจะผูกขาดแปลโดยยุพเรศ วินัยธรแล้ว มีอยู่บางเล่มเช่นเสียงแห่งขุนเขา ที่แปลโดยอมราวดี  ผมอ่านงานคาวาบาตะครบทุกเล่ม ตั้งแต่เรื่องทะเลสาบ, เมืองหิมะ, ระบำเร่, เซียนโกะ, วิมานมายา, กรุงเก่า กะเรียนพันตัว หรือเรื่องรันทดและงดงาม แล้วรู้สึกซาบซึ้งประทับใจกับเรื่องราวต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น

    คาวาบาตะเป็นนักเขียนที่คำนึงถึงรายละเอียดของฉากตามธรรมชาติมาก จะเห็นได้จากการที่เขาได้พยายามนำเอาฉากตามธรรมชาติมาใส่ไว้ในงานเขียนของเขา ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของเขาคือความสมดุลอย่างเหมาะเจาะระหว่างตัวละครกับฉากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขากล่าวว่า “ชีวิตของมนุษย์นั้นเปราะบางและล่อแหลมต่ออันตราย และยิ่งนานวันก็ยิ่งห่างเหินจากธรรมชาติออกไปทุกขณะ”

     ในเรื่องรันทดและงดงาม นั้นเป็นเรื่องของรักสามเศร้า พระเอกมีลูกเมียอยู่แล้วแต่ไปได้เสียกับหญิงอื่น และในทีสุดเมื่อเมียจับได้ก็ต้องแข็งใจเลิกจากกัน แต่พระเอกซึ่งเป็นนักเขียนผู้ยากไร้ เอาเรื่องความรักไม่สมหวังของตัวเองมาแต่งเป็นนิยายให้เมียหลวงเป็นคนพิมพ์ดีดทำต้นฉบับ เมียหลวงพิมพ์ไปก็โกรธแค้นไป ร้องไห้ไป ในที่สุดก็พิมพ์เสร็จ พระเอกเอาต้นฉบับไปพิมพ์ หนังสือกลับขายดี เมียหลวงนอกจากจะแค้นไปร้องไห้ไป คราวนี้ก็ได้ยิ้มออกด้วย

    มีคำถามว่า มีหนังสือแปลที่ไม่ประทับใจบ้างไหม ตอบว่ามีเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยติดใจ ซื้อมาอ่านไม่กี่บทก็รู้ว่าสำนักพิมพ์หรือนักแปลเป็นคนพิถีพิถันในการทำงานสักแค่ไหน เมื่ออ่านแล้วผิดหวังก็วางทิ้งเสีย และก็จำชื่อสำนักพิมพ์กับชื่อนักแปลไว้ เจอที่ไหนก็จะหันหน้าหนีที่นั่น เมื่อมีโอกาสได้คุยกับเพื่อน กับหนอนหนังสือหรือกับลูกสาวก็จะบอกว่า เราควรซื้อหนังสือแบบไหน ควรจะอุดหนุนผลงานของใคร จริงอยู่หนังสือบางเล่ม ไม่ใช่หนังสือดัง ไม่ใช่หนังสือขายดี แต่เมื่อเราเห็นผลงานของเขา เราก็ต้องอุดหนุนเพื่อให้กำลังใจเขา อยากให้เขาได้กำไรเพื่อว่าจะได้มีทุนรอนทำหนังสือที่ดีออกมาให้เราได้อ่านอีก

    ที่ผมรับไม่ค่อยได้ก็คือ ความไม่พิถีพิถันของสำนักพิมพ์ เช่นออกแบบปกไม่ดี ไม่พิสูจน์อักษรให้ถูกต้อง ทั้งคนแปล ทั้งบรรณาธิการ ทำงานกันอย่างมักง่าย รีบร้อน ไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่นึกถึงคนอ่าน  เช่นเมื่อได้หนังสือมาเล่มหนึ่งก็ฉีกแบ่งกันแปล ส่งกลับมาให้บก.อ่านเพื่อเอดิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทีนี้บก.ก็รีบ ไม่มีเวลาตรวจสอบ เรื่องมันก็เลยเถิดไปกันใหญ่ ผลกรรมอยู่ที่นักอ่าน เห็นเขาทำปกสวย น่าหยิบน่าจับ ซื้อเอาไป ปรากฏว่าอ่านไม่รู้เรื่อง นางเอกชื่อไมเคิล บ้าง มิเชลบ้าง เพราะไมเคิลกับมิเชลนั้นมันเขียนเหมือนกัน แต่ในที่สุด สำนักพิมพ์เหล่านี้ก็จะถูกลงโทษโดยพระเจ้า ซึ่งทรงมองทุกการกระทำของมนุษย์อยู่เบื้องบน และในที่สุดเจ้าของสำนักพิมพ์ก็ไม่มีใครให้เครดิต ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครซื้อ ทำอะไรออกมาก็เจ๊งหมด บางคนไม่เจ๊งแต่ก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนก็ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจไปตามสภาพ ภายนอกอาจจะนั่งรถเบ๊นซ์คันละล้านสองล้าน แต่ภายในเต็มไปด้วยหนี้สินอีรุงตุงนัง ลองคิดดูเถิดครับ ว่าในแวดวงของพวกเรา มีใครทำชั่วแล้วมีความสุขบ้าง ผมคิดว่าพวกทำหนังสือ พวกนักเขียน นักแปล ทั้งหลายนั้นพระเจ้าทรงเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ เพราะหนังสือเป็นสิ่งที่วิเศษสุดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาได้ ผมไม่กล่าวโทษใครหรอกครับ แต่จะขอยกย่องสำนักพิมพ์ที่ทำงานดี ๆ ไว้มาก เช่นอมรินทร์พริ้นติ้ง , มติชน, บลิ๊ส, คบไฟ หรือแม้แต่นานมีบุ๊คที่เรามาร่วมชุมนุมกันอยู่ในขณะนี้ เราดูออกจากผลงานของเขานะครับ เขามีความรักในหนังสือ และก็ทำหนังสือที่ดีไว้มากมายเหลือเกิน ถ้าไม่มีท่านทั้งหลายเหล่านี้ เราคงไม่มีโอกาสอ่านหนังสือดี ๆ อย่างกลองสังกะสี ของกุนเทอร์กราส ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณของเกาสิงเจี้ยน ครึ่งทางชีวิตของวีเอสไนพอล ชะตาลิขิตของคาลติส อิมเร่ เมืองทดสอบบาปของเปาโล โคลเอญญู

    ผมไม่รู้ว่านักอ่านท่านอื่นเขาขอบคุณนักเขียนนักแปลกันอย่างไร แต่สำหรับผม มักจะเขียนไปรษณียบัตรใบหนึ่ง บอกเขาว่า ผมได้อ่านงานเล่มนี้จบแล้ว ชอบมาก และอวยพรให้เขาประสบความสำเร็จและมีสุขภาพดีกันทั่วหน้า เพื่อเขาจะได้สร้างสรรผลงานดี ๆ มาให้เราได้เรียนรู้และได้อ่านกันอีก

    ผมเองก็มีสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ของตัวเอง ทำงานมาเกือบยี่สิบปีแล้ว พิมพ์งานแปลอยู่หลายเล่มเหมือนกัน แต่ทำเล็ก ๆ ไปตามกำลังสติปัญญาและกำลังทรัพย์ ผมพิมพ์งานของท่านประมูล อุณหธูปสี่เล่ม พิมพ์งานของนากิบ มาห์ฟูซ อีกสี่เล่ม พิมพ์นักพนันของดอสโต เยฟสกี้ พิมพ์ มนต์ปีศาจ ของตอลสตอย และล่าสุดก็พิมพ์งานของทานิซากิ จุนนิชิโรอีกสี่เล่ม ส่วนใหญ่ก็ค่อยๆ  ขายไปเรื่อย ห้าปีสิบปีจึงขายหมดสองสามพันเล่ม ผมบอกตัวเองเสมอว่า ถ้ามีเงินก็พิมพ์หนังสือที่ผมชอบออกมา ส่วนจะขายได้ไม่ได้ค่อยว่ากันทีหลัง 

    มีคำถามว่าสถานการณ์หนังสือแปล ที่สำนักพิมพ์บ้านหนังสือเคยทำ ก็ขออนุญาตตอบว่า หากมีเงินเมื่อไรก็จะเลือกในสิ่งที่ผมชอบ พิมพ์ออกมาอีก ผมศรัทธาหลวงพ่อรูปหนึ่งที่ปรากฏตัวอยู่ในหนังเรื่องสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ดที่บอกว่า จงเชื่อในสิ่งที่เฮ็ด และเฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ

    ผมเป็นผู้น้อยในสถานที่แห่งนี้จึงไม่มีอะไรจะฝากหรือแนะนำ แต่ขอปิดท้ายด้วยการขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งที่ได้เชิญผมมาพูดในวันนี้ ดังที่ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าผมมาก็เพื่อขอบคุณนักแปลทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสหรือนักแปลหน้าใหม่ผู้ที่กำลังจะเข้ามาสู่การเป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่ ผมขอเรียนว่า ผมเป็นนักเขียนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก หากไม่มีพวกท่านผมคงไม่ได้อ่านวรรณกรรมชั้นยอดหลายเล่มของโลก ผมจึงมาเพื่อกล่าวขอบคุณ และขออวยพรทุกท่านจงมีสุขภาพแข็งแรง
    ขอบพระคุณครับ

    พูดที่งานสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย  อาคารนานมีบุ๊คส์ วันที่๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

    จาก

    http://www.oknation.net/blog/nonglakspace/2009/02/26/entry-1

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design