สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา

  • เหลียวหลังแลหน้า ทิศทางหนังสือแปลปี 2552
    โพสต์โดย : mataree
    2009-02-24 12:04:47

    เหลียวหลังแลหน้า ทิศทางหนังสือแปลปี 2552โดย : พรชัย จันทโสก

    คงต้องยอมรับว่า ธุรกิจหนังสือแปลช่วง 5-10 ปีมานี้มีความคึกคักและเติบโตขึ้นอย่างมาก

     คงต้องยอมรับว่าธุรกิจหนังสือแปลช่วง 5-10 ปีมานี้มีความคึกคักและเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสความแรงของหนังสือจากต่างประเทศทั้งจากฟากฝั่งอเมริกาและยุโรป หรือแถบเอเชียอย่างประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

     ล่าสุด สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีสนทนาหัวข้อเรื่อง เหลียวหลังแลหน้าในแวดวง (หนังสือ) แปลปี 2551-2552 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 5 นานมีบุ๊คส์เฮาส์ โดยมี ขจรฤทธิ์ รักษา ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี 2551, พิมลพร ยุติศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ทัทเทิล-มอริ เอเจนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด, นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ นักแปลและคอลัมนิสต์จากจุดประกายวรรณกรรม-หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และอนุรักษ์ กิจไพบูลทวี นักแปลภาษาจีนรุ่นใหม่ ดำเนินรายการโดย จิตติ หนูสุข บรรณาธิการอิสระ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเป็นกันเอง

     การได้อ่านหนังสือแปลดีๆ สักเล่มอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนคนหนึ่งได้เลยทีเดียว และเชื่อว่าหลายคนยังมีความประทับใจหนังสือแปลมาบ้าง อย่างน้อยๆ ก็เป็นการเปิดโลกจินตนาการและความคิดไปสู่สิ่งแปลกใหม่ สิ่งเหล่านี้ได้เคยเกิดขึ้นกับนักอ่านตัวยงอย่าง ขจรฤทธิ์ รักษา อดีตบรรณาธิการและผู้ก่อตั้ง Writer Magazine

     ผมเป็นนักเขียนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ได้อ่านหนังสือดีๆ เพราะมีนักแปลได้แปลหนังสือให้อ่าน ผมอ่านหนังสือแปลแล้วประทับใจมากตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นนักเขียนคือเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เควซ นักเขียนชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่ 20 อ่านแล้วยกมือขึ้นท่วมหัวแล้วก็เขียนจดหมาย จริงๆ อยากจะเขียนไปบอกมาร์เควซว่าชอบ แต่เขียนไม่เป็น เลยเขียนจดหมายไปบอกผู้แปลคือ ปณิธาน-ร. จันเสน ว่าผมขอบคุณมากที่แปลหนังสือให้ผมอ่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตการอ่านของผม หลังจากนั้นผมติดนิสัยว่าทันทีที่อ่านหนังสือแปลดีๆ จบก็จะเขียนไปรษณียบัตรไปบอกนักแปล

     วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ประเด็นสำคัญมันเป็นเรื่องของมนุษย์ มันมีทั้งทุกข์ทั้งสุข คือไม่มีอะไรใหม่แล้วในโลกนี้ มีรัก โลภ โกรธ หลง และวรรณกรรมมันสามารถสอนเราได้ วรรณกรรมคือเครื่องหมายอย่างหนึ่งในการค้นหาความหมายของมนุษย์ และวรรณกรรมชั้นยอดสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อ่านขึ้นสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

     ด้วยเหตุนี้เขาจึงมุ่งมั่นผลิตหนังสือแปลที่ว่าดีๆ ออกมาให้คนอื่นได้อ่านบ้าง แต่ต้องเจอกับอุปสรรคหนังสือขายไม่ออก

     ชอบหนังสือแปลก็เลยทำหนังสือแปลเพราะมีความเชื่อผิดๆ ว่าหนังสือที่เราชอบ คนอื่นต้องชอบด้วย เชื่ออย่างนี้มาตลอด แต่ในความเป็นจริง..เจ๊งหมดตัวมาตลอด เพราะบังเอิญว่าคนในประเทศไทยมีคนเชื่อแบบผมอยู่ไม่กี่คน ฉะนั้นหนังสือพิมพ์ 3,000 เหลือกลับมา 1,000-2,000 กว่าเล่ม ผมเคยได้คุยกับคนอ่าน เขาบอกว่าชีวิตฉันเครียดมากแล้ว ทำไมฉันต้องไปอ่านเรื่องเครียดๆ อีก อ่านแล้วทำให้ไม่มีความสุขก็เลยไม่อ่าน ตอนนี้คนกำลังฮิตเรื่องสืบสวนสอบสวนมาก ผมเองก็ชอบอ่านเหมือนกัน

     ด้านนักแปลภาษาจีนรุ่นใหม่ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี เจ้าของผลงานแปลโดนใจวัยรุ่นกว่า 30 เรื่อง ได้เล่าถึงประสบการณ์งานแปลว่า...

     เริ่มแปลหนังสือเล่มแรกเมื่อ 5 ปีก่อน ค่อนข้างเป็นลูกเมียน้อยเพราะเป็นงานแปลจีน ฉะนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียคือว่าคู่แข่งไม่ค่อยมี หยิบจับเล่มไหนไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งแปล เพราะว่าการแปลภาษาจีนยังมีน้อย ถามว่าผมเข้ามาในวงการแปลนี้ได้ยังไง ผมไปโตในประเทศที่เขาใช้ภาษาจีน คือ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเป็นล่ามตั้งแต่อายุ 14-15 ได้อ่านภาษาจีนมากกว่าภาษาไทยด้วยซ้ำ พอแปลเล่มแรกเล่มสองติดตลาด สำนักพิมพ์ก็บอกให้แปลอีก ตอนนี้แปลหนังสือมาประมาณ 5 ปี และมีผลงานรวมเกือบ 30 เล่ม แต่แนวที่ผมไม่จับเลยคือแนวกำลังภายในเพราะมันยาก ใครเด่นดังมาจากไหน แต่ถ้าแปลออกมาไม่ใช่สำนวนที่คนอ่านชอบก็จบ

     ส่วนหนังสือภาษาจีนที่ได้รับการแปลไปเป็นภาษาตะวันตกและได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นแนวปรัชญาและประวัติศาสตร์ ยกเว้นประวัติศาสตร์ยุคก่อน 5 พันปี เพราะตะวันตกสนใจประวัติศาสตร์ยุคเปลี่ยนแปลงสังคมและการปกครอง ถ้าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไกลออกไปคงไม่ได้สนใจอะไรมากมาย และแนวปรัชญาจีนต่างๆ อย่าง เล่าจื้อ ศาสตร์ฮวงจุ้ย เป็นต้น ถือว่าได้รับความสนใจมาก เขากล่าว

     เมื่อถามถึงหนังสือแนวที่ยังไม่ค่อยได้รับการแปลมากนักและควรจะผลักดันให้มีการแปลมากยิ่งขึ้นนั้น เขาบอกว่า

    ผมชอบหนังสือแปลแนวของ สำนักพิมพ์สันสกฤต เพราะเขากล้าที่จะทำ หนังสือจะเป็นแนว Literary Mystery จ๋าและเนื้อเรื่องดีมาก แต่ว่าการวิ่งในตลาดไม่ค่อยจะเร็ว บางเล่มหนามากเป็น 800 หน้า แต่ว่าคนทำตั้งใจทำมาก

     นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ นักแปลและคอลัมนิสต์จากจุดประกายวรรณกรรม-หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผู้เกาะติดรายงานความความเคลื่อนไหวแวดวงวรรณกรรมโลก มองสถานการณ์แวดวงหนังสือแปลของไทยว่า...

     รู้สึกว่าในช่วงนี้หรือว่าช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยหรือนักอ่านไทยได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือว่าวรรณกรรมดีๆ จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่ทีนี้ในจำนวนเพิ่มมากขึ้นมันต้องเชื่อมโยงกับเรื่องการตลาดหรือระบบธุรกิจ เลยได้อ่านหนังสือขายดีของจากทางอเมริกาค่อนข้างเยอะ แต่ทางฝั่งยุโรปค่อนข้างจะน้อยกว่าด้วยซ้ำไป หรือว่าแถบละตินอเมริกาหรือว่านักเขียนแอฟริกันที่เป็นนักเขียนผิวสี แต่อย่างวรรณกรรมจีนหรือว่าทางโซนเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ได้อ่านกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ มูราคามิ หรืองานเขียนกำลังภายในต่างๆ และตอนนี้ก็เป็นยุคของวรรณกรรมเกาหลีที่กำลังฮิตมาก

     หนังสือที่เข้ามาเผยแพร่หรือได้รับการแปลนี้ขึ้นอยู่กับกลไกทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่อยากจะแยกประเภทว่าอันไหนดีหรือไม่ดี ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจที่มีหนังสือเข้ามาให้อ่านเพิ่มมากขึ้น และเป็นการกระตุ้นนักแปลของคนไทยเองให้ช่วยกันเผยแพร่งานเขียนของต่างชาติ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด มันจะได้เป็นการเปรียบเทียบกับแวดวงวรรณกรรมของคนไทยเอง อย่าลืมว่าวรรณกรรมเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งซึ่งมันจะทำให้เห็นถึงบริบทของสังคมในแต่ละที่ที่ได้อ่าน พลังของวรรณกรรมมันสามารถสื่ออะไรให้ได้เข้าใจโลกและบางเล่มสามารถสะเทือนคนอ่านทั่วโลกได้

     คอลัมนิสต์สาวยังกล่าวอีกว่า อย่างตอนนี้จะเห็นว่ามีสำนักพิมพ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอย่างเช่น สำนักพิมพ์กำมะหยี่ อันนี้เป็นสำนักพิมพ์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นจากคนรักวรรณกรรมและอยากจะแปลงานดีๆ ให้คนไทยได้อ่าน เริ่มต้นด้วยงานเขียนของ มูราคามิ พิมพ์ไปแล้วสองครั้ง แต่เร็วๆ นี้จะได้อ่านงานเขียนจากทางภาคพื้นยุโรปบ้าง เช่น ดอริส เลสซิง (Doris Lessing) นักเขียนรางวัลโนเบลปี 2007 คิดว่าอันนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่ทางวรรณกรรมมากขึ้น

     ถ้าในสมัยก่อนคนอ่านจะชอบแนวของมาร์เควซหรือว่าแนวเพื่อชีวิตอะไรต่างๆ แต่ตอนนี้มันมีตัวเลือกมากขึ้น รวมทั้งหนังสือแปลของค่ายอมรินทร์ช่วงนี้จะเป็นแนวสืบสวนสอบสวนและเป็นเบสท์เซลลิ่งจากอเมริกาที่เอามาทำเป็นภาพยนตร์ซึ่งมันก็เป็นส่วนดีส่วนหนึ่งคือช่วยหนุนซึ่งกันและกัน ยอดหนังสือดีขึ้นและคนสนใจไปดูภาพยนตร์มากขึ้น

     ด้าน พิมลพร ยุติศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ทัทเทิล-มอริ เอเจนซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในเอเยนซียักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างสำนักพิมพ์ไทยกับผู้ถือลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ เล่าถึงการทำงานว่า...

     การติดต่อส่วนมากคือจะได้รับออฟเฟอร์จากสำนักพิมพ์ไทยว่าลิขสิทธิ์ภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้ยังว่างอยู่ไหม โดยการเช็คชื่อหนังสือหรือคนเขียนและเช็คจากฐานข้อมูลของบริษัทเบื้องต้นก่อนว่ามีใครออฟเฟอร์หรือว่ามีการซื้อขายกันไปหรือยัง นั่นเป็นลำดับแรกก็จะทราบในทันทีว่ามีคนซื้อขายหรือยัง ถ้าพบว่าในฐานข้อมูลของเรายังไม่มีเรื่องนี้เลย ขั้นตอนต่อไปเอเย่นต์ก็จะเอาชื่อเรื่องชื่อนักเขียนส่งไปเช็คที่ทางเมืองนอกซึ่งอาจจะเป็นหนังสือฝั่งอเมริกาหรือฝั่งอังกฤษ ขั้นตอนจะอยู่ประมาณสองวันถึงสองอาทิตย์ ซึ่งตอนนี้ฐานข้อมูลเข้ามาเยอะมาก

     สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจะส่งผลกระทบกับธุรกิจหนังสือแปลมากน้อยแค่ไหน เธอมองว่า ทุกคนยังมีกำลังใจดี ยังเห็นความเคลื่อนไหวของวงการหนังสือไปในทิศทางที่ดี เชื่อว่าต่อให้เศรษฐกิจจะแย่มากมายยังไง แต่เชื่อว่าหนังสือยังเป็นสิ่งที่คนต้องการ ในวันที่แย่ๆ อย่างนี้หลายๆ คนอาจจะไม่ไปดูหนัง ทานข้าวน้อยลง ชอปปิงน้อยลง แต่ทุกคนยังอยากมีมุมสงบและอยากอ่านหนังสือ ฉะนั้นถ้าสำนักพิมพ์เลือกหนังสือดีๆ อยู่ได้แน่นอน แต่หนังสือดีๆ มันมีหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับว่าใครมองว่าดียังไงด้วย มันอยู่ที่รสนิยมส่วนตัว ความต้องการของเรา และเราต้องการอะไรมากกว่า ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน

     ส่วนภาษาที่มีการนำมาแปลมากที่สุดคือภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นแปลมาจากฝั่งอเมริกาหรืออังกฤษ ส่วนหมวดหนังสือที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Fiction, Non-Fiction และหนังสือเด็ก สำหรับหมวด Fiction ที่อยู่ได้ตลอดกาลไม่เคยตกเลยคือ Psychological Thriller จะเน้นพล็อตและเน้นตัวละครเป็นหลัก อ่านได้เร็วๆ หนังสือเหล่านี้ยังครองใจผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรือจะเป็นวัยรุ่นก็ตาม และจากปีที่แล้วทั้งปีสังเกตว่าจะมีหนังสือกลุ่มหนึ่งค่อนข้างคืบคลานเข้ามาซึ่งเรียกกันว่า Literary Fiction อันนี้เขาบอกว่าเกิดตั้งแต่ปี 1970 แต่ไม่สามารถนิยามได้ชัดเจนว่ามันคืออะไร แต่มันหมายถึงหนังสือที่เป็น serious fiction ไม่เน้นพล็อต ไม่เน้นตัวละคร แต่เน้นความหนักของเรื่อง และส่วนมากหนังสือแนวนี้จะไปผูกกับพวกรางวัลต่างๆ เช่น บุ๊คเกอร์ไพรซ์ ออเร้นจ์ไพรซ์ เป็นต้น

     หนังสือแนวนี้เริ่มมีคนสนใจเริ่มทำกันเยอะมาก แต่อาจจะติดอยู่ในขั้นตอนการผลิตอยู่ น่าจะออกมาในช่วงปีนี้ แต่ว่าในหมวดนี้มันจะมีแบบขมขื่นมากหนักหนามาก สำหรับคนไทยอาจจะเริ่มจากไม่ขื่นเกินไป อาจจะเป็นการชิมลางให้ผู้อ่านคนไทยก่อน พอเริ่มชินกับการอ่านแนวนี้แล้วอีกหน่อยก็อาจจะค่อนข้างมีเยอะขึ้นๆ ส่วน Non-Fiction เวลานี้จะเห็นว่าทุกคนต้องการและอยากได้กำลังใจ อยากมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรดีขึ้น ฉะนั้นสังเกตว่าปีก่อนนี้คือ The Secret ขายดีเพราะทุกคนมีความหวัง

     นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกกลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับกระแสของโลกในขณะนั้น เช่น กระแสเรื่องโลกร้อนก็จะเป็นหนังสือของ อัล กอร์ หรือแนวอื่นๆ ก็จะออกตามมา ฉะนั้นต้องมาจับเทรนด์ว่าตอนนี้จะเป็นอะไร ล่าสุดคือความเปลี่ยนแปลงของอเมริกา ทุกคนก็อยากจะทำหนังสือ บารัก โอบามา มีคนโน้นคนนี้เขียนเกี่ยวกับประวัติบ้าง นอกจากกลุ่มนี้แล้วก็จะมีหนังสือที่คาบเกี่ยวกันเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเรื่องส่วนตัวที่ค่อนข้างได้รับความสนใจอย่าง The Last Lecture เป็นต้น

     โอกาสที่ผลงานของนักเขียนไทยจะไปผงาดอยู่บนแผงหนังสือภาษาอื่นๆ นั้น นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ มองว่า...

     คิดว่านักเขียนไทยที่ไปสู่สากลในตอนนี้คงจะเป็น แดนอรัญ แสงทอง เจ้าของผลงาน เงาสีขาว ที่ทางต่างประเทศให้การยอมรับเป็นอย่างมาก และในเรื่องของงานเขียนไทยไปสู่สากลก็จะมี มาร์แซล บารังส์ คล้ายๆ กับเป็นสะพานที่จะเชื่อมให้วรรณกรรมของไทยไปสู่สายตาสากลและชาติอื่นๆ โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่านักเขียนไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าชาติอื่น แต่ว่าในกระบวนการต้องคิดทบทวนคำนึงถึงเรื่องการจำหน่ายต่อไปด้วย อย่างกรณีของวรรณกรรมหรืองานเขียนที่ได้รับรางวัลซีไรต์อันนี้ต้องได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

     ตอนนี้จะมีรางวัลรางวัลหนึ่งที่ให้สำหรับนักเขียนเอเชียคือรางวัล Man Asian Literary Prize เป็นรางวัลที่กลุ่มแมนกรุ๊ปในอังกฤษเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2007 คล้ายกับว่าเป็นอีกภาคหนึ่งของรางวัล Man Booker Prize แต่ว่าเป็นโซนเอเชีย ซึ่งจัดและมอบรางวัลที่ประเทศฮ่องกง รางวัลนี้นักเขียนสามารถส่งผลงานที่เป็นภาษาของตัวเองเข้าไปได้เลย อันนี้จะเป็นผลประโยชน์ของนักเขียนที่ยังไม่ได้มีผลงานตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ คือรางวัลนี้ทุกชาติในเอเชียสามารถส่งผลงานเข้าไปได้ ซึ่งคนล่าสุดที่ได้รับรางวัลนี้เป็นนักเขียนชาวฟิลิปปินส์

     ในขณะที่สำนักพิมพ์ไทยต่างจับจ้องหนังสือขายดี หรือวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศ แต่โอกาสของนักเขียนไทย ที่จะได้ไปผงาดบนเวทีโลกกลับยังต้องรอต่อไปด้วยความหวัง 0

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design