สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน

  • หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] 14 [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเปิดอบรม การเขียนสารคดีและบทความ ในโครงการโรงเรียนนักเขียนรุ่นที่ ๑๑
    (17 Aug 2011 11:06:05 am)
    โพสต์โดย : anat
    อ่าน : 1985
    ข่าววรรณกรรม
    ผลรางวัล 'พานแว่นฟ้า' ปี 54
    (11 Aug 2011 9:18:23 am)
    โพสต์โดย : anat
    อ่าน : 1986
    ผลรางวัล 'พานแว่นฟ้า' ปี 54 ประกาศแล้วหลังจากเจอโรคเลื่อน สรุป 'เรื่องสั้น' ไม่มีชนะเลิศ 'บทกวี-มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์' โดย 'นรพัลลภ ประณุทนรพาล' ซิวชนะเลิศ สภามอบรางวัลพานแว่นฟ้าเกียรติยศ ครบ 1 ทศวรรษรางวัลพานแว่นฟ้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (9ส.ค.) ได้มีการประกาศผลการประกวดวรรณกรรมการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี ๒๕๕๔ โดย นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี ๒๕๕๔ ร่วมกับ นายเจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๔ ร่วมกันแถลงว่า ผลการประกวดวรรณกรรมการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้าในปีนี้ ในส่วนของประเภทเรื่องสั้นการเมือง ไม่มีรางวัลชนะเลิศ ส่วนรางวัลรองชนะเลิศ มี ๒ รางวัล ได้แก่ ผลงานเรื่อง “ผีดิบ” โดย ไมเคิ้ล เลียไฮ และผลงานเรื่อง “ไม่มีแผ่นดินอยู่” โดย "นรพัลลภ ประณุทนรพาล"


    สำหรับ รางวัลชมเชยเรื่องสั้น 10 รางวัล ประกอบด้วย

     ของขวัญข้อเก้า โดย จันทรา รัศมีทอง

     ข้าราชการ โดย พุ่มพวง วรสันติวงศ์

     คนรักเก่าเก่า... โดย จิตติมา ธมชยากร

     ความฝันและความตายของชายต่างด้าว โดย วันเสาร์ เชิงศรี

     คำอธิษฐาน โดย เชาวเรส บุณยพานิช

     ป้าแฉล้ม โดย ซีแอตเทิล

     ผาไส้ขาด โดย ปราจิณ คงคะจันทร์

     ยุงก้นปล่อง โดย อนุสรณ์ มาราสา

     เรื่องของจานดำ จานแดง เสื้อเหลือง เสื้อแดง และบอลโลก โดย วุฒนันท์ ชัยศรี

     ละครหลังตอนจบ โดย ถนอม ขุนเพ็ชร์

     บทกวีการเมือง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ผลงานเรื่อง “มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์” โดย "นรพัลลภ ประณุทนรพาล" และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเรื่อง “นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า”โดย "เจริญขวัญ"

    สำหรับรางวัลชมเชยบทกวีการเมือง 10 รางวัล ประกอบด้วย

     ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง โดย ปณิธิ ภูศรีเทศ

     ใช่ไหมเธอ โดย อรพิน การะกูล

     ประชาธิปไตยในหัวใจนาง โดย กอนกูย

     ประเทศไทยในสนามเด็กเล่น โดย กฤตย์ดิศร กรเกศกมล

     ประเทศไทยสีไหนดี โดย อิสระ ลายสือ

     ภาพสุดท้ายที่ปลายปืน โดย วุฒิวโรดม

     โรงเรียนใหม่ โดย พัฒนะ ปฐมพงศ์

     วงแหวนแห่งไฟ โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี

     สันติภาพ-ภราดรภาพ โดย ธนิต ธนะกุลมาส

     อื่ออาจา โดย สุรพันธุ์ สมสีดา

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีนี้ เป็นการครบรอบ 1 ทศวรรษรางวัลพานแว่นฟ้า จึงมีการประกาศรางวัล "พานแว่นฟ้าเกียรติยศ" 10 รางวัล ประกอบด้วย

     ๑. ขอบฟ้าขลิบทอง โดย อุชเชนี หรือ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา

     ๒. คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์

     ๓. แด่ วัยอรุณของชีวิต โดย ทวีปวร หรือ ทวีป วรดิลก

     ๔. ทานตะวันดอกหนึ่ง โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิชัย บำรุงพงศ์

     ๕. ธรรมาธิปไตย : หลักปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม (ตัดตอนจาก คู่มือมนุษย์ ฉบับปฏิบัติธรรม) โดย พุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญฺโญ)

    ๖. นักกานเมือง โดย ลาว คำหอม หรือ คำสิงห์ ศรีนอก

     ๗. เปิบข้าว (ตัดตอนจาก วิญญาณหนังสือพิมพ์ คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง) โดย จิตร ภูมิศักดิ์

     ๘. หมาตำรวจ โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

     ๙. อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ โดย ดอกประทุม หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์

     ๑๐. อีศาน โดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร

     ทั้งนี้ ผลงานเรื่อง “ผีดิบ” โดย "ไมเคิ้ล เลียไฮ" เป็นการนำเสนอภาพแทนสังคมการปกครอง (Representation) ในห้วงเวลาที่ผู้คนปกติซึ่งยังมีลมหายใจอยู่นั้นไร้ความหวัง ไร้ทางออก กับระบบการเมืองและการเลือกตั้ง เมื่อการเมืองที่กำหนดอนาคตประเทศเต็มไปด้วยความฉ้อฉล คอร์รัปชั่น ผู้คนต้องการทางเลือกใหม่ที่ไม่มีคอร์รัปชั่น ไม่ต้องนับถือเงินเป็นหลัก บริโภคเพียงสิ่งที่จำเป็น สิ่งนี้ได้ก่อเกิดสิ่งประหลาดขึ้นในสังคม เมื่อเกิดการฟื้นคืนชีพของผีดิบ ซึ่งไม่ต้องกินต้องนอน ใส่เสื้อผ้าชุดเดียว สิ่งที่ไม่มีลมหายใจนี้ได้กลายเป็นความหวังของคนที่ยังมีลมหายใจ และเมื่อมีพรรคการเมืองของผีดิบลงสมัครเลือกตั้ง ผู้คนจึงเทคะแนนเสียงให้แก่พวกเขา

     ความเด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ที่ชั้นเชิงการนำเสนอที่ซ้อนกัน ๓ ชั้น คือ ๑) ให้ภาพของความหวัง โดยเทียบกับผู้คนปกติที่ยังมีลมหายใจ 

    ๒) ให้ภาพความตายหรือคนตายที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความโลภ หากสังคมที่เป็นอยู่ไม่มีทางออก สังคมของผู้ไร้ลมหายใจจึงถูกสร้างซ้อนขึ้นมาเป็นความหวังครั้งใหม่ เป็นการนำเสนอที่ให้เกิดภาพแรงในที ให้เกิดการตื่นคิดแก่คนอ่าน 

    ๓) เมื่อพรรคผีดิบได้รับชัยชนะ บรรดานักการเมืองที่หวังชัยชนะจึงต้องการเปลี่ยนสภาพเป็นผีดิบด้วย นั่นหมายถึงว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามคนที่ต้องการอำนาจทางการเมืองก็ยังพร้อมจะแปรเปลี่ยนเพื่อชัยชนะเสมอ ไม่ว่าจะให้เป็นคนหรือผี

     ส่วนผลงานเรื่อง “ไม่มีแผ่นดินอยู่” โดย "นรพัลลภ ประณุทนรพาล" เป็นเรื่องสั้นที่นำเสนอภาพความสับสนในเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยภาษาแห่งความเศร้าลึก สะเทือนอารมณ์ ในสังคมที่เกิดความน่าสะพรึงกลัวขึ้นวันแล้ววันเล่า สังคมถูกตัดขาดจากภายนอก

     แม้แต่ข่าวสารในพื้นที่ต่างก็รับรู้จากสื่อโทรทัศน์ส่วนกลาง และข่าวที่มาจากแดนไกลนั้น ก็เป็นข่าวที่สับสน ขณะข่าวจากแดนไกลนั้นก็มีภาพมิต่างกันมากนัก โลกที่ผ่านโทรทัศน์สีที่ภาพเหมือนกับโทรทัศน์ขาวดำนั้นบอกว่าการชุมนุมในเมืองหลวงก็ขยายตัวไปทุกทิศทุกทาง สิ่งนี้ทำให้คนที่อยากออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่นเกิดความลังเล แม้จะรู้ว่าปฏิทินมีวันพรุ่งนี้ แต่ดูเหมือนวันเวลาได้หดสั้นลงไปเรื่อย ๆ

     ความโดดเด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้คือความสะเทือนใจของคนผู้รักถิ่นกำเนิด ผูกพันกับสถานที่ แต่เมื่อบ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะสงบ พวกเขาจึงยังไม่รู้ว่าเมื่อเดินทางออกจากที่นั่นแล้วจะไปพบกับสิ่งใด การต่อสู้ภายในจิตใจที่มาจากผลของความไม่สงบจากภายนอกทำให้ผู้เขียนได้นำเอาศิลปะความเหนือจริง สร้างสัญญะการพยายามเดินออกจากปัญหาด้วยสะพานข้ามสีขาวที่เคยมีอยู่ แต่ปลายทางนั้นเขาได้พบกับญาติพี่น้องที่เสียชีวิตกำลังรออยู่

     ส่วนประเภทบทกวีการเมือง ผลงานเรื่อง “มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์” โดย "นรพัลลภ ประณุทนรพาล" โดดเด่นด้วยการนำโลกในอุดมคติที่ไม่มีการแบ่งแยกผู้คนและสรรพสิ่งออกจากกัน โดยยั่วแย้งให้เห็นว่า มนุษย์นี่แหละที่สร้างความขัดแย้งต่าง ๆ ขึ้น โดยตั้งคำถามถึงความหมายของแผ่นดิน ขอบเขตแห่งรัฐ การปกครอง จักรวาล อธิปไตย ความรัก ความเป็นมิตร การประกาศชัยชนะ โดยชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นมิได้มาจากสิ่งอื่นใด มาจากมนุษย์นั่นแล

     การนำเสนอบทกวีชิ้นนี้ ใช้บทกวีฉันทลักษณ์ จัดวางลำดับข้อความท้ายสุดเป็นกลบท ให้โยงมาขึ้นต้นในบทต่อไป นับเป็นความพยายามของผู้ประพันธ์ในการควบคุมตัวความของเรื่องมิให้หลุดออกนอกประเด็น ทำให้เกิดจังหวะความงามส่งให้ประเด็นนำเสนอมีความโดดเด่นขึ้นมา

     สำหรับ รางวัลรองชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า”โดย "เจริญขวัญ" เป็นบทกวีฉันทลักษณ์ที่ตั้งคำถามถึงแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนที่เกิดความร้าวฉาน สร้างความชิงชัง เข่นฆ่ากันในนามการสถาปนาอธิปไตย 

    ผู้เขียนได้ใช้ภาษาสะเทือนอารมณ์ภายใน โดยบอกให้เห็นว่าภายใต้เงื้อมเงาเช่นนี้แสงแห่งความหวัง ดอกไม้ที่จะผลิบาน และหนทางที่จะก้าวไป ก็ดูมืดมน หม่นมัว หลงทิศผิดทาง ในท่ามกลางการผลิแยกของแผ่นดินนั่นคือความพ่ายแพ้ของทุกคน

     บทกวีชิ้นนี้มิได้ให้ความหวัง มิได้บอกถึงหนทางที่จะเดินออกไปจากปัญหา แต่การที่กวีใช้ภาษาในระดับของการสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้นั้น ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านได้คิดหาทางออกว่าเราจะเดินออกจากความย่อยยับ เพื่อไปสู่วันพรุ่งนี้ได้อย่างไร

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศ นอกจากจะได้รับถ้วยรางวัลพานแว่นฟ้าแล้วจะได้รับเงินรางวัลประเภทละ ๕๐,๐๐๐ บาท รางวัลรองชนะเลิศประเภทละ ๓๐,๐๐๐ บาท รางวัลชมเชย ประเภทละ ๑๐ รางวัล เงินรางวัลรางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาท

     ทั้งนี้ จะมีพิธีมอบรางวัลโดยประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ในวันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ณ อาคารรัฐสภา สอบถามรายละเอียดรางวัลอื่นได้ที่ ๐๒- ๒๔๔๒๕๑๕-๖ หรือ www.parliament.go.th

    ข่าวจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
    http://www.komchadluek.net/detail/20110809/105496/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B554.html
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    โลกนักอ่าน บ้านนักเขียนรายการดีสำหรับ คนรักหนังสือ//หนึ่ง ธนาธร / //สยามรัฐ
    (06 Aug 2011 22:09:49 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1987
    อย่าง ที่เคยเขียนถึงรายการของช่องไทยพีบีเอส ทุกครั้งว่าทีวีช่องนี้มีรายการดีๆ (ที่โลกอาจลืม) อยู่มากมาย  มักจะมาพร้อมชื่อเก๋ๆ  ตั้งชื่อเป็นภาษาไทย มีคำคล้องจอง บ่งบอกถึงประเด็นที่ต้องการนำเสนออย่างชัดเจน  อาทิ พระอาทิตย์บ้านฉัน พระจันทร์บ้านเธอ  ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว  หรือรายการเก่าๆอย่าง "ชาววิทย์ ชิดชาวบ้าน"  หรือรายการในปัจจุบันเช่น ขนมไทย อะไรเอ่ย,หม้อข้าว หม้อแกง,ดนตรี กวี ศิลป์

     
         หรือที่ชื่อรายการสวยๆอย่างพันแสงรุ้ง, พินิจนคร  ที่นำเอาคำไทยๆมาใช้ผสมกันให้เกิดเป็น คำใหม่ ความหมายดี  หรือ รายการที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจอย่าง คนละดาวเดียวกัน  เป็นต้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของช่องนี้  มาตั้งแต่เป็น  ไอทีวี,ทีวีไทย มาจนถึงไทยพีบีเอส

     
          วันก่อนเผอิญผมเปิดไปดู และทันได้เห็นรายการใหม่ที่เปิดซิงเป็นครั้งแรก  และโดนใจผมสุดๆคือ รายการ "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน"  เพราะไม่ค่อยได้เห็นรายการที่นำเสนอเกี่ยวกับ หนังสือ และนักเขียน อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน  จะมีก็แค่เป็น ช่วงหนึ่งในรายการ เท่านั้น  ดูเหมือนจะเคยเห็นรายการแนะนำหนังสือดี ในช่วงหลังข่าวของ ช่อง7 ไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า


           ระหว่างที่ดูรายการนี้ ผมเกิดความรู้สึกว่า เออ...นี่เราห่างเหินการอ่านหนังสือไปนานทีเดียว  ที่รู้สึกเช่นนี้เพราะว่า สมัยก่อนตอนเป็นนักศึกษา  ผมจะรักการอ่านมาก  ตามอ่านตะบี้ตะวันมันทุกแนวทุกประเภท ทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี  วรรณกรรมไทย วรรณกรรมนอก  นักเขียนไทย นักเขียนนอก รู้จักเยอะอยู่


            นิยาย วรรณกรรมเรื่องไหนที่ว่าดี ผมพยายามตามล่าหามาอ่านจนได้  โดยมีนิตยสาร "โลกหนังสือ"  กับ คุณ "สิงห์สนามหลวง"  เป็นเหมือน ไกด์นำทางสู่โลกหนังสือ โลกของนักเขียน  

     
            แต่มาพักหลังนี่ผมแทบจะไม่ค่อยได้ติดตามวงการวรรณกรรมเลย ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ มีบ้างก็พวก นิยายไทยที่ถูกนำมาสร้างเป็นละคร เพราะต้องใช้ประกอบการเขียนวิจารณ์ กับนิตยสารบันเทิงทั่วไป

     


         พอได้มาดูรายการนี้  ผมถึงได้รู้สึกว่า  เราห่างเหินการอ่านหนังสือไปมากเลย  ผมดูรายการนี้ด้วยความรู้สึกปลื้มใจจริงๆ  เพิ่งมารู้ตอนเขียนนี่เองว่า  ณ วันนั้นที่ผมดู  เป็นเทปแรกของรายการ ที่เพิ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 9ก.ค. ที่ผ่านมา  
         รายการนำเสนอเนื้อหาตามชื่อรายการ นั่นคือ พาผู้ชมไปสัมผัสกับ "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน"  ประเดิมด้วยการพาไปรู้จักกับนักเขียนรุ่นคลาสสิคของไทยคือ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์  นักเขียนระดับบรมครู บรรณาธิการนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย  ที่เคยเป็นฝันแรกที่ทำให้ผมนึกอยากเป็นนักเขียน  และเชื่อว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นผู้้จุดประกายไฟฝันให้กับหลายท่านที่รักการอ่าน และอยากเป็นนักเขียน


         รายการนี้พาไปรู้จัก  ความคิด และ ตัวตน    ของ คุณอาจินต์  ผ่านทาง "ผลงานชิ้นเอก" ของท่านคือเรื่อง "เจ้าพ่อ เจ้าเมือง"  ที่ท่านใช้ส่วนหนึ่งจากชีวิตจริงมาเสริมแต่งเป็นนวนิยาย  สะท้อนชีวิตสังคมไทยในอดีต  มีการวิเคราะห์เนื้อหา ตัวละครในนิยาย  ที่จะทำให้ผู้ชมได้  ร่วมสนุกไปกับนวนิยาย  ได้เรียนรู้ โลกในนวนิยาย  ได้รู้จัก สภาพสังคม วิถีชีวตของผู้คนในยุคสมัยนั้นผ่านทางตัวละคร และเรื่องราวในเรื่อง


           สลับด้วยช่วงพิเศษ ขอโทษทีที่ผมจำชื่อช่วงไม่ได้แล้ว  แต่ช่วงหนึ่งเป็นการสัมภาษณ์ นักเขียนรุ่นใหม่ถึงแรงบันดาลใจ ที่ทำให้กลายมาเป็นนักเขียน   กับอีกช่วง  เป็นการนำเสนอว่า  หนังสือได้เป็นแรงบันดาลใจให้เราต่อยอดไปในทิศทางใดได้อีก  

        
           บอกได้ว่า นี่เป็นรายการที่ "ดูแล้วอิ่มใจ"  มากที่สุด  ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ  ปลุกไฟฝันให้ลุกฮือขึ้นอีกครั้ง    ดูแล้วรู้สึก  "รักนักเขียนไทย"  ยิ่งขึ้นอีก  รู้สึกว่า  นวนิยายแต่ละเรื่องมันคือ ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์ที่ล้ำค่า  ดูแล้วนึกอยากจะไปตามล่าหาหนังสือ "เจ้าพ่อ เจ้าเมือง" เอามาอ่านอย่างเร็วพลัน  เพื่อ "ซึมซับ" ข้อมูลที่ได้รับจากรายการนี้  ให้สมกับที่ผู้เขียน  ตั้งใจนำมาเขียนให้พวกเราได้อ่านกัน
          นี่ เป็นรายการที่  บรรดา หนอนหนังสือ คนรักการอ่าน น่าจะได้ชมกัน  และที่อยากจะให้ได้ดูกันมากๆก็คือ บรรดา เด็กและเยาวชน  ที่จะได้ประโยชน์  ได้แรงบันดาลใจจากแรงการนี้เยอะมาก  ถ้าได้ดู  ผมเชื่อว่า เด็กไทย จะรักการอ่านมากขึ้นแน่นอน


           ความดีของเนื้อรายการ ทำให้ผมต้องรอดูตอนเครดิตท้ายรายการ เพื่อจะดูว่า  ใครเป็นคนจัดรายการนี้  พอเห็นว่าเป็น "สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย" ก็เลยไม่แปลกใจ  นั่นเอง ถึงได้ทำรายการได้"เข้าถึง"อย่าง  โลกนักอ่านได้อย่างน่าชื่นชม


           เห็นความดีของรายการนี้แล้ว บอกตามตรงว่า ผมไม่แน่ใจว่า รายการนี้จะอยู่ไปได้นานขนาดไหน  เพราะเท่าที่ผ่านมา  "รายการ(เนื้อหา)ดี  มักไม่คงทน"    รายการดีมักจะมีภูมิต้านทานบกพร่อง  อยู่ได้ไม่เท่าไหร่ ก็มักจะร่วงผลอยไปจากผังรายการในเวลาอันรวดเร็วเสมอ


           ก็ได้แต่หวังว่า  รายการ  "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน"  จะมีชีวิตอยู่ยืนยาว  ทันให้  เด็ก และ เยาวชนไทยได้ดูกันก่อนนะครับ  
            ผู้ดำเนินรายการคือ คุณคมสัน นันทจิต  โดยรวมเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี  หน้าไม่ช้ำสำหรับงานพิธีกร  แต่ถ้าจะให้แนะนำ  รายการที่มีเนื้อหาสาระเช่นนี้  ก็น่าจะได้ ผู้ดำเนินรายการ  มาเป็น "แรงดึงดูด"  มากกว่านี้อีกหน่อย


           ถ้าเป็นผม  ผมจะใช้วิธี  เปลี่ยนตัวพิธีกรไปเรื่อยๆทุกเทป   โดยคัดเลือกจาก  นักแสดงที่ชื่นชอบนักเขียนท่านนั้นเป็นพิเศษ   เพื่อมาช่วย "เรียกคนดู"เพิ่มขึ้น มาทำหน้าที่สลับกันไป เช่น
           ผมจะเลือก คุณตุ้ย -ธีรภัทร สัจจกุล หรือ คุณอุ้ม - สิริยากร พุกกะเวส  มาแนะนำหนังสือ "สี่แผ่นดิน" ของ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เพราะทั้งสองท่านล้วนชื่นชอบผลงานเขียนของ หม่อมคึกฤทธิ์ และเคยแสดงในละคร "สี่แผ่นดิน" มาแล้ว

            เลือก "คุณคาร่า พลสิทธิ์"  มาแนะนำหนังสือ "ข้างหลังภาพ" ของ ศรีบูรพา  เพราะเธอเคยรับบท ม.ร.ว.หญิงกีรติ ตัวละครใน "ข้างหลังภาพ" มาแล้ว
            วิธีนี้ ทีมงานอาจต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีกหน่อย   แต่รับรองว่า จะได้ผลลัพธ์ที่ดี ในการทำให้รายการ "มีสีสัน" ขึ้นอีก  ถือเป็นการ "พบกันครึ่งทาง"  ระหว่าง "คุณภาพ" กับ "ตลาด"  เหมือน  "ยา" ที่ต้องเคลือบสีสันเพื่อดึงดูดเด็กๆ  โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนยุคใหม่


           ที่อยากจะแนะนำอีกประการคือ อยากให้รีบนำผลงานเด่นๆของ "นักเขียนอาวุโส"  มานำเสนอเป็นการด่วน  ในวันที่ท่านยังอยู่  เพราะผมได้ดู  คุณอาจินต์ เล่าเรื่องราวในอดีตแล้ว  รู้สึกดีมากๆ  กับการที่ได้ยินได้ฟัง ผู้เขียนมาเล่าเรื่องราว "เบื้องลึก เบื้องหลัง"  ด้วยปากของท่านเอง  ให้ความรูสึกเหมือน ผู้เฒ่าผู้แก่  เรียกลูกๆหลานๆมาล้อมวง แล้วนั่งเล่าประสบการณ์ในอดีตให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน   
            รีบซะ... ก่อนที่จะสายเกินการณ์  !!!

           และนักเขียนที่อยากให้นำเสนอผลงานของท่านคือ  พนมเทียน  (เพชรพระอุมา  นวนิยายผจญภัยสุดคลาสสิคขวัญใจนักอ่านทุกเพศทุกวัย) , ทมยันตี ( เทพแห่งนิยายโรแมนติก  กับผลงานอย่าง  คู่กรรม,ทวิภพ- เตรียมจัดหนักด่วน เพราะละครใกล้ออนแอร์แล้ว), กฤษณา อโศกสิน(  เทพแห่ง นิยายแนวสะท้อนชีวิตลูกผู้หญิง  ชอบหลายเรื่อง  แต่ "หลงไฟ" หรือ" กระเช้าสีดา"  น่าจะเข้ากับ ยุคสมัย "เรยา เรืองอำนาจ) ,โบตั๋น (  เจ้าแม่นิยายสะท้อนชีวิตคนรากหญ้ามหาชน  เด่นที่สุดคือ   ผู้หญิงคนนั้นชื่อ บุญรอด), ประภัสสร เสวิกุล (อำนาจ - น่าจะเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้มาก),  คำพูน บุญทวี ( เจ้าพ่อนิยายชีวิตอีสาน  เด่นที่ ลูกอีสาน) , วิมล ไทรนิ่มนวล (คนทรงเจ้า)   เป็นตัวอย่าง  
       
         ความจริง ผมเคยคอลัมน์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันนี้ในนิตยสาร กุลสตรี มาแล้ว  ที่ให้นักเขียนมาบอกเล่าถึง ตัวละคร ในนวนิยายที่เป็นงานเขียนของตัวเอง  ที่ผมยังเคยนึกชมว่า  เข้าใจคิดดี  และรายการ  "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน"  ก็เป็นเหมือน นำเอาคอลัมน์นั้น มานำเสนอในรูปแบบรายการทีวี  ทำให้น่าสนใจขึ้นอีก   

        รายการ "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน"  ดำเนินรายการโดย   สันต์ นันทจิต  ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.30น.  ออกอากาศซ้ำอีกครั้ง  ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.30น.   
        ชมซะ... !  แล้วคุณจะได้ค้นพบ "เพชรแห่งวรรณกรรมไทย" ที่เลอค่ายิ่ง.

    ที่มา
    http://www.siamrath.co.th/web/?q=node%2F80301


             
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    Rising of WRITER : อีกครั้ง...และอีกครั้งหนึ่งที่เจอกัน//โดย : วีรภัทร บุญมา
    (03 Aug 2011 19:44:39 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1985
    หลังจากที่หายไปจากบรรณพิภพ กว่า 13 ปีเต็ม วันนี้ WRITER กลับมาอีกครั้งด้วยความตั้งใจของสามนักเขียนหนุ่ม บินหลา, นรา และวรพจน์


    เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา 'ร้านหนังสือเดินทาง' ย่านผ่านฟ้าดูคับแคบไปถนัดตา เมื่อบรรดาสื่อมวลชนและเหล่าเพื่อนพ้องวงการนักเขียนมารับขวัญและแสดงความ ยินดีกับการคลอดอย่างเป็นทางการของนิตยสาร WRITER อย่างอบอุ่น
     สาม บรรณาธิการหนุ่มเปิดเผยความเป็นมาของ "ลูก" ที่กำลังนอนอยู่บนโต๊ะดูปลาตะเพียนสานอย่างเพลิดเพลิน  - ในความรู้สึก WRITER ไม่ต่างจากลูกของพวกเขา
     ความแตกต่างจาก WRITER รุ่นก่อนของบรรณาธิการ ขจรฤทธิ์ รักษา และ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งหายไปจากแผงหนังสือบ้านเราตั้งแต่ กรกฎาคม ปี 2541 วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เปรียบเทียบให้เข้าใจชัดเจนว่าเสมือนการทำไข่เจียว องค์ประกอบหลักๆ คงไม่ต่างกันมี ไข่ กระทะ น้ำมัน แต่สุดท้ายไข่เจียวที่สำเร็จออกมาย่อมไม่เหมือนกันเพราะรายละเอียดต่างๆ มากมาย คนทำหนังสือรุ่นหนึ่งย่อมต่างจากรุ่นหนึ่งอย่างแน่นอน
     ส่วน นรา - พรชัย วิริยะประภานนท์ เล่าเสริมว่า "เราก็เอา WRITER เก่า ๆ มาดูว่า จุดเด่นจุดแข็งอยู่ตรงไหน บางอันที่มันแข็งแรงอยู่แล้วเราก็ปรับเอามาใช้ เรามองว่าโดยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ควรจะมีอะไรใหม่ๆ คือจะบอกว่ามันคงไม่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่มันอาจจะเปลี่ยนหน้าตาจากเดิม มันก็เป็นเรื่องของเวลา"
     แม้ยังไม่เปิดดูเนื้อในแค่เห็นรายชื่อนักเขียน ประจำก็รู้ว่าน่าอ่านเพียงใด เพราะนักเขียนแต่ละคน นักอ่านบ้านเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ชาติ กอบจิตติ, ประภาส ชลศรานนท์, แดนอรัญ แสงทอง, ศุ บุญเลี้ยง,โตมร ศุขปรีชา, ปราบดา หยุ่น และนักเขียนฝีมือดีอีกหลายคน

    Tune in ที่ ทูนอิน
     นับแต่การจากไปของ พญาอินทรี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่วงการวรรณกรรมไทยเคารพเชิดชู  ครั้งนั้น..นักเขียนหนุ่มทั้งสามก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน บินหลา สันกาลาคีรี ในฐานะบรรณาธิการหนังสืองานพระทานเพลิงศพ ได้ นรา - พรชัย วิริยะประภานนท์ และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ มาช่วยงาน เมื่อเสร็จภารกิจและต้องกลับกรุงเทพฯ ระยะทางและเวลาบนรถจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ WRITER ได้กลับมาสู่ผู้อ่านอีกครั้ง
     "ผมสามคนเจอกันตอนคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์เสีย เราก็ไปงานศพ ก็เจอกันที่นั่นที่เชียงใหม่ แล้วก็ติดรถกลับกรุงเทพด้วยกัน ต้อ (บินหลา) เขารับภาระเป็น บก. ทำหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ ตอนที่เขาทำหนังสือเล่มนี้ ผมกับวรพจน์ก็เข้าไปช่วย ก็พบว่ามันเป็นการทำงานที่น่าประทับใจมาก คือสนุกมาก
     เราแต่ละคนไม่เหมือนกัน พอมาทำงานด้วยกันเขามีบางอย่างที่เราไม่มี มันทำแล้วก็เหมือนได้เรียนรู้กัน ต้อเขามีไอเดียเรื่อง WRITER ทั้งแง่ชวนคนอื่นมาทำ ท้ายที่สุดไม่มีใครทำ เขาก็เลยตัดสินใจทำเอง ก็ชวนกันมาทำ" นรา เล่าถึงการคุยกันครั้งนั้น
     การ ทำนิตยสารสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่าย และใช่ว่าตอนแรกทั้งสามจะเห็นพ้องต้องกันเสียทุกเรื่อง แต่เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว สุดท้ายข้อจำกัดต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องฝ่าข้ามไป เพื่อให้นิตยสารเล่มนี้ได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง
     "...มันไม่เหมาะหรอก ที่จะมาทำ ถ้าโดยเหตุผลในความเป็นจริง เมื่อเขาอยากมีและเราเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้อง ก็คือว่าเห็นความตั้งใจเขาแล้ว อย่างที่พูด มันต้องช่วย คือเราจริง ๆ อยู่ฝ่ายค้านมาตลอด ไม่อยากให้ทำเลย
     ทุกคนมีงานอยู่แล้ว เอ็นจอยดีกับงานของตัวเองที่ทำอยู่ เต็มเวลาด้วย กำลังสบายน่ะ มีความสุขกับงานของตัวเอง นั่นข้อที่ 1 ข้อที่ 2 การทำธุรกิจแม็กกาซีนมันบิดเบี้ยว ต้นทุนมันสองร้อยแต่มันขายได้ร้อยเดียวอย่างนี้ คือโครงสร้างมันผิดจากพอคเก็ตบุ๊ค ต้นทุนมา 50 บาทขาย 80 บาท มัน logic แต่แมกกาซีนไม่ใช่อย่างนั้น ต้องมีโฆษณา แต่ในกลุ่มไม่มีใครถนัดเรื่องโฆษณาสักคน เรามีประสบการณ์มาจากการทำ 'open' เพราะฉะนั้นในความเห็นเราทำยังไงก็เจ๊ง แมกกาซีนน่ะ ถ้าเราไม่มีองค์ประกอบทีมงานของเราที่ทำธุรกิจอย่างจริงจัง อย่างเต็มตัว พวกเรามีแต่นักเขียน แต่เอ้า เราก็พูดไปอะไรไป อธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง ฟังเหตุผลข้อดีข้อเสีย
     คือเราทำหนังสือมาทั้งชีวิตอยู่แล้ว ทำ 'GM' ทำ 'open' มา ก็ได้รับคำตอบว่า หนังสือทุกเล่มคือการเกิดของมนุษย์ เราเกิดมาเพื่อตายอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องความตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่เรามาคิดกันว่าในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่เราจะทำมันยังไงให้มีคุณค่ามาก ที่สุด โอเคเราไม่ได้ทำหนังสือเพื่อที่จะตาย เราอยากให้มันนานเท่าที่จะอยู่ได้นั่นแหละ เพียงแต่ไม่ต้องไปแคร์มันมากเรื่องความตาย ก็นี่แหละ พยายามหารูปแบบ วิธีการว่าทำยังไง" วรพจน์ เล่าที่มาก่อนล่มหัวจมท้ายครั้งนี้

    "มึงเอาไป !" น้ำใจที่ไหลมา
     ย้อนไป 2 ปีที่แล้ว บินหลา เดินทางไปหา ขจรฤทธิ์ รักษา บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสาร WRITER ที่บ้าน ถามว่าจะเป็นอะไรไหมหากเขาจะเอานิตยสารในตำนานหัวนี้กลับมาทำใหม่ ซึ่งก็ได้รับการยินยอมด้วยดี
     "มึง เอาไป !" คือประโยคสั้น ๆ ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวขณะยื่นภาพวาดสีน้ำมัน สุนทรภู่ นั่งลอยเรือปากคลองบางกอกน้อยฝีมือ อุกฤษณ์ ทองระอา ช่างวาดประจำ WRITER ในยุคแรกให้วรพจน์ เพื่อนำไปขายสมทบทุน เหมือนกับทุกคนในวงการที่เอาใจช่วยและล้วนอยากเห็น WRITER กลับมาอีกครั้ง ทั้งช่วยด้วยกำลังทรัพย์ และกำลังกาย เหมือนจะบอกสามบรรณาธิการเป็นเสียงเดียวกันว่า "มึงเอาไป !"
     "ก็ 100 เปอร์เซ็นต์เลยนะ ยินดี อยากเห็น อยากช่วย เชิญใครทำอะไรก็ได้รับการช่วยเหลือได้รับการร่วมมือที่ดีมาก ทุกคนอยากเห็นมันน่ะครับ แล้วเขาก็รู้ว่ามันยาก ทำยังไงก็ไม่รวยหรอก มันชัดเจนเราไม่ได้เอาธุรกิจเป็นตัวตั้ง มีประโยชน์ เราทำอะไรที่มีประโยชน์มันก็ดี" หนึ่ง - วรพจน์ เล่าความประทับใจ เช่นเดียวกับ บินหลา ที่ได้พบกับน้ำมิตรจากเพื่อนในวงการที่ยินดีมาร่วมเขียนคอลัมน์
     "เราคุย ด้วยตัวเอง ใช้เวลาประมาณปี ในการพูดคุยในการถาม ว่ายินดีที่จะมาช่วยกันทำไหม ทุกคนยินดี จริง ๆ แล้ว หลายท่านนะครับ เราสามารถพูดได้เลยว่าถ้าไม่ใช่เรื่องของน้ำใจ ไม่มีทาง"
     บินหลาเชื่อ มั่นว่านิตยสารเล่มนี้จะต้องอยู่ได้ แม้การทำนิตยสารต้องอาศัยทุนจำนวนมาก งานนี้ WRITER ได้รับการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ส่วนหนึ่งก็คือ มูลนิธิวานิช จรุงกิจอนันต์ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง ส่วนที่สองคือหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมร่วมสมัย และจากการเปิดรับสมัครสมาชิกล่วงหน้ากว่า 3 เดือนในวันที่ 2 เมษายนที่งานสัปดาห์หนังสือฯ ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี มีผู้อ่านไว้วางใจกว่า 200 คน ทำให้ได้เงินจากค่าสมาชิกราว 2 แสนบาทมาช่วยสมทบอีกแรง คำนวณประมาณไว้ว่าใน 2 ปีใช้เงินทุนประมาณ 3 ล้านบาท บริหารหมุนเวียนให้ดีคิดว่าอยู่ได้ในความเป็นจริง "ตอนนี้เรามีอยู่ประมาณ 1 ล้านบาทแล้ว"  ต้อ - บินหลา เปิดเผยสั้นๆ แล้วเว้นเงียบไป
     "ผมคิดว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่จะช่วยจ่ายส่วนที่เหลือ" ตบเท่านั้นเสียงหัวเราะก็ดังคับร้าน
     
    โลกนักอ่าน - บ้านนักเขียน -โรงเรียนนักฝัน
     คำขวัญของ WRITER บ่งบอกแนวทางและความชัดเจนที่จะทำเพื่อคน 3 กลุ่ม "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน โรงเรียนนักฝัน" ซึ่งคำขวัญนี้จะเตือนตัวนิตยสารเองเสมอ และเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ตระหนักถึงสิ่งที่ "นักเขียน" ต้องการสื่อสาร
     "หนังสือ แนวนี้มันจำเป็น มันเป็นตัวเชื่อมที่จะพาผู้อ่านไปสู่วรรณกรรม วรรณกรรมบางอย่างมันต้องอธิบาย ต้องมีสัมภาษณ์นักเขียน มีบทวิจารณ์ ถ้าคนเดินไปร้านหนังสือเลยมันห่างไกลกันเกิน ไม่มีตัวเชื่อม แต่ถ้ามีแมกกาซีนนี้มันเป็นตัวเชื่อมที่ดีมาก ๆ ถ้าในสังคมมีหนังสืออย่างนี้ได้มันเป็นข้อดี แล้วตอนนี้มันไม่มี ก็เป็นโอกาสที่ดี" วรพจน์ แสดงความเห็น
     นอกจากการเป็นตัวเชื่อมระหว่าง นักอ่านและนักเขียน การวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อวงการศิลปะ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการวรรณกรรม วรพจน์คิดว่า เมืองไทยยังมีปัญหาเยอะเพราะผ่านมาการวิพากษ์วิจารณ์น้อย และชอบทำในที่ลับ เป็นการนินทาในวงเหล้า ยังขาดการสนับสนุนการวิจารณ์อย่างเปิดเผย แบบนำข้อมูลมาคุยกัน ถกเถียงกัน ซึ่งหากทำเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ได้แข็งแรงก็จะนำไปสู่การสร้างงานที่ดี และ WRITER จะมาเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อยกระดับงานเขียน บินหลาให้รายละเอียดในจุดนี้ว่า
     "ยก ตัวอย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งใน WRITER เราลงเรื่องสั้น พร้อมกับบทวิจารณ์เรื่องสั้น หนึ่งก็คือผู้อ่านได้อ่านเรื่องสั้นแล้วเกิดคำวิจารณ์ของตัวเองขึ้นมาก่อน สองผู้อ่านจะได้อ่านคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ซึ่งลงตีพิมพ์พร้อมกันเลยไม่ต้อง ไปรอเล่มหน้า แล้วผู้อ่านก็จะสามารถวิจารณ์บทวิจารณ์นั้นได้อีกทีหนึ่งในใจของผู้อ่านเอง ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์นั้น เรื่องพวกนี้ผมคิดว่าจะทำให้โลกของการวิพากษ์วิจารณ์มีการแตกประเด็นขึ้นมา เหมือน reaction ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ไม่ต้องรอเดือนหน้า"
     "โลกศิลปะ มันมีนิดเดียว หัวใจของมันก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ ศิลปะขาดการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะว่ามันจะไม่เติบโต เมื่อมีพื้นที่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ มีพื้นที่ให้รับรู้ ผมคิดว่าใครๆ ก็อยากให้มี" บินหลามั่นใจเช่นนั้น
     สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นนักเขียน ต่อไป WRITER จะเป็นอีกเวทีที่เปิดโอกาสให้ผ่าน "ตลาดนัดต้นฉบับ" บรรยากาศเหมือนสภากาแฟที่เป็นแหล่งชุมนุมของคนวรรณกรรมจะมานั่งจิบกาแฟ และดูต้นฉบับใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการหาสถานที่เหมาะๆ ทำให้เป็นรูปธรรม
     "อย่างที่บอกที่นี่คือโรงเรียนนักฝัน เพราะฉะนั้นนักอ่านก็มีสิทธิ์ที่จะเรียนแล้วก็สามารถส่งการบ้าน หรือจะแลกเปลี่ยนความเห็น เราเตรียมพื้นที่ไว้ตีพิมพ์งานเขียนของนักเขียนหน้าใหม่ที่ส่งมา"
     และ สำหรับนักอ่านมีส่วนที่พิเศษที่จะแนะนำหนังสือ ซึ่ง บินหลา บอกว่าจะไม่เหมือนกับเล่มอื่นๆ แน่นอน เพราะจะเป็นหนังสือที่กองบรรณาธิการอ่าน คัดสรรด้วยตัวเองอย่างดี จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับจากผู้อ่าน มียอดขายดี แต่อีกส่วนที่สำคัญคือหนังสือดีที่วัดจากรสนิยม คุณค่าที่ได้จากการอ่านเป็นสำคัญ และเขายังให้ทรรศนะเกี่ยวกับร้านหนังสือบ้านเราไว้อย่างน่าสนใจ
     "ผมไม่ เชื่อว่าอ่านหนังสือแล้วดี ผมปฏิเสธ เหมือนใครบอกว่ากินข้าวแล้วดี กินยาแล้วดี ข้าวอะไร ยาอะไร ยาหรือยาพิษก็ไม่รู้ กินข้าวขาหมูก็ไม่ดี หนังสือก็เหมือนกัน หลายปีมาแล้วที่ผมพบว่าร้านหนังสือหลายร้านมีขยะมากกว่าหนังสือ ซึ่งผมว่าเป็นปัญหาของไทย"
     
    2 ปีสร้าง 2 ปีส่ง
     โครงการ ที่จะทำต่อไปของสามบรรณาธิการคือการทำเว็บไซต์ WRITER MAGAZINE ภาคภาษาอังกฤษเพื่อให้งานของนักเขียนไทยจะไปสู่สายตานักอ่านทั่วโลก พร้อมทั้งไม่หยุดที่จะพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ยินดีรับฟังคำวิจารณ์ ติชม จากนักอ่านทุกคน เพื่อให้ WRITER เป็นนิตยสารที่ลงตัวที่สุด
     และเมื่อครบระยะเวลา 2 ปี พวกเขาก็จะส่งต่อไปให้บรรณาธิการคนใหม่มารับช่วงต่อ !
     "วัน หนึ่งยังไงก็ต้องกลับไปเขียนหนังสือ อาจจะเป็นว่า 2 ปีอาจจะพอลงหลักปักฐาน พอจะสร้างอะไรได้ แค่ 6 เดือน 3 เดือนก็คงน้อยไป ถ้า 5 ปีก็ไม่เอาล่ะ อยากไปเขียนหนังสือ คือปีแรกพอครบปีแล้วตั้งใจไว้ว่าจะประกาศรับ บก. คนใหม่เลย อยากมาคุย อยากมาลองดูแนวทางถ้าเกิดใครที่จะทำต่อพร้อมที่จะส่งให้เลย" และ วรพจน์ เองบอกว่าอาจจะไม่ได้นั่งเป็นบรรณาธิการถึง 2 ปี แต่ไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่ใกล้ ๆ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือ หากมีเวลาโอกาสเหมาะก็จะมาช่วยสัมภาษณ์ "ตัวเราเป็นสื่อมวลชน เป็นนักสัมภาษณ์ เราก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาเราทำงานสัมภาษณ์ให้อุตสาหกรรมอื่นมาเยอะแล้ว ไปทำข่าวธุรกิจ ข่าวการตลาด ทำเรื่องภาพยนตร์ ทำเรื่องเพลง เรื่องศิลปะ ครั้งนี้มันก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ได้ไหมล่ะ ทำเพื่อบ้านของเรา เพื่อสังคมการอ่านการเขียนของเรา"
     ในฐานะบรรณาธิการทุกคนเต็มที่กับ ครั้งนี้แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปี นราเชื่อว่าในฉบับเดือนต่อๆ ไปจะดีขึ้น สำหรับทุกคน การทำงานครั้งนี้เหมือนได้เข้าโรงเรียน และติวเข้มตัวเองไปในตัว
     "แต่ละคนอย่างบินหลา วรพจน์ หรือผม ลึกๆ เราเป็นคนเขียนหนังสือมากกว่าเป็นคนทำหนังสือ แต่ละคนก็มีฝันส่วนตัวว่าอยากจะเขียนอะไร ฉะนั้นการทำหนังสือระยะยาวต่อเนื่องตลอดไป มันไม่ใช่ความฝัน มันเป็นแค่ฝันหนึ่ง เราก็กะจะทำกันช่วงเวลาหนึ่ง
     ถึงเวลาจริงๆ แล้วแต่ละคนก็ต้องไปเขียนเรื่องของตัวเอง การที่มาทำเล่มหนึ่งร่วมกันในระยะยาวก็ถือว่าเป็น "โอกาสทอง" ว่าอย่างนั้นเถอะ 2 ปีกำลังพอดี แล้วก็เชื่อว่าระหว่าง 2 ปีคงได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับการแยกไปทำงานของแต่ละคน"
     นั่นหมายความว่าหากไม่มีใครเข้ามารับช่วง WRITER ก็จะหายไปอีกครั้ง ?
     "ก็เป็นไปได้ อยู่ที่ว่าเราทำงานให้มันมีพลัง มีค่าพอที่จะให้คนหนุ่มสาวมาจับรับไม้ต่อหรือเปล่า แต่เราเชื่อว่า กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี หรอกครับ" นั่นคือสิ่งที่ วรพจน์ เชื่อ
     และเชื่อว่าคนอ่าน-คนเขียน บ้านเราทุกท่านก็คงหวังและเชื่อเช่นกัน...ขอให้โชคดี (อีกครั้ง)

    ที่มา กรุงเทธุรกิจออนไลน์
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 05:00

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    "อ่าน เขียน เรียน คิด" ค่ายหินๆ ปั้นดินเป็นดาว//โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (03 Aug 2011 19:39:10 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1985
    หนุ่มสาวหน้าใสวัยละอ่อนกว่า 50 ชีวิต ตบเท้าเดินทางเพื่อร่วมโครงการ "อ่าน เขียน เรียน คิด" ด้วยความฝันเดียวกันคือ "เป็นนักเขียน"

    ค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด" เป็นค่ายเยาวชนนักเขียน จัดโดยมูลนิธิซิเมนต์ไทยครั้งแรกในปี 2552 ถือเป็นโครงการต่อยอดโครงการ 'รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย' (Young Thai Artist Award) สาขาวรรณกรรม
     โดย ในครั้งที่ 3 นี้ ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีใจรักการเขียนส่งผลงานเข้าคัดเลือกร่วมโครงการ โดยคัดสรรผลงานจากหลักร้อยเหลือเพียงหลักสิบผสมผสานกับผู้ผ่านเข้ารอบรางวัล ศิลปะเพื่อเยาวชนไทยสาขาวรรณกรรม มาอบรมบ่มเพาะให้เป็นกำลังหลักของวงการวรรณกรรมไทยต่อไป
     ในความหลากหลาย ย่อมมีสิ่งต่าง เฉกเช่นปัจจุบัน ที่ค่ายนักเขียนหรือค่ายวรรณกรรมแข่งกันผุดขึ้นราวดอกเห็ดในป่าดิบชื้น บางค่ายคือ "ตัวจริง" ในขณะที่หลายแห่งคือ "ของปลอม" แต่ในสายตานักคิดนักเขียนแล้ว คงจะไม่มีใครปฏิเสธเลยว่าค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด" จะต้องเป็นหนึ่งในกลุ่ม "ตัวจริง" อย่างแน่นอน เพราะมุ่งเน้นให้เยาวชนสามารถสร้างสรรค์งานเขียนได้จริงๆ  โดยวิทยากรประจำฐานต่างๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฐานนิยาย โดยชมัยภร แสงกระจ่าง และบัญชา อ่อนดี ฐานกวี โดยไพวรินทร์ ขาวงาม และศักดิ์สิริ มีสมสืบ  และฐานเรื่องสั้นโดยขจรฤทธิ์ รักษา และเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ซึ่งวิทยากรจะสอนตั้งแต่พื้นฐานกระบวนการคิดไปจนถึงกลวิธีส่วนบุคคลที่ล้วน แต่เป็นประโยชน์ต่อนักเขียนรุ่นใหม่ที่จะเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่รุ่นน้าได้ใน เร็ววัน
      และนอกจากกิจกรรมเข้าฐานหลักๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมซึ่งอื่นๆ เสริมอีก ทั้งการสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการรับรู้แนวคิดจากนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่มักเป็นต้นแบบแก่นักเขียนรุ่นใหม่หลายๆ คน เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ชาติ กอบจิตติ ทองแถม นาถจำนง สกุล บุณยทัต และจรูญพร ปรปักษ์ประลัย
     เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ กวีซีไรต์และหนึ่งในวิทยากรของค่ายนี้เผยว่า "ค่ายนักเขียนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก่อนก็ได้แต่ทำค่ายนักเขียนระดับต้นๆ กว้างๆ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีค่ายนักเขียนที่ยกระดับ คัดเลือกใครที่มีแววจริงๆ ก็คัดกันมาอีกระดับหนึ่ง เป็นการจัดทำเนียบค่ายขึ้นมา และมีค่ายหลากหลายขึ้น การเข้ามาค่ายก็ดีตรงที่ได้รู้จักกันมากขึ้น ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้มาพบปะนักเขียน ที่มีบทบาทอยู่จริงๆ รุ่นพวกผมไม่มีโอกาสแบบนี้
     ค่ายไม่ใช่การมาวัดฝีมือ เราต้องมาฝึกมาทดลองความสามารถให้ปรากฏ ไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน ไม่ใช่เรื่องการประกวด นี่คือข้อดีของค่าย"
     ด้าน สกุล บุณยทัต พูดถึงค่ายนี้ด้วยว่า "ค่ายนักเขียนเคยเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นความหวัง เคยเป็นแรงปรารถนาให้มี เพราะอย่างน้อยค่ายนักเขียนจะสร้างโครงสร้างของความคิด โครงสร้างของการเป็นนักเขียนที่แท้ เราหวังอย่างนั้น ทุกคนที่เป็นนักเขียนในบ้านเราก็แปลกประหลาดมากว่าเราไม่ได้เรียนการเขียนมา โดยตรง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรมีนักเขียนมากมาย พวกเขาส่วนใหญ่จบจิตรกรรม ซีไรต์สามคนจบจิตรกรรม ผมเรียนคณะอักษรศาสตร์ นักเขียนที่จบจากภาษาไทยแทบจะไม่มีเลย ค่ายนักเขียนจึง เป็นภาพรวมของทั้งหมด เมื่อเราแนะนำตัวจะได้ความหลากหลายในนี้ แต่หัวใจของการอยากเขียนเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ อยากเขียน อยากวิจารณ์ อยากพูด อยากอ่าน เป็นสัญชาตญาณ
     ถ้าเราพูดกันตรงไปตรงมา ปัจจุบันมีค่ายที่ไม่จริงเยอะ ค่ายที่มีความจริงอยู่น้อยมาก แต่นั่นก็คือเงื่อนไขของสถานการณ์ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาก ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมากในเงื่อนไขนี้ แม้แต่กระทรวงบางกระทรวงที่รับจัดค่าย รากฐานจริงๆ ก็ไม่มีความรู้ ประเทศไทยเศร้าตรงนี้แหละ
     แต่อย่างน้อยที่สุด เรามองในแง่ดี มันก็ทำให้เกิดกระแส ถ้าไม่พอใจค่ายนี้ก็ไปต่อค่ายนู้น ในความไม่มีอะไรอาจจะมีอะไรขึ้นมา"
     ส่วน ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ และเจ้าของรางวัลดับเบิลซีไรต์กล่าวเสริมว่า "มองในแง่หนึ่งก็ดี ดีในแง่ที่ช่วยกันทำ อย่างน้อยคนที่สนใจ คนที่มา เขาก็มีคนที่มีประสบการณ์แนะนำ ดูในแง่ดีมันก็ดี แต่ค่ายก็เป็นแค่ผู้ชี้แนะ ที่จะเป็นได้จริงๆ ก็คือตัวเขา เหมือนกับนักมวย ถ้าจะเก่งจะเก่งด้วยตัวเองเป็นเบื้องต้นก่อน พี่เลี้ยงแค่บอกเทคนิคอะไรนิดๆ หน่อยๆ ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นเรื่องดีที่ทำค่ายนี้ เราไม่ได้ทำบาปกรรม เราทำดี"
     ในฐานะผู้เข้าค่าย อนุวัฒน์ แก้วลอย ครูหนุ่มวัย 25 ปี อาศัยช่วงที่โรงเรียนบ้านกระโพ จ.สุรินทร์ โรงเรียนต้นสังกัดปิดภาคเรียนมาร่วมโครงการ และได้เล่าว่า "เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างแรงบันดาลใจในการเขียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีนักเขียนคนใดเขียนได้ในมุมมืด โดยที่ตัวเองไม่เปิดโลกทัศน์ออกมา ค่ายจึงเหมือนกับจุดประกายให้กับคนเขียนได้มาสร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน ได้มาแลกเปลี่ยน ได้มาดูโลก ที่สำคัญ คือได้ทบทวนตัวเองไปด้วย ค่ายจึงเป็นส่วนสำคัญ ยิ่งเป็นค่ายนอกพื้นที่ การเดินทางก็จะเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีมากๆ"
     อีกคนหนึ่งคือ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ นักศึกษาหนุ่มลูกแม่โดม ก็เปิดเผยด้วยว่า "ผมอยากมาเจอเพื่อนๆ ที่เราเห็นว่าเขียนหนังสือ และสนใจการเขียนหนังสือเหมือนกัน อยากมาเจอวิทยากร หลายคนเราไม่ได้เจอ พอมาค่ายนี้ก็ได้เจอ และได้เรียนรู้เพิ่มเติมมากมาย
     การจัดค่ายนักเขียนเป็นการสนับสนุนส่ง เสริม และเป็นการเปิดโอกาสผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ร่วมกัน ที่ผมเข้ามาเขียนหนังสือ เพราะตอนแรกก็มาค่ายนักเขียนเหมือนกัน ตอนแรกก็ไม่เคยรู้ว่าเขียนยังไง แต่พอมาค่ายได้ฟังวิทยากรเขาแนะนำ เราก็รู้ว่าจะไปปรับของเรายังไง ได้ฟังคำวิจารณ์ แล้วเอาไปใช้ ผมว่าดี ทำให้คนที่อยากเขียนมีโอกาสได้ก้าวเข้าสู่วงการนี้ง่ายขึ้นกว่าไม่มีค่าย เลย"
     
     เมื่อนักเขียนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋า มาพบปะกับนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงสูง แน่นอนว่าช่องว่างแห่งวัยย่อมเกิดขึ้น ทว่าคงเป็นเพียงรอยต่อเล็กๆ ที่มีงานวรรณกรรมเป็นดั่งสะพานเชื่อมคนสองวัยใจสองดวงให้ผสมกลมกลืน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่านตัวอักษรและถ้อยคำสนทนา
     ในทัศนะของรุ่น ใหญ่อย่างชาติ กอบจิตติ นักเขียนรุ่นใหม่ก็คือพลังที่น่าจับตามอง "โดยหน้าที่หรือไม่ก็ตาม แต่โดยงาน มันเป็นการบันทึกสังคมในยุคที่พวกเขายังเขียนหนังสืออยู่ แต่โดยสภาพบ้านเมือง โดยฉาก ก็แตกต่างกันอยู่ ในแง่ของการเขียน คติต่างๆ พวกเขาก็พัฒนาต่อไป เหมือนงานศิลปะนั่นแหละ พวกเขาก็คลี่คลายไปเอง แต่ในแง่ของการเกิด การมีเรื่องลงตีพิมพ์ สมัยนี้อาจจะยากกว่าสมัยก่อน เพราะสมัยก่อนสื่ออาจจะเยอะ สื่อเยอะหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์เยอะ เดี๋ยวนี้มีสื่ออื่นมากกว่า สิ่งพิมพ์จึงลดหน้าที่ด้านวรรณคดี ด้านวรรณกรรมลงไป คิดว่านักเขียนค่อนข้างจะเกิดลำบากเพราะว่าเวทีมันน้อย" เขากล่าว
     ด้านสกุล บุณยทัต นักเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว นักวิชาการ และนักวิจารณ์ เล่าถึงสิ่งที่สัมผัสได้จากนักเขียนรุ่นใหม่และฝากด้วยไมตรีจิตว่า
     "นัก เขียนรุ่นใหม่ๆ ก็มีพลัง มีความหวัง มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานได้มาก นั่นหมายถึงงานที่สามารถเผยแพร่ได้เลย กลวิธีใหม่ๆ ในการผลิตก็มาก กลวิธีในการเรียนรู้ การโอบอุ้มช่วยเหลือ ในแง่การพัฒนาการเขียน ไม่ว่าจากค่ายนักเขียน หรือจากสื่อต่างๆ มีมากเหลือเกิน เป็นยุคของอินเทอร์เน็ตแล้ว ที่สามารถเอาไปปล่อยในอินเทอร์เน็ตได้ สามารถทำหนังสือทำมือได้ สามารถสร้างสรรค์มิติต่างๆ ในกลุ่มของตัวเองได้ ตรงนี้จะผิดกับนักเขียนรุ่นเก่าซึ่งต้องกระเสือกกระสน พยายามเพื่อจะผ่านมิติการเคี่ยวกรำตัวเอง แล้วถึงจะเป็นที่ยอมรับ นักเขียนรุ่นเก่าต้องพิสูจน์ฝีมือตัวเองกันพอสมควร บางคนแค่พิสูจน์ฝีมือก็ไม่มีโอกาสเติบโตในบรรณพิภพแล้ว ถ้าพูดกันจริงๆ ก็พ่ายแพ้แก่ตนเองกันไปก่อน แต่ปัจจุบันงานจะดีหรือไม่ดี มันมีโอกาสตีพิมพ์ ดีหรือไม่ดีมันก็มีโอกาสช่วยกันเชียร์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่น่าคิด สมัยผม ดีหรือไม่ดี ต้องก้าวข้ามผ่านมิติของการวิจารณ์ค่อนข้างสูง ฉะนั้นถ้ามีโอกาสเกิดได้เราก็จะคงอยู่ นักเขียนรุ่นใหม่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เขียนหนังสือในสมัยใหม่จะเรียกว่า เป็นนักเขียน ผมคิดว่าการยืนยาวมันเป็นอนาคตที่ยาวนาน
     งานในเชิงปรุง แต่งในยุคสมัยนี้มีมาก บางทีเราอาจแค่ไปชื่นชมภาวะปรุงแต่งนั้นโดยไม่ได้สัมผัสเนื้อแท้ หรือความเป็นเนื้อในของชีวิต นักเขียนรุ่นเก่ามีตรงนี้ ถึงมีการย้อนกลับไปศึกษากัน นักเขียนรุ่นใหม่จึงต้องศึกษางานจากนักเขียนรุ่นเก่า และนักเขียนรุ่นเก่าก็ควรอ่านงานเขียนรุ่นใหม่
     วงการนักเขียนบ้านเรา วันนี้หรือวันก่อน เหมือนกันอยู่อย่าง คือ มันเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่สามารถติดหน้าอกเราได้เวลาเราไปต่างประเทศแล้วนำเสนอได้ว่า เราเป็นนักเขียน การเติบโตในบ้านเราก็เป็นไปไม่ได้  ความเป็นนักเขียนในบ้านเราอยู่ตรงไหน ตอบยาก คนที่เป็นนักเขียน ผมรู้เลยว่าเขารักในความเป็นนักเขียนจริงๆ
     โครงสร้างสำคัญมาก ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ เต็มไปด้วยหลักการ เต็มไปด้วยฝีมือ ที่พิสูจน์ด้วยฝีมือแท้ๆ แต่ปัจจุบันนั้นไม่จำเป็น แท้จริงลึกลงไปนั้นมันจำเป็น แต่ปัจจุบันเราอาจจะยอมรับในสิ่งที่เป็นเพียงแค่กระแสเท่านั้น ในงานนี้ทั้งหมด เราจะพูดถึงสิ่งนี้มาก แต่เราจะพูดถึงอย่างเปิดเปลือยจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่านี่เป็นสัญญะของยุคสมัย ก็ไม่ได้หมายความว่านักเขียนรุ่นใหม่ๆ ไม่มีฝีมือ นักเขียนรุ่นใหม่หลายคนมีทักษะในตัวอยู่แล้ว มีความเฉลียวฉลาดมาพอที่จะก้าวไปศึกษาค้นคว้าในงานที่มีน้ำหนัก หรืองานที่มีคุณภาพอยู่แล้วเป็นแบบอย่าง"
     และพลาดไม่ได้สำหรับความคิด เห็นของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพราะคือนักเขียนรุ่นใหญ่ลำดับต้นๆ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งทางตรงและอ้อมเป็นคลื่นลูกใหม่อยู่มาก  "ประการแรกคือ โครงการของนักเขียนรุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเก่า หมายความว่าโลกกว้างกว่า พบปะสังสรรค์กันมากขึ้น ง่ายขึ้น โอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็มาก นักเขียนรุ่นเก่าจะจับกลุ่มกันเฉพาะที่รู้จักมักคุ้น โอกาสอย่างนี้นักเขียนรุ่นใหม่จะมีมาก ข้อด้อยคือ นักเขียนรุ่นใหม่มีโลกกว้างก็จริง มีอะไรมากก็จริง แต่ถ้าจะค้นหาแนวทางของตัว ยากสักหน่อย เพราะจะต้องแหวกให้ตัวเองได้ปรากฏยาก เพราะมันมีมาก เวทีก็มากขึ้น โลกไซเบอร์ทำให้นักเขียนรุ่นใหม่มีเวทีมากขึ้น นักเขียนรุ่นเก่ามองเห็นกันไม่กี่คน ผมมีโอกาสได้มาเขียนได้ ก็ถือเป็นรุ่นเก่าเสียแล้ว อีกประการหนึ่งในแง่ของความหวัง นักเขียนรุ่นใหม่จะมีพลัง พลังของความคิดใหม่ในโลกใหม่ ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ในเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ นักเขียนรุ่นใหม่จะนำพาพลังนี้ไปขับเคลื่อนพัฒนาการของแวดวงวรรณกรรมของนัก คิดนักเขียนให้กับสังคมได้"

     สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ ค่ายนี้ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและระหว่างทาง เพราะนี่คือการจุดประกายไฟฝันให้ริเริ่มก้าวสู่ถนนวรรณกรรมอย่างตั้งใจ และเป็นระหว่างทางที่สอนให้เดินบนถนนสายนี้อย่างมั่นคง ไม่หลงทาง แม้จะมาจากคนละทิศทว่าปลายทางแห่งฝันคือสิ่งเดียวกัน
     อิทธิ์นรินทร์ มงคล สัตวแพทย์สาวประจำคลินิกแห่งหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น เล่าว่า "อยากมาทำตามเสียงเล็กๆ ที่เตือนตัวเองอยู่ตลอดเมื่อนานมาแล้ว และเราไม่มีโอกาสได้ทำเลย ค่ายนี้ก็เปิดโอกาสให้คนที่มีความใฝ่ฝันด้านนี้ แต่ไม่เคยมีโอกาส ได้เข้าร่วม เด็กๆ ที่มาเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ ค่ายนี้เปรียบเสมือนดินที่ดี น้ำที่ดี ปุ๋ยที่ดี และพวกเราก็มาฝังตัวที่นี่ ได้รับน้ำ ได้รับปุ๋ยจากเอสซีจี จากวิทยากร จากพี่ๆ หรือแม้แต่จากเมล็ดพันธุ์ด้วยกันเอง มันทำให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เติบโตเป็นต้นไม้ที่ดีต่อไปในอนาคต"
     ด้าน ครูหนุ่มจาก ร.ร.บ้านกระโพบอกว่า "ที่สนใจค่ายนี้เพราะเป็นการได้มาต่อยอดความคิด ได้มาแลกเปลี่ยนกับนักคิดนักเขียนที่มาเป็นวิทยาการ ซึ่งเป็นผู้รู้ เพราะค่ายนี้มีวิทยาการที่มีคุณภาพของเมืองไทย หาโอกาสเจอเป็นการส่วนตัวได้ยาก ประการที่สอง เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับคนที่มีหัวใจในการเขียนเหมือนๆ กัน และอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน และเหมือนเป็นการถ่ายทอดจากคนที่มีความรู้มากซึ่งเป็นวิทยากร และได้คุยกับเพื่อนซึ่งเป็นนักเขียนด้วยกัน ได้มาลับคมความคิดของตนเองมากขึ้น ปกติที่ภาคอีสานจะมีสมาคมนักเขียนภาคอีสาน และกลุ่มสโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์ จริงๆ ก็เติบโตมาจากค่ายวรรณกรรมมาก่อน มีโอกาสได้เจอนักคิดนักเขียนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลายๆ ท่าน เคยร่วมงานลักษณะนี้มาตลอด
     ค่ายที่เคยร่วมๆ มาในจุดประสงค์ คือ ค่าย เพราะผมอยู่ในฐานะผู้เข้าค่ายกับในฐานะผู้จัดค่าย ที่ผ่านมาก็คงไม่แตกต่างกัน คือต้องการให้เกิดประสบการณ์สำหรับผู้ที่มาเข้าค่าย มุ่งหวังให้บรรลุในประเด็นการเขียนการอ่าน แต่ค่ายนี้ที่แตกต่างจากที่อื่น คือความเป็นกันเองการเอาใจใส่ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งพี่เลี้ยง และเพื่อนๆ ซึ่งเกิดจากการคัดเลือกว่ามีอะไรพิเศษในตนเอง มีผลงาน และมีแนวคิดเหมือนๆ กัน ก็ทำให้แลกเปลี่ยนกันง่ายขึ้น จูนคลื่นได้ตรงกัน"
     ส่วน ณัฐวดี ศิริรานุรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักเขียนของ สนพ.แจ่มใส กล่าวในฐานะผู้ที่ไม่เคยร่วมค่ายนักเขียนใดๆ มาก่อนว่า "ค่ายนี้เป็นค่ายที่ดี ทุกฝ่ายช่วยกัน เอสซีจีก็ ช่วยจัดค่ายนี้ นักเขียนก็ช่วยสละเวลามาสอน ให้ความรู้กับน้องๆ ที่สนใจด้านนี้ น่าจะเป็นการต่อยอดที่ดี สร้างนักเขียนที่ดีให้กับเมืองไทยได้เยอะ...งานเขียนทุกวันนี้ก็เป็นแนวรัก กุ๊กกิ๊ก เด็กๆ เห็นมีนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ ได้รับการชื่นชม ก็เลยอยากมาสัมผัสจุดนี้ เปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น"
     นี่คือ ผลพวงของการบ่มเพาะกล้าวรรณกรรม แม้ว่าค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด ปีที่ 3" จะปิดม่านลง แต่สำหรับไฟฝันในหัวใจนักเขียนรุ่นใหม่ๆ กำลังคุกรุ่น จากเชื้อฟืนที่นักเขียนรุ่นพี่หยิบยื่นให้0

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2554 07:02
    "อ่าน เขียน เรียน คิด" ค่ายหินๆ ปั้นดินเป็นดาว

    โดย : ปริญญา ชาวสมุน อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] 14 [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design