สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 19 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม

  • หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] 9 [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    ข่าววรรณกรรม
    เปิดคำประกาศของผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ประเภท “นวนิยาย” ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก จำนวน 7 เล่ม /มติชนออนไลน์
    (27 Jul 2012 18:10:27 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1986
    เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง 
    แดนอรัญ   แสงทอง
     
    “เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” เป็นเรื่องราวการเรียนรู้ความทุกข์จากความลุ่มหลงและความยึดมั่นถือมั่นในความรัก ความผูกพัน ชนชั้นวรรณะ และเพศสถานะ  ผ่านเรื่องเล่าอย่างมีอุเบกขาของ กีสาโคตมีเถรี  ในวาระสุดท้ายแห่งชนม์ชีพ ท่ามกลางหมู่ภิกษุณีและสิกขมานาที่แวดล้อม ณ เชตวันมหาวิหาร  เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ชมพูทวีป

    เรื่องเล่าเน้นการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำดับ  ด้วยภาษาอันกอปรด้วยวรรณศิลป์ ลดความกระเพื่อมไหวทางอารมณ์  มุ่งคืนสติสู่ผู้ถูกเล่า ผู้เล่า และผู้อ่านเรื่องเล่า ให้พินิจพิจารณาตรวจสอบจิตใจของตนและหาอุบายจัดการกับอารมณ์อันเป็นทุกข์ไปพร้อมกัน

    “เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” จึงเป็นมากกว่าเรื่องเล่าที่มีวรรณศิลป์ หากแต่เป็นพื้นที่แห่ง  “ความกรุณา”  ที่ให้โอกาสมนุษย์ได้แบ่งปันประสบการณ์ทางอารมณ์ เรียนรู้การข้ามผ่านอารมณ์อันไม่พึงประสงค์จากพุทธตำนาน   และใช้ปัญญาปรับทิศทางของอารมณ์เพื่อก่อเกิดผลเชิงบวกต่อชีวิต

    คนแคระ
    วิภาส ศรีทอง
     
    นวนิยายที่สำรวจเข้าไปในจิตใจมนุษย์ ณ จุดที่อยู่ลึกที่สุด ดำมืดที่สุด ดินแดนที่แม้กระทั่งมนุษย์ผู้นั้นก็อาจไม่รู้มาก่อนถึงการมีอยู่ของมัน ทั้งๆ ที่มันครอบครองพื้นที่มหาศาลของจิตใจเอาไว้
     
    วิภาส ศรีทอง นำเสนอเรื่องราวแห่งโลกปัจจุบัน ที่ขับเคลื่อนไปด้วยความไร้เหตุผล สิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างปราศจากคำอธิบาย ไม่มีศีลธรรมจรรยาใดๆ กำกับควบคุม มีแต่เพียงจิตใต้สำนึกที่เป็นแรงผลัก และสั่งให้กระทำสิ่งที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็รู้ว่าเป็นอาชญากรรม ในขณะที่ผู้อ่านตื่นตระหนกต่อสิ่งที่ตัวละครกระทำ ตัวละครก็ตื่นตะลึงต่อการกระทำที่มาจากเบื้องลึกในตัวเองเช่นกัน นี่คือการค้นพบด้านมืดที่ซ่อนอยู่ อันนำไปสู่ความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งแปลกใจ ตื่นเต้น หดหู่ และอื่นๆ อีกมากมายเหตุการณ์การลักพาตัวคนแคระมากักขังไว้ในนวนิยายเรื่องนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องทดสอบจิตสำนึกของตัวละครเท่านั้น ยังเป็นเครื่องวัดมาตรฐานคุณธรรมในจิตใจผู้อ่านด้วย สุดท้ายหลายคนอาจค้นพบว่า เราก็ไม่ต่างจากตัวละครในเรื่องนี้ ที่มีด้านมืดอันน่ากลัวซ่อนเร้นอยู่ เราปรารถนาที่จะปฏิเสธการมีอยู่ของมัน แต่สิ่งที่เราทำได้กลับมีเพียงการจ้องมองมันราวสิ่งแปลกปลอม โดยรู้ชัดแจ้งว่า นี่คือส่วนหนึ่งในชีวิตที่เรามิอาจปฏิเสธได้


    ในรูปเงา 
    เงาจันทร์
     
    เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างพ่อกับลูกชาย โดยมีเจ้าดอกรุงรัง วัวทโมนตัวร้ายและหญิงสาวอีกนางหนึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ
     
    เรื่องนี้ประกอบสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างจนคล้ายเป็นคู่ตรงข้าม แต่ก็สามารถผสมผสานกันอย่างกลมกลืน เรื่องราวเรียบง่ายจึงได้รับการเสกสรรให้กลายเป็นงานวรรณกรรมอันงดงาม คล้ายภาพวาดที่เต็มไปด้วยมิติแสงเงาอันซับซ้อน อ่อนไหว และมีเสน่ห์ชวนติดตามน้ำเสียงในการเล่าเรื่องอ่อนหวานราวกับกำลังเล่าเรื่องรักพาฝัน แต่เนื้อหาที่นำเสนอนั้นกลับหน่วงหนัก ถึงขั้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีงามของมนุษย์ ′เงาจันทร์′ ตั้งคำถามต่อความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างพ่อกับลูก ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเจ้าพลิ้วลูกชายลึกซึ้งงดงามมากเท่าใด ก็ยิ่งเปิดโปงให้เห็นชัดเท่านั้นว่า เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเดรัจฉานนั้นแสนบาง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่างก็ล้วนถูกผลักดันด้วยสัญชาติญานดิบเถื่อน มิได้ผิดแผกจากกันแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้ นำเสนอผ่านเส้นทางความสัมพันธ์ที่ดำเนินคู่ขนานกันไป ระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์ และระหว่างสัตว์กับสัตว์ ซึ่งเต็มไปด้วยสัญญะให้ตีความได้ไม่รู้จบ

    ถ้อยคำพรรณนาคัดสรรอย่างประณีต แล้วบรรจงจัดเรียงให้ได้รสอันอ่อนละมุน แต่กระนั้น ถ้อยคำที่นุ่มนวลนั้นกลับทรงพลังและมีอำนาจกระทำต่อผู้อ่านอย่างรุนแรง ราวกับผู้อ่านเป็นหุ่นที่ผู้เล่าเรื่องจะชักเชิดให้รู้สึกอย่างไรก็ได้ตามแต่จะตวัดปลายนิ้ว ทั้งอิ่มเอิบสุขเศร้าได้ภายในถ้อยอักษรบรรทัดหนึ่ง แล้วกลับหวาดหวั่น ทุกข์กังวลในอีกไม่กี่บรรทัดถัดมา และในบางคราก็แทบจะรอนร้าวราวจะขาดใจตามตัวละครไปเสียให้ได้กล่าวได้ว่า “ในรูปเงา” แม้จะเป็นเพียงนวนิยายที่นำเสนอโศกนาฏกรรมของคนธรรมดาสามัญ หากแรงกระทบต่อผู้อ่านนั้นยิ่งใหญ่ลึกซึ้งไม่น้อยไปกว่าละครโศกนาฏกรรมคลาสสิกของตะวันตกเลยทีเดียว


    รอยแผลของสายพิณ
    สาคร  พูลสุข
     
    ประดุจตัวหนังตะลุงที่ถูกชักเชิด ชีวิตคล้ายถูกควบคุมด้วยมือที่มองไม่เห็น ให้ก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตที่มีแต่ความหม่นเศร้า ครอบคลุมด้วยเงาดำแห่งชะตากรรม และการกระทำของมนุษย์ด้วยกันผู้มีอำนาจเหนือกว่า บางคนคอยกำกับชีวิตผู้อื่น ประหนึ่งนายหนังผู้กำหนดเรื่องราวของเหล่าตัวละคร หากแต่พร้อมกันนั้น โดยไม่ทันรู้ตัว เขาก็กลายเป็นหนึ่งตัวละครที่โลดแล่นไปตามบทบาท อย่างมิอาจขัดขืนเช่นกัน

    นี่คือประวัติศาสตร์เล็กๆ แห่งท้องถิ่นที่ใกล้จะถูกลืมเลือน เมื่อกาลเวลาล่วงผ่าน จากยุครุ่งโรจน์แห่งอาณาจักรกระเบื้องโบราณ ค่อยๆ ย่างเข้าสู่ยุคแห่งความร่วงโรย เก่าโทรม และถูกทอดทิ้ง ถึงแม้ตัวละครทั้งหมดจะข้ามมาจากอดีต หากแต่พวกเขาก็ได้บอกเราให้รู้ถึงความจริงแห่งชีวิต ที่ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ไม่เคยเปลี่ยน และนี่เองที่นำพาทุกคนให้ร่วงตกสู่หลุมตมแห่งโศกนาฏกรรม

    “รอยแผลของสายพิณ” คือนวนิยายสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่เล่าผ่านเรื่องราวของผู้หญิงสามรุ่น เป็นเสมือนภาพสะท้อนว่าชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง ผสมผสานด้วยสุขทุกข์คลุกเคล้า และหลากหลายอารมณ์แห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งสุดท้าย ทั้งหมดก็เหลือแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

    เรื่องเล่าในโลกลวงตา
    พิเชษฐศักดิ์  โพธิ์พยัคฆ์

    “เรื่องเล่าในโลกลวงตา” เป็นนวนิยายที่แสดงให้เห็นถึงภาวะจิตใจของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยความรักและความแค้น จนนำไปสู่หนทางของการต้องไปตัดกรรม เพื่อให้กรรมนั้นสิ้นสุด

    แต่สุดท้าย เมื่อการเดินทางจบลง จึงค้นพบว่าความคลั่งแค้นต่างหากที่บดบังดวงตา ไม่ให้มองเห็นดอกไม้ที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในดวงใจตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน และได้เรียนรู้ว่าโลกเอาบางสิ่งไปเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งตอบแทน ไม่มีใครจะครอบครองทุกสิ่งได้เสียหมดชีวิตเป็นเพียงความครู่คราว ดั่งแสงดาวกระพริบหนึ่งครั้ง ทว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังผลิบานเสมอในที่มันก่อเกิดในนวนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ด้วยภาษาอันงดงาม   จนเห็นภาพเคลื่อนไหว รวมถึงได้ยินเสียง ทั้งยังได้รสและกลิ่นอย่างครบครันน่าติดตามอย่างยิ่ง


    โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า
    ศิริวร  แก้วกาญจน์

    มนุษย์ล้วนมีเรื่องราวแห่งความขัดแย้งบาดหมางเกิดขึ้นอยู่กับใจ...บนแผ่นดินแห่งความผิดบาปที่เร้นลึกทุกสิ่งดำเนินต่อ
    เนื่องกันมา  เป็นบาดแผลแห่งชะตากรรมอันไม่รู้จบ...เป็นความโศกเศร้าที่สื่อสะท้อนถึงโลกแห่งความหมายที่เป็นอันตราย...เหตุนี้ประวัติศาสตร์ในด้านหนึ่งของชีวิตดั่งนี้จึงถูกจารึกไว้ด้วยทัศนะเชิงคติ  กระทั่งกลายเป็นสงครามแห่งเจตจำนงที่ซ้อนซับ”  ในเชิงสาระเนื้อหา  นวนิยายเรื่องนี้...คือผลรวมแห่งการสืบค้นถึงสถานการณ์อันเป็นวิกฤต  ระหว่างสัมพันธภาพแห่งชาติพันธุ์อันชิดใกล้กับรอยแตกร้าวของสัญชาตญาณที่แปลกต่าง...ห่างไกลที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...  นี่คือวรรณกรรมที่เต็มไปด้วยพลังแห่งมโนสำนึกของผู้เขียน  ที่รังสรรค์ขึ้นจากข้อเท็จจริง
    ของสถานการณ์... ด้วยการผสานทักษะฝีมือในเชิงเปรียบเทียบ ผ่านกระบวนทัศน์แห่งการคิดวิเคราะห์และความงดงามแห่งศิลปะของการประพันธ์อันหยั่งลึกในทางจิตวิญญาณของการรับรู้อันเป็น คุณค่าร่วมกัน
     
    “ชะตากรรมเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา...เช่นเดียวกับอนาคต...ไม่มีคำอธิบายอื่นใดที่ดีไปกว่านี้...เว้นแต่ปาฏิหาริย์”


    ลักษณ์อาลัย
    อุทิศ เหมะมูล

    “ลักษณ์อาลัย” เป็นนวนิยายขนาดยาวที่โดดเด่นทั้งด้านเนื้อหา รูปแบบ และกลวิธีนำเสนอ ประกอบสร้างตัวบทขึ้นจากการปะทะสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเล่าที่หลากหลาย ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับชนชั้นสูง และคนธรรมดาสามัญ สะท้อนเงื่อนปมสำคัญที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก พี่กับน้อง ภายใต้ร่างแหเรื่องเล่าที่ถักทอขึ้นเป็น “ตัวตน” ของแต่ละคน ตัวตนที่พร้อมจะถูกอธิบาย ตีความ บิดผัน ปรุงแต่ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็น “ความจริง” แต่ละชุด แผกต่างออกไปตามมุมมองหรือจุดประสงค์ของผู้เล่า ลักษณ์อาลัยแสดงให้เห็นว่าตัวตนของแต่ละคนถูกประกอบสร้างขึ้นโดยเรื่องเล่า ทั้งจากที่เล่าด้วยตนเอง หรือจากปากคำของคนอื่น จนกล่าวได้ว่าคนอื่นมีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่าของเรา และเราก็มีชีวิตอยู่ด้วยเรื่องเล่าของคนอื่น ผลัดกันถักทอก่อรูป ผิด ถูก ดี เลว คละปะปนกันไปในน้ำเนื้อแห่ง “ความเป็นมนุษย์” ที่ล้วนโลดแล่นไปในลักษณาการต่าง ๆ  ทั้งโดยโหยหาอาลัย หรือแม้แต่ไม่อยากจดจำในด้านกลวิธี นักเขียนเล่นล้อกับมโนทัศน์ “เรื่องจริง-เรื่องแต่ง” ในวรรณกรรม เช่น การใช้ชื่อตัวละครเอกว่า “อุทิศ” ซึ่งเป็นชื่อของนักเขียนเอง ตลอดจนการหยิบยกเอาตำนานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ (ที่ผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง) มาเล่าเป็นเรื่องคู่ขนาน
     
    ขณะเดียวกันก็กล่าวถึงวรรณกรรมรักพาฝันร่วมสมัยสไตล์เกาหลีซึ่งแพร่หลายอยู่ในหมู่นักอ่านวัยรุ่นไทย ด้วยน้ำเสียงพิเคราะห์ใคร่ครวญ ถอดรื้อให้เห็นสัญนิยม (convention) ของวรรณกรรมแนวนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านขบคิดถึงความสอดคล้องกับเรื่องเล่าแนวอื่นๆ ที่ดำเนินไปแทบจะไม่แตกต่างกัน จนท้ายที่สุดได้ชี้ชวนให้ทำความเข้าใจไปได้อีกชั้นว่า ขึ้นชื่อว่า “เรื่องเล่า” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าตามขนบวรรณกรรมแนวใดก็ตาม ย่อมมีสัญนิยมที่เป็นกรอบครอบอยู่เพียงไม่กี่แบบเท่านั้น เมื่อถอดรื้อให้เห็น เราก็จะพบว่า รูปแบบการเล่าเรื่องที่ดูแตกต่างจนสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายสร้างสรรค์ นิยายรักพาฝัน ตำนานประวัติศาสตร์ อัตชีวประวัติ หรือเรื่องเล่าส่วนบุคคล แท้จริงแล้วยืนอยู่บนกรอบวิธีคิดในเชิงศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง (narratology) ที่ไม่ผิดแผกแตกต่างในเชิงโครงสร้างมากนัก

    กลวิธีสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การให้เรื่องเล่าอื่น ๆ สะท้อนโต้ตอบ (echo) กับเรื่องเล่าหลักเพื่อสื่อความหมายเชิงลึกที่เรื่องเล่าหลักไม่จำเป็นต้องพรรณนาหรืออธิบาย กลวิธีเช่นนี้ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดสหบท (intertextuality) ที่เชื่อว่าตัวงานวรรณกรรมหรือเรื่องเล่าเป็นเสมือนผืนผ้าที่ถักทอขึ้นมาจากเส้นใยแห่งวาทกรรม (discourse) หรือ ตัวบท (text) ทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนวนิยายที่ส่งเข้าร่วมประกวดรางวัลซีไรต์ปีนี้ พบว่าแนวคิดเรื่องสหบทนั้นเป็นกระแสที่จะได้รับความสนใจจากนักเขียนไทยอย่างกว้างขวางในอนาคต

    กลวิธีที่ดีเด่นเช่นนี้ส่งผลต่อเนื้อหาของเรื่องที่ผู้เขียนสามารถสะท้อนความตื้นลึกหนาบางของความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าใครครวญยิ่ง “คน” ใน “ลักษณ์อาลัย” จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนคลุมเครือ มีดีและไม่ดี (ตามมาตรฐานสังคม) แตกต่างกันออกไปในคนคนเดียวกัน  ไม่มี “เอกบุคคล” ที่มีเจตจำนงเสรี แต่เป็น “คน” ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากเรื่องเล่าที่หลากหลาย นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดคำถามมากกว่าที่จะป้อนคำตอบ ซึ่งเป็นท่าทีของวรรณกรรมแบบหลังสมัยใหม่ที่เชื่อว่าสามารถกระตุ้นให้วรรณกรรมไทยรุ่นใหม่มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นต่อไป
      
    คณะกรรมการคัดเลือกซีไรต์ 2555
     
    1.รศ.บาหยัน อิ่มสำราญ ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์  วิทยาเขตสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
     
    2. นายจรูญพร  ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์
     
    3.ผศ. ดร. จินดา ศรีรัตนสมบุญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
     
    4.นายขจรฤทธิ์ รักษา นักเขียนรางวัลศิลปาธร  และ ผู้ก่อตั้งนิตยสารไรเตอร์
     
    5.อาจารย์นพดล ปรางค์ทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
     
    6.นางกนกวลี กันไทยราษฎร์ นักเขียน
     
    7.อาจารย์สกุล บุณยทัต คณะอักษรศาสตร์ วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
     
    โดยสมาคมภาษาหนังสือแห่งประเทศไทยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดงานพบปะนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกรางวัล ซีไรต์ประจำปี 2555 ในวันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม 2555 ณ ห้องประชุมพวงแสด ชั้น 2 ตึกคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เวลา 14.00 น. 

    อ่านต่อ...next
    ปกิณกะ
    อ่านหนังสือคือความรื่นรมย์ // รายงานโดย อรพินท์ คำสอน
    (06 Jul 2012 23:02:40 pm)
    โพสต์โดย : midorikwa
    อ่าน : 1986

     


     ช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2555  มีการ เสวนา “อ่านหนังสือคือความรื่นรมย์” ณ  สนามหญ้า หน้าศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Friends of the library ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 มิถุนายนนี้   การเสวนาในครั้งนี้นับเป็นการแสดงทัศนะเกี่ยวกับการอ่านจากมุมมองของผู้ที่เป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน  คือ คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง (อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย)  และคุณเจน  สงสมพันธุ์  (นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย) ดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา  เกรียงไกรเพ็ชร์  (ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) การเสวนาในครั้งนี้มีมุมมองที่น่าสนใจดังนี้

      


    คุณชมัยภร  แสงกระจ่างเห็นว่าการอ่านคือความรื่นรมย์  เพราะขณะอ่านหนังสือ  ผู้อ่านได้สร้างโลกของตนเฉพาะขึ้นมาจากจินตนาการและตีความตัวอักษรที่ได้อ่านตามแต่ประสบการณ์เฉพาะตน  ซึ่งภาพในจินตนาการของผู้อ่านแต่ละคนขณะที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน  อาจจะได้ภาพที่หลากหลายต่างกันก็เป็นได้  แต่ถ้าผู้เขียนเป็นผู้ที่มีความสามารถก็จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพที่ใกล้เคียงกับภาพที่ตนต้องการเสนอให้ได้มากที่สุด  ดังนั้น  การอ่านคือความรื่นรมย์ในโลกเงียบๆ ของตน

     

     


              แต่คุณเจน  สมสงพันธุ์ มีความเห็นต่างออกไปว่า  ขณะอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องอ่านเงียบๆ ก็ได้  เพราะว่าหนังสือแต่ละเล่มก็มีเสียงของตัวเองด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือสำหรับเด็กเล็กๆ ขณะที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกหรือเริ่มอ่านได้บ้าง  ก็อาศัยการฟังพ่อแม่หรือครูอ่านให้ฟัง  ซึ่งเสียงที่ได้ยินเหล่านั้นก็ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำและประทับในความรู้สึก  แม้ว่าเด็กเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นแล้วก็ตาม และความรื่นรมย์ยังเกิดจากเนื้อหาที่กระทบใจและสามารถตีความได้ด้วยประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน นอกจากนี้  คุณเจนยังเล่าประสบการณ์ในวัยเด็กที่เติบโตขึ้นมาในสมัยที่ยังมีการอ่านอาขยาน  เพลงกล่อมเด็ก ลิเก  ละครวิทยุ เพลงลูกทุ่ง  ลูกกรุง และเครื่องเล่นแผ่นเสียง  ก็นับเป็นการอ่านหนังสือผ่านการฟังเสียง  ซึ่งนับว่าเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน   ด้วยเหตุนี้  ความรื่นรมย์ในชีวิตจึงเกิดได้ทั้งมิติของการอ่าน และการฟัง (การอ่านออกเสียง)  ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยก่อนคนนิยมอ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมีการศึกษาน้อยอยู่

     


     

              ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา  เกรียงไกรเพ็ชร์  ถามว่าเนื้อหาที่ทำให้เกิดความรื่นรมย์เป็นเนื้อหาแบบใด และจำกัดที่รูปแบบหรือเนื้อหาบางอย่างหรือไม่   คุณชมัยภรตอบว่าไม่มีการจำกัดเนื้อหา  และความรื่นรมย์นั้นไม่ได้หมายความว่าทำให้ผู้อ่านหัวเราะขณะที่อ่านเท่านั้น   แต่ความรื่นรมย์ในที่นี้คือ เรื่องที่อ่านนั้นไปสนองจิตใจของผู้อ่าน  ทำให้จิตใจฟูเต็มด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ได้จากหนังสือเล่มนั้น  ซึ่งความอิ่มเอมที่ได้รับจากการอ่านนี้นับเป็นความรื่นรมย์   แต่หนังสือในโลกไม่ได้เป็นหนังสือที่รื่นรมย์ทุกเล่ม และความรื่นรมย์ที่ได้รับจากการอ่านก็มีหลายระดับหลากหลายแตกต่างกันไป  จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าหนังสือแต่ละเล่มก่อให้เกิดความรื่นรมย์เพราะเหตุใด


                คุณเจนเห็นด้วยกับคุณชมัยภรที่ว่า หนังสือที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความรื่นรมย์ทุกเล่ม  แต่ผู้อ่านจะรู้สึกรื่นรมย์ได้ก็เพราะเนื้อหาในหนังสือ หรือว่าหนังสือเล่มนั้นเปล่งเสียงด้วยภาษาที่สวยงาม  ซึ่งก็นำไปสู่ความรื่นรมย์ได้   นอกจากนี้ยังเห็นว่างานวิชาการบางครั้งก็นำไปสู่ความรื่นรมย์ได้  หากเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นๆ สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้อ่าน  หรือเนื้อหาช่วยให้ผู้อ่านแสวงหาคำตอบหรือเฉลยปัญหาบางอย่างได้ 

     


     

              อาจารย์สุวรรณาอยากทราบว่าขณะที่นักเขียนเขียนงานของตนมีความรื่นรมย์หรือไม่  และหนังสือประเภทใดที่เขียนได้อย่างรื่นรมย์  คุณชมัยภรตอบว่าโดยส่วนตัวจะเขียนในสิ่งที่อยากเขียน  จึงทำให้เกิดความสุขและความรื่นรมย์ในการเขียน  หากงานชิ้นใดเขียนแล้วเกิดความทุกข์ก็เท่ากับว่างานเขียนชิ้นนั้นเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นแล้ว  ก็ต้องแสวงหาทางแก้ เพื่อให้กลับมาเขียนหนังสือด้วยความรื่นรมย์ต่อไปให้ได้   ในขณะที่อ่านงานเขียนของนักเขียนคนอื่นก็จะได้เห็นกระบวนการเขียนของนักเขียนคนนั้นๆ ด้วย   เช่น ขณะอ่านเรื่อง “พี่กับน้อง” ของ หยูหัว  นักเขียนชาวจีน  แม้ว่าเรื่องราวบางตอนจะนำเสนอภาพที่น่าเกลียดไม่ชวนอ่าน  แต่เมื่ออ่านจบก็พบว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเขียนจึงต้องสะท้อนภาพที่น่าเกลียดเล่านั้นออกมา   จึงถือว่าเป็นโชคดีในขณะที่อ่าน  เพราะเกิดความรื่นรมย์ทั้งในฐานของนักเขียนและในฐานะของนักอ่าน   ในฐานะของนักเขียน  คุณเจนเห็นว่าก่อนที่จะเริ่มเขียนนักเขียนต้องสนุกที่จะเขียนก่อน  และสิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ  ความสนุกของเรา  คนอื่นเขาจะสนุกด้วยหรือไม่  ขณะเดียวกันก็ต้องหาคิดวิธีว่าจะเขียนอย่างไรให้สนุกด้วย


              อาจารย์สุวรรณาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดบางคนจึงอ่านหนังสือเรื่องเดิมซ้ำบ่อยๆ  คุณเจนเห็นว่าคนจะประทับใจหนังสือในแต่ละช่วงเวลา  จึงอาจกล่าวได้ว่าความรื่นรมย์มีช่วงเวลา  โดยส่วนตัวหนังสืออ่านซ้ำคือ “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ  และขณะที่อ่านแต่ละครั้งก็จะพบประเด็นบางอย่างที่ต่างกันไป  หรือว่าบางครั้งก็ต้องการอ่านเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างจากในหนังสือ  เช่น  ครั้งหนึ่งอ่านเพื่อค้นหาว่า มาร์เกซ เขียนถึง เช กูวารา  นักปฏิวัติในโบวิเลียน ไว้อย่างไร  หรือบางครั้งก็กลับไปอ่านเรื่องสั้นเก่าๆ



              คุณชมัยภรเห็นว่าหนังสือที่คนมักจะอ่านซ้ำส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุขขณะที่อ่าน  โดยเฉพาะหนังสือที่อ่านในวัยเด็ก  โดยส่วนตัวหนังสือที่มักจะอ่านซ้ำ   เช่น เรื่องสั้นเรื่อง ”แก้วตา” ของแม่อนงค์  เพราะเป็นเรื่องแรกที่อ่านแล้วแม่เลี้ยงเป็นคนดี จึงประทับใจ  หรือเรื่อง “ความสุขของชีวิต” ถึงแม้จะเป็นเรื่องเศร้า  แต่ก็ไม่เหี้ยม  หรือ “นันทวัน” นิยายรักของดอกไม้สด และเรื่อง “คนปลูกป่า”  ของ ฌ็อง ฌิโอโน  ด้วยเหตุนี้  อาจารย์สุวรรณาจึงเห็นว่าผู้อ่านสามารถสร้างความเป็นอมตะให้กับหนังสือบางเล่มสำหรับตนเองได้ 



              อาจารย์สุวรรณาถามคำถามสุดท้ายสำหรับการเสวนาวันนี้ว่าทั้งสองท่านมีความเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า  ทุกวันนี้เด็กไม่อ่านหนังสือ  นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่เห็นความรื่นรมย์ในการอ่านใช่หรือไม่  และหนังสือกระดาษจะหายไปจากโลกนี้จริงหรือ  อาจารย์ชมัยภรเห็นว่าการที่เด็กไม่อ่านหนังสือส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผู้ใหญ่  เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมในการอ่านให้กับเด็ก  และยังเห็นว่าการที่เด็กอ่านหนังสือไม่ว่าจะเริ่มอ่านจากหนังสือการ์ตูนหรือหนังสืออะไร ก็ดีทั้งนั้น  เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กเริ่มจากการอ่านการ์ตูน  ต่อไปเขาจะขยับไปอ่านหนังสือเล่ม  รวมถึงหนังสือ e- book ดีๆ ได้เอง  แต่ขณะนี้คงต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือคุณภาพมีทั้งในรูปร้อยแก้ว  การ์ตูน และ e-book เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านได้ตามวาระและความพอใจของแต่ละคน



              คุณเจนตอบคำถามในเรื่อง e-book ว่า e-book  นับเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง  ในขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าความลงตัวของ e-book อยู่ที่ใด  และคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งที่จะบอกได้ว่า e-book มาจะมาแทนหนังสือเล่มได้จริงหรือ  โดยส่วนตัวเห็นว่า e-book จะมาแทนหนังสือเล่มได้ถ้ามีความคงทนในระดับหนึ่ง  แพร่กระจายไปได้มาก และราคาถูก   ทั้งนี้เห็นว่าสิ่งที่สังคมไทยขาดจริงๆ ในขณะนี้คือ ขาดต้นธารการเล่าเรื่องที่ดี  จึงควรมีการพัฒนาวิธีการเล่าเรื่องที่ดีและให้สวยงามก่อน เพราะหากการเล่าเรื่องไม่ดีแล้ว  หนังสือจะแพร่หลายได้อย่างไร 


    ที่มาhttp://www.facebook.com/notes/trf-criticism

    อ่านต่อ...next
    หนังสือ
    ปรากฏการณ์ทางช้างเผือกบนถนนวรรณกรรม ๔๐ เรื่องสั้น ๔๐ บทกวี ๔๐ ปี สมาคมนักเขียนฯ // นิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๓๐๐๘ ประจำวันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ // สุณิสา เจริญนา
    (18 Jun 2012 1:00:54 am)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1985
    ปรากฏการณ์ทางช้างเผือกบนถนนวรรณกรรม
    ๔๐ เรื่องสั้น ๔๐ บทกวี ๔๐ ปี สมาคมนักเขียนฯ

     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่ชุมนุม และการดูแลกันของนักเขียน มีภารกิจในการส่งเสริม และยกย่องวรรณกรรมที่ดีให้เป็นที่รู้จักแก่สังคมทั่วไป  ในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ นี้ เป็นวาระครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯปีที่ ๔๐ สมาคมนักเขียนฯ จึงจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเขียน โดยหนึ่งในกิจกรรมนั้นคือ การจัดทำวรรณมาลัยรวบรวมคัดสรรเรื่องสั้น ๔๐ เรื่อง และบทกวี ๔๐ ชิ้น ในรอบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา พิมพ์เป็นหนังสือ “๔๐ เรื่องสั้น ๔๐ บทกวี ๔๐ ปี สมาคมนักเขียนฯ” ออกเผยแพร่ ซึ่งผลของการคัดสรรครั้งนี้ได้งานเขียนที่สะท้อนภาพสังคมไทยในรอบ ๔๐ ปี แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของวรรณกรรมที่มีการสร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง  
    การคัดสรรเรื่องสั้นและบทกวีในรอบ ๔๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๕๔) สมาคมฯได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อคัดสรร โดยแบ่งคณะกรรมการออกเป็น ๒ ชุด คือ คณะกรรมการคัดสรรเรื่องสั้น ได้แก่ คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (ประธาน) ศ.ดร.รื่นฤทัย  สัจจพันธุ์ รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ คุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย คุณวชิระ ทองเข้ม คุณแสงทิวา นราพิชญ์ และคุณนพดล ปรางค์ทอง คณะกรรมการคัดสรรบทกวี ได้แก่ ดร.พิเชฐ แสงทอง (ประธาน) คุณโกศล อนุสิม คุณพินิจ นิลรัตน์  คุณจตุพล บุญพรัด คุณอวยพร พาณิช คุณสุนันท์ พันธุ์ศรี และคุณนพดล ปรางค์ทอง
    รายชื่อเรื่องสั้น ได้แก่ สังขารา (สุรชัย จันทิมาธร) คนสีเหลือง (นิเวศน์ กันไทยราษฎร์) บันทึกของคนแซ่ปึง  (กรณ์ ไกรลาศ) มนุษย์ข้อมือ(สุวัฒน์ ศรีเชื้อ) เด็กน้อยกับคนเฝ้าศาลเจ้า (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) บ่ายของหมอกควัน    (นิคม รายยวา) มีดประจำตัว (ชาติ กอบจิตติ) กา (วาณิช จรุงกิจอนันต์) ซิ้มใบ้ (ประภัสสร เสวิกุล) งูเกี้ยว (ศรีดาวเรือง)       สีของหมา (จำลอง ฝั่งชลจิตร) ขอทาน แมว และคนเมา (อัศศิริ ธรรมโชติ) นักมวยดัง (ขจรฤทธิ์ รักษา) โลกใบเล็กของ    ซัลมาน (กนกพงศ์ สงสมพันธุ์) ไม้เป็นดินหินเป็นทราย (อัญชัน) กะหรี่กลับบ้าน (มาลา คำจันทร์) เผ่าพันธุ์และซากสงคราม  (นิรันศักดิ์ บุญจันทร์) ผู้สืบทอด (ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์) ครอบครัวกลางถนน (ศิลา โคมฉาย) โลกีย-นิพพาน (วินทร์ เลียววาริณ) ผู้บรรลุ (เดือนวาด พิมวนา) ฉันคือต้นไม้ (ไมตรี ลิมปิชาติ) ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย (ไพฑูรย์ ธัญญา)  นิยายจากชายฝั่ง (ประชาคม ลุนาชัย) มดจัดตั้งในแปลงเกษตรที่ปล่อยไว้เฉย ๆ (สนั่น ชูสกุล) ร้านสมปรารถนา (สรจักร)  ไก่ ซี.พี. (ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์) สายลมบนถนนโบราณ (มาโนช พรหมสิงห์) แม่มดบนตึก (ปริทรรศ หุตางกูร) ตัวสุดท้าย-โดมิโน (ประมวล มณีโรจน์) เธอเต้นรำอย่างเดียวดาย (ทินกร หุตางกูร) รสนิยม (หลวงเมือง) มารุตมองทะเล (ปราบดา หยุ่น) เก้าอี้ดนตรี (บินหลา สันกาลาคีรี) เสียดายมือ (อุรุดา โควินท์) ลิ้นชักที่เลิกใช้ (วัน ณ จันทร์ธาร) หมู่บ้านแอโรบิก (ทัศนาวดี) กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ (ชาติวุฒิ บุณยรักษ์) งานฉลองของนายเฉลิม (วัชระ สัจจะสารสิน) น้ำตากวาง (อนุสรณ์ ติปยานนท์) 
    “ถ้าดวงดาวเป็นความใฝ่ฝันของนักเขียน ทางช้างเผือกก็เป็นศูนย์รวมของดวงดาวเหล่านั้น การที่นักเขียนแต่ละคนสร้างงานขึ้นแต่ละชิ้นก็คือการเดินไปถึงดวงดาว การที่คณะกรรมการคัดสรรเอาดวงดาวของนักเขียนมารวมกัน จึงเป็นเหมือนปรากฏการณ์ทางช้างเผือกบนถนนวรรณกรรมที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง”  ความตอนหนึ่งของบทนำเรื่องสั้น โดยคุณชมัยภร ประธานคณะกรรมการคัดสรรเรื่องสั้นเขียนไว้ นอกจากนี้คุณชมัยภรยังจำแนกให้ชัดลงไปอีกว่า เรื่องสั้นทั้ง ๔๐ เรื่อง หากเป็นดวงดาวบนถนนสายวรรณกรรมที่มุ่งหน้าสู่ทางสายหลัก คือ ทางช้างเผือกแล้ว เรื่องสั้นแต่ละเรื่อง หรือดวงดาวแต่ละดวง มีลีลา มีชั้นเชิงที่ถ่ายสะท้อนภาพความเป็นสังคม วัฒนธรรม หรือเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุดใด สมัยใด ซึ่งได้เริ่มต้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ที่เป็นปีก่อตั้งสมาคมฯ อาทิเช่น สังขารา ของ สุรชัย จันทิมาธร (๒๕๑๕) ที่สะท้อนความสับสนทางความคิดของนักเขียน รวมทั้งแสวงหาคำตอบที่มีอยู่ในใจ เนื่องจากช่วงเวลานี้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร
    บันทึกคนแซ่ปึง (๒๕๑๗) ของ กรณ์ ไกรลาศ เป็นการสะท้อนชีวิตยากลำบากของคนจีนได้อย่างชัดเจนมีรายละเอียด เด็กน้อยกับคนเฝ้าศาลเจ้า (๒๕๒๓) ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรื่องนี้สะท้อนการตื่นขึ้นของคนชั้นล่าง ในขณะที่ บ่ายของหมอกควัน (๒๕๒๕) ของ นิคม รายยวา คือการสะท้อนภาพชีวิตอันหม่นมัวของคนงานเหมือง  หมู่บ้านแอโรบิก (๒๕๕๐) ของ ทัศนาวดี สะท้อนให้เห็นชีวิตชาวนาที่ถูกกำกับด้วยสังคมตื่นวัตถุนิยม บริโภคนิยม โดยไม่เหลือจิตวิญญาณของมนุษย์สัมผัสมนุษย์ 
    บทกวี ๔๐ ชิ้นที่คณะกรรมการคัดสรรได้แก่ กวีหนุ่ม (วรฤทธิ์ ฤทธาคนี) ตุลาคม ๒๕๑๔ ปี ๙ (วิสา คัญทัพ) นักเขียน : นักสร้างศิลปะ (คมทวน คันธนู) แด่… อหังการของคนหนุ่ม (“มายา”) ถนนกวี (กานติ ณ ศรัทธา) ถนนแห่งนี้ฤๅร้าง ห่อนร้างวรรณกรรม (ประพนธ์ เรืองณรงค์) บทกวี (วีระศักดิ์ ยอดระบำ) ปรัชญาเฒ่า เด็กน้อย และหนังสือ (ธัช ธาดา) เพียงนึกเท่านั้นก็เป็นกวี (แรคำ ประโดยคำ) กวี (ถนอม ไชยวงศ์แก้ว) เปิดหนังสือ (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) กรองผกา (ไพวรินทร์ ขาวงาม) ไร้สาระ (วัฒน์ วรรลยางกูร) ปณิธานกวี (อังคาร กัลยาณพงศ์) ขอดวงใจวรรณศิลป์ไม่สิ้นธรรม (ชมจันทร์) ถ้อยกวีว่ายฟุ้งทั่ววุ้งฟ้า (โชคชัย บัณฑิต) ข้าคือหนังสือพิมพ์ (ทวีปวร) กวีจะบินวาดแก้ม (ยังดี วจีจันทร์) ฝันร้ายของกวี (ศิวกานท์ ปทุมสูติ) ค่ำคืนที่ฉันเขียนบทกวี (พจนาถ พจนาพิทักษ์) คนขายฝัน (เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์) ระหว่างบรรทัด (ประกาย ปรัชญา) กวีรีแลกซ์ (มนตรี ศรียงค์) กวี-ดั่งสายน้ำ (โกศล กลมกล่อม) จดจารผ่านสายฝน (ประเสริฐ จันดำ) เป็นกวี (พนม นันทพฤกษ์) นกเขาไฟในผับ (บัญชา อ่อนดี) ที่เรายิน (ไม้หนึ่ง ก.กุนที) เสียงกวี (มะเนาะ ยูเด็น) ฝุ่นบนชั้นหนังสือ (อังคาร จันทาทิพย์) แมวลาย-กวี-ผีเสื้อ (วันรวี รุ่งแสง) ลงเรือมาเมื่อวาน (ศิริวร แก้วกาญจน์) กับข้าวของคนหนุ่ม (โกสินทร์ ขาวงาม) ภาพลักษณ์นักกวีไม่มีชื่อ (สมพงศ์ กรวด) ไม่มีหญิงสาวในบทกวี (ซะการีย์ยา อมตยา) กวี (ศักดิ์สิริ มีสมสืบ) เก้าอี้ไม้ (กฤตย์ดิศร กรเกศกมล) กวีเขียนกวีด้วยสีใด (เจริญขวัญ แพรกทอง) ยามกวีเขียนกวี (พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์) และ สัมพันธารมณ์ (จิตฯ คัมภีรภาพ) 
    ดร. พิเชฐ แสงทอง ได้เขียนบทวิเคราะห์ “กวีศาสตร์สำนึก” กับการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์สำคัญของกวีนิพนธ์ไทย (พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๕๕๔) ที่ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของกวีนิพนธ์ตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ จนถึงปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช่น กวีนิพนธ์ไทยยุคราชสำนัก ถึงยุคสุนทรภู่ และสู่ “กลอนเปล่า” ที่มีพัฒนาการมาจากบทสวดจนเป็นกวีนิพนธ์ที่มีฉันทลักษณ์หลากหลาย ใช้ภาษาสูง เข้มขลัง และยังถือว่าสะท้อนถึงรากเหง้าความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
    กวีนิพนธ์มีวิวัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประพันธ์ต่อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับยุคสมัย วัฒนธรรม สังคม ประเพณี รวมทั้งความคิด ความเชื่อของกวีที่มีต่อระบบการเมืองการปกครอง หรือวิถีชีวิตของตน ก็ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อการประพันธ์ทั้งสิ้น โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนกับบทกวีของกวีรุ่นใหม่ในทศวรรษ ๒๕๐๐ เป็นต้นไป ที่บรรยากาศทางการเมืองทำให้กลอนรักหวานแหววและกลอนเปล่าแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง มีลีลา อลังการ และซ่อนวิธีคิดเชิงปรัชญา เช่น บทกวีของ อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นต้น
    ในทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา จนถึงยุคปัจจุบัน เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายขึ้นในสังคมของกวี ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์ได้แบ่งออกเป็น ๒ ประเด็น คือ กวีรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของขัดแย้งทางการเมืองที่คลี่คลายลงไปตั้งแต่กลางจนถึงปลายทศวรรษ ๒๕๒๐ และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางมโนทัศน์เกี่ยวกับเนื้อหาวรรณกรรม ที่มีผู้ตั้งคำถามถึงขนบนิยมเชิงฉันทลักษณ์ และการสื่อสารเนื้อหาทางสังคมและการเมือง อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงด้านสถานะ และความสำคัญของกวีนิพนธ์ต่อคนและสังคม กลุ่มกวีที่มีแนวความคิดนี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เช่น กวีกลุ่มหน้ารามฯ อาทิ ศิริวร แก้วกาญจน์ นพดล ปรางค์ทอง อโนชา ปัทมดิลก ตลอดจนกวีที่ไม่สังกัดกลุ่ม เช่น ไม้หนึ่ง ก.กุนที 
    อย่างไรก็ดี กวีรุ่นใหม่ที่เติบโตในช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๔๐ ถึงกลางทศวรรษ ๒๕๕๐ เป็นกลุ่มกวีผู้หลงใหลวัฒนธรรมวรรณกรรมใหม่อย่างการอ่านบทกวีในพื้นที่สาธารณะก็จัดกิจกรรมอย่างนี้กันบ่อยมากในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๓ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของกวีนิพนธ์ไทยอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
    หนังสือ “๔๐ เรื่องสั้น ๔๐ บทกวี ๔๐ ปี สมาคมนักเขียนฯ” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  ครั้งที่ ๔๐ และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ ๑๐ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนังสือวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ ๐-๒๙๑๐-๙๕๖๕ อีเมล writerassocentre@gmail.com    


    ------------------------------------

    ที่มา : นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ ๓๐๐๘ ประจำวันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕
    โดย : สุณิสา เจริญนา

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    'สถานี 4 ภาค' จากเรื่องสั้นไทยสู่หนังไทย...เพื่อคนไทย โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (11 Jun 2012 4:44:22 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1987
    จากทุนไทยเข้มแข็งสู่ภาพยนตร์แห่งอัตลักษณ์ไทยพื้นถิ่น นี่คือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้น 4 เรื่อง ของนักเขียนชั้นแนวหน้า 4 คนของเมืองไทย

    สำหรับวงการภาพยนตร์ไทยแล้ว หนังทุนน้อยอาจหาที่ยืนได้ยากยิ่งนัก จะมีบ้างบางครั้งที่หนังเหล่านี้ไปเตะตากรรมการรางวัลหนังที่ต่างแดน จนกระทั่งคว้าชัยชนะมาเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีแก่ประเทศไทยได้ ทำเอาผู้หลักผู้ใหญ่รีบเตรียมต้อนรับกันแทบไม่ทัน ทว่าผ่านไปไม่นาน ความสนอกสนใจก็เจือจางไปกับกระแสหนังทุนมากและหนังฝรั่งสุดอลังการ จนบัดนี้หนังเล็กๆ ก็ยังอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' ของผู้กำกับ บุญส่ง นาคภู่ ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะมายืนฉายในโรงภาพยนตร์กลางใจเมืองได้ก็อ่วมอรทัยจากพิษสงหนังในกระแส แต่บุญส่งและทีมงานก็ฝ่าฟันมาได้ ชนิดที่ว่าใช้ทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ล้านบาท อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งบุญส่งหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมีส่วนพัฒนาประเทศชาติและวงการหนังได้

     -1-

     ตั้งแต่ได้รับทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2554 ภายใต้เงื่อนไขของ สศร. บุญส่ง นาคภู่ ต้องรีบถ่ายทำหนังให้เสร็จภายใน 3 เดือน ระยะเวลาเพียง 3 เดือน  เขาจะทำหนังใหญ่เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ทันหรือ เท่านั้นไม่พอโจทย์ที่ได้รับสุดหิน คือ หนังต้องสื่อถึงความเป็นไทย...ทุนก็น้อย เวลาก็น้อย เป็นบางคนคงถอดใจ แต่ไม่ใช่บุญส่ง เมื่อ สศร. อนุมัติโครงการ เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนแรกเพื่อหาบทหนังที่ต้องการจาก 'วรรณกรรม'

     "ผมต้องหาเรื่องสั้น 4 เรื่องที่สามารถสะท้อนความเป็นไทยแต่ละภาคได้อย่างละเอียด ถึงกึ๋น ผมคัดนักเขียนจากทั่วประเทศเลย ที่ผมรัก ที่ผมเป็นแฟนวรรณกรรมเขาอยู่"

    ในที่สุดเรื่องสั้นที่เข้าวินทั้ง 4 เรื่อง คือ ตุ๊ปู่ โดย มาลา คำจันทร์ (เหนือ), สงครามชีวิตส่วนตัวของทู-ทา โดย วัฒน์ วรรลยางกูร (กลาง), ลมแล้ง โดย ลาว คำหอม (อีสาน) และ บ้านใกล้เรือนเคียง โดย ไพฑูรย์ ธัญญา (ใต้)

     ด้วยเหตุผลว่า นักเขียนทั้ง 4 คน คือตัวตนของแต่ละภาคโดยแก่นแท้จริงๆ "อย่างภาคเหนือนี่ มาลา คำจันทร์ สุดๆ เลย ไม่มีใครเขียนได้ถึงจิตวิญญาณคนเหนือได้เท่าเขา ส่วน ลาว คำหอม นี่อีสาน แม้จะล้าหลัง แต่ก็จับจุดคนอีสานได้ดีมาก ภาคใต้ โอ้ ภาคใต้มีหลายคนนะที่ผมอยากทำ แต่เรื่องของใครมันก็ไม่สอดคล้องกับโจทย์ที่วางไว้ สุดท้ายก็ไปจบที่ ไพฑูรย์ ธัญญา เขาจับความเป็นคนใต้ได้ดีมากเหมือนกัน ภาคกลาง นี่ วัฒน์ วรรลยางกูร เขาคนภาคกลางอยู่แล้ว ปทุมธานี นิยายแกทั้งหมดเป็นภาคกลางเลย"

     แต่ใช่ว่าได้เรื่องมาจะใช้ได้ทันที เป็นธรรมดาที่วรรณกรรมมักฟุ้งฝันไปตามจินตนาการของผู้เขียนอย่างสุดกู่ จะนำวรรณกรรมมาต่อยอดย่อมต้องใช้ความสามารถกันหน่อย บุญส่ง เล่าว่า ต้องจับประเด็นให้เจอแล้วค่อยปรับทุกอย่างให้เป็นภาพยนตร์

     "ผมต้องหาแก่นของมันให้เจอ พอเลือกเรื่องสั้นมา ผมตกลงใจแล้ว แต่ก็เห็นด้วยว่าแต่ละเรื่องก็ไปไกลสุดกู่เหมือนกัน แต่เรื่องภาคกลางนี่ วัฒน์ วรรลยางกูร แกเขียนจากความเป็นจริง ไม่ต้องปรับแก้เท่าไร เพราะแกเขียนเหมือนพล็อต เหมือนเรื่องสั้นฉบับย่อ ภาคอีสาน ล้าหลังไปแล้ว ประเด็นล้าหลัง ผมต้องเจาะให้มันทันสมัย ภาคใต้ ก็ค่อนข้างใช้ได้ ถึงแม้จะมีความเป็นภาคใต้ แต่บริบทเนื้อแท้ยังล้าหลังอยู่ ก็เลยต้องปรับทั้งหมดเลย จากสื่อหนึ่งเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทันสมัยมากขึ้น ปรับเวลาทั้งหมดเป็นเวลาปัจจุบัน ใส่ความเป็นหนังเข้าไป ตัดทอนสิ่งที่เกินจริงออกไป ให้เหลือเพียงแค่รูปธรรม ที่เป็นไปได้ ไม่ไปไกลสุดกู่ เข้าประเด็นที่ต้องการนำเสนอ ก็ดัดแปลงไปเยอะเหมือนกัน นักเขียนเห็นคงบอกว่า "มันใช่เรื่องกูหรือเปล่าวะ...?" ผมต้องรักษาเนื้อแท้ของแต่ละเรื่องไว้ให้ได้ บริบทอาจไม่เหมือนกัน แต่แก่นอันเดียวกัน"

     เมื่อปรับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ เจ้าของต้นฉบับย่อมมีทัศนะต่อเรื่องนี้ ในงานฉายภาพยนตร์ สถานี 4 ภาค รอบสื่อมวลชน ไพฑูรย์ ธัญญา ตรงจากมหาสารคามมาที่โรงภาพยนตร์ลิโด ย่านสยามสแควร์ เพื่อรับชมหนังจากบทประพันธ์ของเขา ดีไม่ดีอย่างไร นักเขียนซีไรต์ไม่มีคำตอบ แต่บุญส่งเล่าว่า ไพฑูรย์ บอกว่า "อึ้ง!"

     "แกบอกว่า ผมอึ้งเลยนะ อึ้งการนำเสนอของผมมากเลย ถึงแม้มันจะไม่เหมือนเดิมจากเรื่องที่เขาคิดไว้ เพราะตัวละครเขามันกว่านี้เยอะ แต่ผมก็รักษาบางอย่างไว้ได้ ประมาณนี้"

     ไม่แน่ใจว่าภายในใจของนักเขียนเจ้าของเรื่องสั้นทั้ง 4 คน จะมีดอกไม้หรือก้อนอิฐมอบให้แก่บุญส่ง แต่ที่แน่แท้คือ นักเขียนเหล่านี้มีวิจารณญาณมากพอจะเข้าใจความแตกต่างของสื่อวรรณกรรมกับสื่อภาพยนตร์ บุญส่งกล่าวอย่างชื่นชมว่า นักเขียนไม่ยุ่งเลย พวกเขาให้เกียรติบุญส่งมาก พวกเขาคือนักเขียนใหญ่ เข้าใจชีวิตแล้ว

     -2-

     อย่างที่บอกไปแล้วว่า บุญส่งมีเวลาจำกัดจำเขี่ยเพียง 3 เดือน และเขาใช้เวลา 1 เดือนเพื่อค้นหาบทภาพยนตร์ที่ต้องการ ปรับแก้จนเสร็จสิ้น ทว่า สิ่งที่อยู่ในมือเขาไม่ใช่บทภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงเรื่องย่อเท่านั้น

     "กระบวนการในเวลาจำกัด 3 เดือน ผมใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเต็มในการขับเคี่ยว บีบคั้น อัดแน่นเรื่องบทภาพยนตร์ แต่สุดท้ายผมก็ไม่มีบทภาพยนตร์นะครับ ผมวิจัย สำรวจเพิ่มเติม ไปคุยกับนักเขียน ศึกษาประวัติเขา ประมาณ 1 เดือน ผมก็ได้เรื่องย่อละเอียดมาเท่านั้น แล้วก็ถ่ายเลย ผมก็เดินทางไปทั่วประเทศ ขับรถเองเลย ไปหาสถานที่ ไปคัดนักแสดง ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ทั้ง 4 ภาคเลย โดยผมมีโครงเรื่อง ไม่มีบทละเอียด ผมก็ค้นพบวิธีการทำงานอีกแบบ บทมีไว้ทำไมวะ ก็ให้ทุกคนฟังผมอย่างเดียว เรื่องอยู่กับผม ผมก็ด้นสดเลย โดยรักษาแก่นไว้ ถ่ายภาคละ 5-6 วัน"

     นอกจากระยะเวลาแล้ว สำหรับการทำหนังสักเรื่อง เงินเพียง 2 ล้านบาทช่างน้อยนิด ยิ่งเป็นหนังที่เล่าเรื่องหลายที่ด้วยแล้ว งบประมาณยิ่งบานตะไท ในฐานะผู้กำกับ และกุมงบประมาณนี้อยู่ในมือ ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัด

     "ปัญหาเยอะมากเลย เพราะไม่มีเงินไง เราต้องหาสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่ใกล้ที่สุด โอย ยากมาก แต่ละภาค ที่สำคัญคือต้องการสถานที่ที่ติดกับรถไฟ เพราะพูดถึงชีวิตคนติดกับทางรถไฟ ในหนังผมใช้ตัวรถไฟเป็นตัวเชื่อมโยง แต่ละที่ยั่วล้อ แต่ละที่เสริมส่ง แต่ละที่ขัดแย้ง ในหนังรถไฟมีความหมายหลากหลายนัย"

     จนแล้วจนรอดกองถ่ายก็ได้สถานที่อันเหมาะสม ทั้งพื้นที่อื่นซึ่งยืมใช้ ไปจนถึงบ้านของเจ้าของบทประพันธ์เอง

     "ภาคกลางนี่ง่ายที่สุด เพราะฉากในเรื่องสั้นก็เป็นบ้านวัฒน์ วรรลยางกูร ก็เลยใช้สถานที่เป็นบ้านแกเลย"

     เขาเล่าต่อด้วยว่า เมื่อลงหลักปักกองถ่าย ณ ที่ใด คนละแลกนั้นก็ได้กลายเป็นนักแสดงกันถ้วนหน้า เพราะเขาต้องการนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และนี่คือกลวิธีนำเสนออันแปลกใหม่ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการค้นพบของเขาเอง โดยอิงหลักศาสนาพุทธ

     "การแสดงมาจากธรรมชาติ เป็นชาวบ้านจริงๆ ดูในหนังอาจสงสัยว่าชาวบ้านเล่นได้อย่างไร เพราะเล่นดีทุกคน ให้สวมบทบาทเป็นคนอื่น แล้วผมก็กำกับทุกเม็ด วิธีทำหนังเรื่องนี้คือ Improvise ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่ยึดติดกับอะไรเลย ยึดไว้แค่แก่นหลักของเรื่องที่ต้องการสื่อ แค่นั้น"

     สถานี 4 ภาค คือหนังเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่มีวิธีการตั้งแต่หาบทจนกระทั่งถ่ายทำที่แปลกที่สุดและระห่ำที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งต้องยกประโยชน์ให้ผู้กำกับบุญส่งไปเต็มๆ เพราะถ้าไม่ใช่เขากำกับ หนังเรื่องนี้จะเป็นแบบนี้หรือ? ถ้าไม่ใช่คนระห่ำจะเกิดหนังระห่ำแบบนี้ในบ้านเราหรือ?

     เขาบอกว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำอันแข็งแกร่งของเขา เพราะในสถานการณ์อันยากลำบาก หากเป็นคนอื่นอาจท้อแท้ไปแล้วก็เป็นได้...

     "ถ้าผู้นำไม่แข็งแกร่งพอ ทำไม่ได้ ยืนยัน ต้องกำกับทีมงาน กำกับทุกอย่าง มีไฟน้อยมาก บางที่เสียบไฟไม่ได้ เพราะไม่มีที่ให้เสียบ เดี๋ยวไฟระเบิด ต้องตามพระอาทิตย์อย่างเดียว ทีมงานต้องฟังผมคนเดียว ด้นสดกันจ้าละหวั่น มีปัญหาล้านแปดเลย แต่ผมไม่กลัวหรอกปัญหาพวกนี้"

     เห็นการทำงานอันแปลกประหลาดของ บุญส่ง นาคภู่ มาพอสมควร ให้เจ้าตัวเล่าถึง สถานี 4 ภาค เองเลยดีกว่า แต่ขอเตือนว่า อ่านไปอ่านมาอาจหลุดกรอบกันบ้าง...

     

    0 ตอนไปขอทุน นำเสนอหนังเรื่องนี้ไว้อย่างไร?

     "กระทรวงวัฒนธรรมเขาบอกว่าต้องเป็นหนังที่นำเสนอศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แสดงถึงความเป็นไทย ผมก็ไม่ได้เสนอความเป็นไทยแบบคนอื่น ผมนำเสนอความเป็นไทยแบบร่วมสมัย ผมมองความเป็นไทยคือวิถีชีวิตความเป็นไทย ไม่ใช่รำไทย ดนตรีไทย ผ้าไทย เพราะนั่นเป็นแค่เปลือกผิว ผมอยากนำเสนอวิถีชีวิตคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบที่ไม่มีความหมาย พูดถึงวิถีชีวิตและปัญหาของคนตัวเล็กๆ ในสถานที่ไกลปืนเที่ยง ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นบนโลกภาพยนตร์เลย"

    0 เคยทำหนังจากหนังสือแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า?

     "หนังสั้นเรื่องแรกผมก็ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่องสั้นแล้ว ผมมีความคิดจะทำหนังจากเรื่องสั้นมาตลอดเวลา พอมีโอกาสได้ทำก็ทำเลย แต่ไม่มีปัญหา เพราะผมทำหนังสั้นจนชิน รู้ว่าหนังสั้นธรรมชาติคืออะไร เรื่องสั้นคืออะไร เมื่อดัดแปลงจากเรื่องสั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย"

    0 ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว?

     "ก็เป็นนักอ่านคนหนึ่งนะ แต่ไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือมาก เก็บไว้อ่านตอนแก่ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทยอยอ่านหนังสือที่เหลือก่อนจะปลวกกินเสียหมด ต้องอ่านมากขึ้น ผมต้องโตขึ้น ต้องมีชีวิตที่จริงจัง ไม่ใช่นั่งเทียนทำหนัง มันไม่ใช่ ต่อไปนี้ผมจะลุยแหลกเลย ต่อจากนี้ต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"

    0 สถานี 4 ภาค เกี่ยวกับสังคมชนบทใช่ไหม?

     "มันเกี่ยวกับความเป็นไทย ผมพูดถึงประเทศไทย โดยเล่าผ่านคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบสังคมอันเร้นลับ ทุกคนมีทุกข์ มีสุข มีโลภ โกรธ หลง มีหมด ทุกตัวละครมีปัญหาเดียวกัน มีศัตรูเดียวกัน คือ 'โลกาภิวัตน์' ถ้าพิจารณาหนังดีๆ จะเห็นว่าศัตรูตัวร้ายคือตัวเดียวกัน แต่มาในรูปแบบต่างๆ นานา มีหลายชั้นที่พยายามจะสื่อ"

    0 หลายชั้นคือซับซ้อน คนดูจะเข้าใจยากไหม?

     "หนังคือการหล่อหลอมตัวคนทำ จะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนทำเป็นคนอย่างไร มองโลกแบบไหน ถูกเลี้ยงดูแบบไหน โดยเบื้องหลังผมเป็นคนชนบท เป็นลูกชาวนา ผมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย ไม่ได้เติบโตไปเรียนเมืองนอก 10 ปี ผมบวชเรียน 10 ปี อยู่กับธรรมะ อยู่กับศาสนาพุทธ หนังที่ผมชอบดูเป็นหนังเกี่ยวกับชนบท

     หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดูยากเลย เป็นหนังที่ดูง่ายมาก ง่ายจนถึงที่สุดเลย แต่พยายามหารูปแบบให้ท้าทายความคิด ประสบการณ์คนดู วิธีดูหนังเรื่องนี้คือ ต้องเอาตัวเข้าไปนั่งด้วยความว่าง ด้วยสุญญตา ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่ากูอย่างนั้นกูอย่างนี้ เข้าไปดูหนังด้วยหัวใจอันว่างเปล่า แล้วภาพ ท่วงท่าลีลา เสียงจะทำให้คนดูได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่างด้วยประสบการณ์ ด้วยจินตนาการของตนเอง แล้วจะสนุกมากเลย เป็นรูปแบบการทำหนังที่ผมคิดค้นใหม่ ต้องให้เกียรติคนดูอย่างที่สุด ตัวละครไม่ต้องรู้สึกอะไรเลย แต่คนดูจะรู้สึก ดังนั้นการแสดงในหนังเป็นปฏิวัติการแสดง คือคนเล่นห้ามปั้นตา ห้ามเชื่อ ห้ามรู้สึกห่าอะไรทั้งสิ้น แต่ผมให้ตัวละครทำอะไรบางอย่าง แล้วคนดูมานั่งดูสิ่งที่ตัวละครทำ แล้วคนดูจะคิดอะไรบางอย่าง เกิดอารมณ์ความรู้สึกเอง โดยที่หนังไม่ได้บอกเลยว่าให้รู้สึกอะไร คนที่มีประสบการณ์มากจะเข้าใจมาก คนที่ประสบการณ์น้อยจะเข้าใจน้อย เมื่อดูแล้วจะเกิดคำถาม สื่ออะไรวะ มันคืออะไรวะ คำถามพวกนี้ผมเรียกว่าเป็นคำถามเชิงดราม่า เกิดเฉพาะเมื่อเราสร้างแอคชั่น ถ้าเราคิดแทนคนดู ก็จะไม่เกิดคำถามนี้"

    0 ทำไมถึงควรดู 'สถานี 4 ภาค'?

     "ท่ามกลางหนังมากมาย หนังไทยที่กำลังถูกฆ่าตายโดยคนทำฆ่าเอง คนทำหนังไทยก็พยายามฆ่าศรัทธาคนดูไปเรื่อยๆ กลุ่มที่เหลืออยู่ก็เป็นกลุ่มที่ทำตามใจคนดู คนดูชอบอะไรก็สนองแบบนั้น หนังแบบไหนได้เงินก็ทำหนังแบบนั้น ก็กลายเป็นหนังรัก หนังตลก หนังไม่มีห่าอะไร สุดท้ายกลายเป็นขยะก้อนใหญ่ของวงการ จากการโหมกระหน่ำของหนังฮอลลีวู้ด จนคนดูดูหนังไม่ทัน มันเข้ามาเยอะมาก ถ้าจะไล่ดูให้ทันก็ไม่ต้องไปไหน วันๆ ไปอยู่ในโรง

     สิ่งที่หนังฮอลลีวู้ดทำคือยัดเยียดค่านิยมแบบฝรั่ง บีบคั้นคนดูอย่างที่สุด สร้างความอลังการทางสายตา และอารมณ์ความรู้สึกให้คนดูจนกระทั่งถูกสปอยล์ (ตามใจ) ไปหมดแล้ว คนดูก็ยิ่งโง่ลง คนดูถูกตามใจมากขึ้น ขยะก็ล้นประเทศ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ มันไม่มีทางเลือก

     ป่าผืนนี้ไม่มีความหลากหลายอีกต่อไปแล้ว ความหลากหลายน้อยมาก ต้นไม้ในวงการภาพยนตร์ส่วนมากสั่งตรงจากเมืองนอก เป็นต้นไม้ประเภทเร้าอารมณ์ หลอกล่อคนดู สูบเลือดคนดูให้ไปเสียเงินให้มัน แล้วเอาเงินออกนอกประเทศ แต่มีต้นไม้บางชนิดที่เป็นหนังไทยก็เป็นต้นไม้ประเภทยูคาลิปตัส ที่แซมแทรกในป่าสนเมืองร้อน นี่คือป่าผืนนี้

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' เป็นทางเลือก เป็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งผมว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะจะเติบโตในประเทศไทย เป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลแบบนี้ บนผืนดินแบบนี้ ในวัฒนธรรมแบบนี้ เป็นทางเลือกใหม่ให้คนดูมาเสพ มาสัมผัสกับมัน แล้วจะมีความสุขมากๆ เพราะเราดูตัวตนของเราเอง ไม่ต้องทะเยอทะยาน เราเล่าสิ่งเล็กๆ ที่มันละเอียดอ่อน เราฟังเสียงนก ดูธรรมชาติทั้ง 4 ภาค ลองเข้าถึงวิถีชีวิตมนุษย์ มันคือคุณค่าความงาม ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร แต่มันคือสุนทรียศาสตร์ในการชมภาพยนตร์ที่แท้จริง ด้วยวิธีการที่ผมให้เกียรติคนดูอย่างสูงสุด

     นี่คือหนังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ยุคที่วัฒนธรรมการสร้างภาพยนตร์อยู่ในมือสามัญชน ผมมองว่าผมเป็นสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่บุกตะลุยสร้างหนังด้วยลำแข้งตัวเอง และต่อไปจะมีคนแบบนี้อีกมาก เพราะดิจิทัลมั่งคั่งในประเทศนี้แล้ว ต่อไปนายทุนจะไม่มีความหมายแล้ว ประชาชนจะเป็นใหญ่ และนี่คือหนังของประชาชน ที่ประชาชนต้องมาเสพ"0

    หมายเหตุ : ภาพยนตร์ 'สถานี 4 ภาค' กำหนดฉายจริง วันที่ 14-20 มิถุนายน 2555 ทุกวัน รอบเวลา 18.30 น. ณ โรงภาพยนตร์ลิโด 1

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/read-write/news-list-1.php

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 08:00
    อ่านต่อ...next
    สัมภาษณ์
    'นครินทร์ ศรีเลิศ' จากนักข่าวสู่นักเขียนรางวัล 'เรื่องสั้นอิศรา' โดย โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (11 Jun 2012 4:39:30 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1984
    อาชีพแต่ละอาชีพย่อมมีความแตกต่าง แม้บางอย่างจะคล้ายคลึงกันก็ตามที เหมือนนักข่าวและนักเขียนที่มีเพียงเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างสองอาชีพนี้ไว้

    ทว่า แก่นแกนสำคัญของทั้งสองอาชีพคือ 'การเขียน'

     จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลย หากจะพบเห็นนักข่าวมาเป็นนักเขียนหรือนักเขียนมาเป็นนักข่าว เฉกเช่นเดียวกับ นครินทร์ ศรีเลิศ นักข่าวหนุ่มสายเศรษฐกิจ แห่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แม้อายุงานของเขา ณ องค์กรสื่อแห่งนี้จะไม่มากมายนักเพียงปีครึ่งเท่านั้น แต่เมื่อครั้งร่ำเรียนเขียนอ่านที่มหาวิทยาศิลปากร เขาก็ไม่เคยห่างจากการเขียนหนังสือเลย มิหนำซ้ำยังมีผลงานตีพิมพ์อีกด้วย

     "ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่ศิลปากร เขียนหนังสือคู่กับเรียนหนังสือมาแทบจะตลอด อย่างไรก็ตามงานที่ได้ตีพิมพ์ก็มีไม่มากนัก มีนวนิยายเรื่อง เกลียวคลื่นกับผืนดิน เรื่องสั้น มหัศจรรย์วันวานย้อนตำนานอากง เด็กเก็บบอล ลานทรงพล  และเรื่องพญาอินทรีย์"

      ย้อนไปเมื่อชั้นปีที่หนึ่ง นครินทร์ เริ่มสนใจและลงมือเขียนหนังสือ แม้จะเริ่มต้นไม่นานแต่เขาก็กล้าหาญชาญชัยส่งผลงานนิยายเข้าประกวดรางวัล Young Thai Artist Award ของมูลนิธิเครือซิเมนต์ไทย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และชิงทุนการศึกษา ผลคือ นิยายของเขาเข้ารอบ 10 เล่มสุดท้าย แต่ผลงานของเขากลับไม่ได้รับการเผยแพร่

     "มูลนิธิฯ เขาตีพิมพ์เรื่องที่เข้ารอบ 5 เรื่องแรกเท่านั้น เรื่องของผมก็เลยอดตีพิมพ์ แต่หลังจากนั้นก็ส่งเรื่องไปทุกปี เพื่อรับทุนการศึกษา มีปีสี่ที่ไม่ได้ส่งเพราะเรียนหนักมาก"

     ความพลาดหวังครั้งหนึ่งมิอาจกำหนดชะตาทั้งชีวิตฉันใด เส้นทางสายน้ำหมึกของนครินทร์ก็ยังคงดำเนินต่อฉันนั้น หลังจากได้เริ่มต้นเขียนหนังสือ เขาก็ติดอกติดใจรสแห่งวรรณกรรมอันกลมกล่อม ทยอยส่งผลงานให้ประจักษ์แก่สายตาประชากรบรรณพิภพอยู่เนืองๆ จนกระทั่งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนชนแห่งประเทศไทย จัดประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้น “รางวัลอิศรา อมันตกุล” ขึ้น  เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนในวงการสื่อทุกแขนงที่สนใจเขียนงานวรรณกรรมนั่นแหละ จึงทำให้เรื่องสั้นสองเรื่องของ นครินทร์ ศรีเลิศ เข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้าย ได้แก่ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' และ 'แทบเล็ตของติ๋ม' ซึ่งทำให้แววความสำเร็จด้านการเขียนเริ่มฉายชัดอีกครั้ง

      สำหรับการประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้น “รางวัลอิศรา อมันตกุล” นั้น จัดขึ้นในปี 2555 เป็นปีแรก  เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)  มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมคนในวงการสื่อสารมวลชนที่สนใจการเขียนวรรณกรรมโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าการประกวดเรื่องสั้นรางวัลอิศราจะเพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ แต่ก็มีนักข่าวสายนักเขียนระดับยอดฝีมือร่วมชิงชังไม่น้อยเลย ชื่อบางคนคุ้นหูคุ้นตากันดีในบรรณพิภพ ชื่อบางคนก็ใหญ่โตพอจะทำให้ผู้ร่วมประกวดคนเล็กคนน้อยรู้สึกหวาดๆ กันบ้างก็มี

     แต่ในที่สุด 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ของนครินทร์ก็ทะยานขึ้นแท่นคว้ารางวัลชนะเลิศจนได้ และด้วยค่าที่เรื่องสั้นของเขากรุ่นกลิ่นเทคโนโลยี ทั้งยังหยิบจับการทำงานของนักข่าวซึ่งเขารู้ซึ้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาเป็นจุดขายของเรื่อง เมื่อโลกเทคโนโลยีกับบรรณพิภพบรรจบกัน เรื่องสนุกๆ ในมุมมองของนักข่าวที่ต้องคลุกคลีตีโมงกับ 'ทวิตเตอร์' เพื่อชิงความได้เปรียบส่งข่าวแข่งกับสื่อโทรทัศน์และวิทยุ จึงเกิดขึ้น

     "จริงๆ ผมใช้ทวิตเตอร์มาประมาณหนึ่งปี ตามนโยบาย Mobile Journalist ขององค์กร ซึ่งพอจะเขียนเรื่องนี้ก็เริ่มศึกษาโปรแกรมทวิตเตอร์มากขึ้น เก็บข้อมูลสถิติต่างๆ ที่อาจเอามาย่อยเป็นองค์ประกอบของเรื่องสั้นได้ คำถามแรกที่ค้นหาก็คือ ผมอยากรู้ว่ามีคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์จำนวนเท่าไร ปริมาณข้อความที่เราทวีตกันประมาณวันละเท่าไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณเว็บไซต์ Zocialrank ที่ได้สรุปสถิติเกี่ยวกับการทวีตบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (Twitter) ของคนไทย ตลอดปี 2554 เอาไว้ พอเริ่มลงมือเขียนเวลาเราเขียนประโยคที่ตัวละครทวีตข้อความลงไป ผมก็ลองพิมพ์ข้อความลงในโปรแกรมจริงๆ นะ อย่างข้อความแรกที่บอกว่า ข้อความครบ 140 ตัวอักษรพอดี ก็ทดลองจนได้ตามนั้นจริงๆ เพราะเราต้องการแสดงเอกลักษณ์ของทวิตเตอร์ไว้ในข้อความนั้น ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับตรงนี้มากเป็นพิเศษ

     หลังจากเขียนเสร็จก็เป็นขั้นตอนของการขัดเกลาถ้อยคำ ให้สละสลวยขึ้น ซึ่งทำควบคู่ไปกับการเขียนเชิงอรรถอธิบายศัพท์บางคำ เช่น ฟอลโลว์เวอร์ หรือรีทวีต เพราะเราต้องคิดเผื่อด้วยว่าบางทีคนอ่าน (กรรมการ) อาจจะไม่ได้เล่นทวิตเตอร์จะได้เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร

     นอกจากได้ใช้ประโยชน์จากทวิตเตอร์เพื่อทำการงานแล้ว เขายังมองทวิตเตอร์เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถ่ายไปได้อีกหลายประเด็นความ

     "ผมมองทวิตเตอร์ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมนะ และเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มีเวลาน้อยแต่ต้องการรู้ข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งด้านหนึ่งก็คือภาพสะท้อนของสังคมบริโภคนิยมนั่นเอง ที่สำคัญแม้จะมีคนใช้ทวิตเตอร์เป็นจำนวนมากแต่เท่าที่ทราบผมยังไม่เคยเห็นเรื่องสั้นที่เขียนเกี่ยวกับทวิตเตอร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องท้าทายที่จะเขียนมันขึ้นมา"

     อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นจนโดดเด้งออกมาจากบรรดาเรื่องสั้นอื่นๆ คือชื่อเรื่อง แม้คำว่า 'ทวิตภพ' จะแพร่หลายในทวิตเตอร์มานานแล้ว แต่เมื่อพ้องกับชื่อเรื่อง 'ทวิภพ' ของนักเขียนระดับปรมาจารย์อย่าง ทมยันตี ย่อมน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก ทว่า นครินทร์ตั้งใจให้ทวิตภพสื่อถึงโลกอีกดวงที่กำลังถูกให้ค่าเหนือโลกจริงซึ่งมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่

     "คำว่า 'ทวิตภพ' เป็นคำที่ผมเห็นบางคนใช้ในการสื่อสารในทวิตเตอร์ บางคนตื่นขึ้นมายังไม่ได้ทักทายคนที่นอนอยู่ข้างๆ หรืออยู่บ้านเดียวกัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีตข้อความ “อรุณสวัสดิ์ ชาวทวิตภพ” ไม่ได้ตั้งใจให้พ้องกับชื่อเรื่อง 'ทวิภพ' ของคุณทมยันตี แต่ความหมายที่ตั้งใจสื่อคือ ภพ ก็คือ 'โลก' นัยหนึ่งคือ โลกเสมือนจริง ซึ่งต่างจากโลกแห่งความจริงก็อยากให้คนอ่านตั้งคำถามว่าโลกที่เรารับรู้ผ่านการใช้เทคโนโลยีบางทีอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้"

     เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องสั้น 'แทบเล็ตของติ๋ม' ที่ผ่านเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้ายเช่นกัน ทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสารทันสมัยเหมือนกัน แต่นครินทร์ถ่ายทอดให้ทั้งสองเรื่องเดินกันคนละทางชัดเจน เขาตั้งใจให้ 'แทบเล็ตของติ๋ม' เล่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายและมาตรการรัฐซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น โดยมีตัวละครเป็นตัวแทนของคนอื่นในสังคม ส่วน 'ทวิตภพ ทวิตพบ' คือการหยิบยกเหตุการณ์และปัญหาหลายอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาเขียนในเชิงตั้งคำถาม

     นครินทร์เล่าว่า 'ทวิตภพ ทวิตพบ' คือเครื่องมือสื่อสารที่เขาใช้ถ่ายทอดสู่คนอ่าน "เทคโนโลยีอาจสร้างนิสัยให้คนยึดติดกับเทคโนโลยีจนลืมตั้งคำถามว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่จริงเพียงไร และแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้คนในทุกมุมโลกเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ แต่ลึกๆ แล้วในความเป็นมนุษย์ องค์ประกอบที่สำคัญก็คือ ต้องการความรักความเข้าใจ 'ผม' ในเรื่องจึงคาดหวังว่าในที่สุดทวิตเตอร์จะพาไปพบกับผู้ที่จะเข้าใจและยอมรับในความเป็นตัวตนของเขา"

     ตัวละคร 'ผม' ในเรื่อง ถูกสมมติขึ้นตามวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่ง หากมองอย่างผิวเผินแล้ว 'ผม' ซึ่งมีอาชีพเป็นนักข่าวที่ต้องใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางรับส่งข่าวสาร อีกทั้งยังใช้เพื่อหาบางสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนา อาจคล้ายว่า นครินทร์กำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ส่วนรวมร่วมรับรู้ก็เป็นได้ แต่นครินทร์ก็ปฏิเสธว่า 'ผม' ไม่ใช่ 'ผม' เสียทั้งหมด แต่ก็มีหลายส่วนเป็นความรู้สึกที่ตกค้างมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง

     "ผมเก็บเอาเรื่องราวที่ได้ฟังพี่ๆ นักข่าวการเมืองเล่าประสบการณ์ในการออกไปทำข่าวในช่วงที่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐมาเขียน อีกส่วนหนึ่งที่เขียนเป็นในแง่ตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกันก็คือทุกวันนี้เราเห็นผู้ชุมนุมเห็นม็อบบ่อยๆ พวกเรารู้สึกอย่างไร มีใครตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกเขาบ้างหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งคำถามให้ลึกไปกว่าว่า “ไอ้พวกนี้ถูกจ้างมา” ผมเชื่อว่าปัญหาในสังคมจะถูกแก้ไขมากขึ้น"

     นอกจากนี้นครินทร์ยังเล่าต่อว่า เรื่องสั้น 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ไม่ได้สื่อสารกับคนอ่านเพียงประเด็นเดิมๆ นี้ ประเด็นเดียว เขาต้องการฉายภาพการรายงานข่าวที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยี รวมทั้งพฤติกรรมในการรับรู้ข่าวสารที่เปลี่ยนไป เขาต้องการบอกเล่าการทำงานของสื่อมวลชนในสถานการณ์ขัดแย้ง เขาอยากสะท้อนความขัดแย้งในสังคมไทยที่ชนวนมาจากปมปัญหาทางการเมือง และเขาอยากกล่าวถึงการแสวงหาความรักและการยอมรับอันเป็นความคิดพื้นฐานของมนุษย์

     นอกจากนครินทร์จะเป็นนักข่าวนักเขียนมือดีแล้ว วัตถุดิบต่างๆ รวมทั้งลีลาภาษาย่อมได้มาจากการอ่านทั้งสิ้น เขาคือนักอ่านตัวยง อ่านหลากหลาย โดยเฉพาะนิยายแปล แนวสืบสวนสอบสวน การผูกเงื่อนปม ดำเนินเรื่อง กระทั่งคลี่คลาย จึงค่อนข้างสละสลวย ขณะที่เขากำลังรังสรรค์ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' หนังสือ 'เส้นสมมติ' ของ วินทร์ เลียววาริณ ซึ่งเป็นแรงขับหนึ่งในผลงานเรื่องสั้นระดับรางวัลของเขา

     "หนังสือเรื่อง เส้นสมมติ มีอิทธิพลต่อเรื่อง ทวิตภพฯ หรือไม่ คงมีผลบ้างเนื่องจากหนังสือเรื่องนี้เขียนเรื่องความสัมพันธ์ของคนในรูปแบบต่างๆ แต่เรื่องสั้นที่เขียนขึ้นมาแต่ละเรื่องคงไม่ได้มีแรงขับจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งโดยเฉพาะแต่เป็นส่วนผสมของประสบการณ์หลายๆ อย่าง ทั้งประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์ที่เคยอ่านหนังสือสะสมมา"

     เรื่องสมมติจึงไม่สมมติอีกต่อไป เขาส่งงานเข้าประกวดทั้งๆ ที่ไม่ได้เขียนมานานนับปี ทั้งยังเกือบส่งงานไม่ทันเพราะกว่าจะส่งไปรษณีย์ก็เกือบปิดแล้วในวันสุดท้ายกำหนดส่งผลงาน แม้ต้นทางของงานจะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่เรื่องสั้นของเขาก็ไปถึงมือคณะกรรมการจนได้ ที่สำคัญเข้าตากรรมการอีกด้วย...'ทวิตภพ ทวิตพบ' ได้รางวัลชนะเลิศ

     "ผมรู้สึกดีใจระคนแปลกใจ จริงๆ รู้สึกดีใจตั้งแต่ตอนที่เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้าย พอไปถึงที่งานประกาศรางวัลเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกอะไร แต่เราเห็นเรื่องสั้นของเราได้รางวัลที่ 1 ก็รู้สึกภูมิใจ ตื่นเต้นและเคอะเขินเล็กน้อยตอนที่ต้องขึ้นไปรับรางวัล"

     ไม่ว่าสิ่งใดจะเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความสำเร็จ รางวัลคือหนึ่งในสิ่งอันทรงเกียรตินั้น สำหรับนครินทร์ก็เฉกเช่นกัน...

     "รางวัลเรื่องสั้นอิศราถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะคนเขียนหนังสือทุกเรื่องที่เขียนเสร็จได้อย่างที่ตั้งใจ ทุกเรื่องที่มีคนอ่านแล้วชอบ หรือไม่ชอบแต่มีคำติชมที่เป็นประโยชน์ถือเป็นความสำเร็จเช่นกัน"

     อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนักข่าวและนักเขียนคล้ายคลึงกันมาก มีเพียงเส้นบางๆ คั่นกลางไว้ แล้ว 'เส้นบางๆ' ที่ว่าคืออะไร ในฐานะที่นครินทร์ได้ลอดผ่านเส้นดังกล่าวโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งข่าวและวรรณกรรมเขา "เอาอยู่ !"

     "ผมคิดว่างานวรรณกรรมกับงานข่าวเป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่งานวรรณกรรมหรืองานเขียนเราเล่าเรื่องแต่ง อาจเป็นเรื่องแต่งที่อิงจากเรื่องจริงผสมกับจินตนาการ ขณะที่งานข่าวเราต้องเล่าเรื่องจริงทั้งหมดจะเอาเรื่องแต่งมาอิงด้วยไม่ได้ ถามว่าชอบงานแบบไหนมากกว่าคงตอบว่าชอบทั้ง 2 อย่างเท่าๆ กัน ส่วนจะถนัดอย่างไหนมากกว่ากันต้องตอบว่าความถนัดเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเราถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่า แต่ปัจจุบันก็คิดว่าถนัดเขียนข่าวมากกว่าเพราะข่าวเราต้องเขียนแทบทุกวัน อย่างไรก็ตามทั้งข่าวและเรื่องสั้นผมคิดว่าตัวเองยังพัฒนาได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้บอกว่าถนัดเขียนข่าวแล้วจะหยุดฝึกเขียนข่าว ขณะเดียวกันเรื่องสั้นก็ต้องพัฒนาการเขียนไปได้เรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วเรื่องสั้นมีวิธีการนำเสนอที่หลากหลายมาก"

     เขายกตัวอย่างสิ่งที่ ชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พูดไว้อย่างน่าประทับใจว่า “ในอดีตนักข่าว และนักเขียนเป็นคนคนเดียวกัน” ซึ่งเขาก็เชื่อว่านักข่าวเป็นนักเขียนที่ดีได้ เพราะอาชีพนักข่าวเปิดโอกาสให้ได้รับรู้ข้อมูลมากดังนั้นจึงมีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีวัตถุดิบให้เลือกมาเขียนได้มากมาย

     ความสำเร็จของ นครินทร์ ศรีเลิศ ในวันนี้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวของเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกหลายคนที่อยากเดินตามรอย บางคนอาจเริ่มเขียน บางคนอาจยังเคอะเขินไม่กล้าเขียน แต่เจ้าของรางวัลเรื่องสั้นอิศราคนนี้เชื่อมาตลอด คือ ถ้าอยากเขียนต้องเริ่มเขียน หยุดเป็นนักคิดแล้วเปลี่ยนเป็นนักปฏิบัติ

     "การเขียนหนังสือเป็นการทำงานที่ช่วยให้เราเปลี่ยนจากนักคิดมาเป็นนักปฏิบัติ ดังนั้นใครที่อยากเขียนหนังสือ ต้องเลิกพูดว่าจะเขียน หรือว่าจะเขียน แต่ต้องลงมือเขียน ที่สำคัญนอกจากฝึกเขียนเราต้องฝึกคิดควบคู่กันไปด้วย เพราะยิ่งคิดได้ตกผลึกเท่าไรสิ่งที่เราเขียนก็จะชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น"

     และแล้วสิ่งที่ตกผลึกในสมองของเขาก็ผ่านกระบวนการ 'เขียน' กลายเป็นเรื่องสั้นคุณภาพ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ประจักษ์แก่สายตาคนอ่านและผงาดอย่างงามสง่าบนเวทีวรรณกรรมอีกด้วย

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] 9 [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design