สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 19 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

  • หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] 10 [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สัมภาษณ์
    "อัคนี มูลเมฆ" สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ โดย : เรื่อง : รายา ผการ์มาศ
    (11 Jun 2012 4:34:46 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1988


    ความจริง-สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ (Chiangmai Writer Club) เปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนคนเชียงใหม่ไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 มกราคม

    พร้อมกับกิจกรรมแรก คือจัดงาน “อ่าน’รงค์ให้คุณฟัง” เพื่อรำลึกถึงการจากไปของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ร้านสุดสะแนน กลางเมืองเชียงใหม่

     การพูดคุยกับ อัคนี มูลเมฆ นักข่าว/นักเขียน/นักแปล (ศาสดาขบถ, คำสารภาพ, กฎแห่งความรักและกฎแห่งความรุนแรง, ปิกัสโซ...อัจฉริยภาพและสัญชาตญาณมืด ฯลฯ) หนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ และนำมาถ่ายทอดในที่นี้ ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในวงกว้างระดับประเทศ เพื่อให้ญาติน้ำหมึกและมิตรสหายหลากหลายรุ่นในแวดวงการอ่านการเขียน ได้รับรู้ถึงความเป็นมา ภารกิจ และอุดมการณ์ ที่สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ตั้งใจและวางแผนไว้สำหรับก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโลกหนังสือของเราให้วัฒนาถาวรสืบไป

    0ความเป็นมาของการจัดตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่?
     เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ คุณลุงสมบูรณ์ วรพงษ์ ซึ่งเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ท่านเป็นคนเชียงใหม่ หลังเกษียณท่านก็มาอยู่เชียงใหม่ และอยากเห็นการรวมกลุ่มของนักเขียนในเชียงใหม่ โดยไม่ได้ระบุว่าจะเป็นสโมสรหรือเป็นอะไรอย่างอื่น แต่อยากเห็นการรวมกลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกัน ตอนนั้นท่านก็เรียกพวกเราหลายคนในเชียงใหม่ไปพูดจากัน แต่หลังจากดำริแล้ว คุยกันแล้วก็ยังไม่สำเร็จ คือยังทำไม่ได้ในขณะนั้น ด้วยปัญหาหลายๆ ประการ

     เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะนี้คุณลุงสมบูรณ์ก็ป่วย นอนอยู่กับบ้าน แต่ผมก็ได้ฝากข่าวไปแล้ว บอกว่าเรากำลังก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ขึ้นมาตามที่ท่านดำริไว้ นั่นอย่างหนึ่ง แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อนๆ เราหลายคนในเชียงใหม่ก็ได้สะท้อนออกมาว่า นักเขียนในเชียงใหม่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง จริงๆ แล้วในเชียงใหม่มีนักเขียนจำนวนมาก ถ้ารวมทั้งภาคเหนือก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก แต่คนเหล่านี้ไม่มีสเปซ ไม่มีที่สำหรับแสดงออก ไม่มีที่สำหรับการทำกิจกรรม ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้รวมตัวกัน จัดทำออกมาในรูปสโมสรน่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับตัวนักเขียน ผู้อ่าน และสังคมโดยรวม ก็เลยชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นนักเขียน 2-3 คน มาคุยกัน ทุกคนเห็นว่าควรจะทำ หลังจากนั้นก็นำความคิดนี้ไปพูดคุยกับเพื่อนนักเขียนอีกหลายคน ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่าเราควรจะมีสโมสรนักเขียนเชียงใหม่

    0เริ่มคิดกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่?
     ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ จากนั้นวันที่ 18 มกราคม ก็ได้เปิดตัวไปเรียบร้อย ทำกิจกรรมเปิดตัว ประกาศตัวเองออกไปในนามสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ หรือเชียงใหม่ไรเตอร์คลับ ถึงวันนี้ได้ทำกิจกรรมไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกที่ร้านสุดสะแนน เราจัดงาน “อ่าน’รงค์ให้คุณฟัง” เชิญนักเขียนและนักอ่านให้เลือกหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บทที่ชอบๆ มาอ่านให้คนที่ไปร่วมงานได้รับฟัง แล้ววันนั้นก็เป็นวันประกาศเปิดตัวของเราด้วย

     งานที่สองเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เราจัดงาน “Love Symposium...สนทนาว่าด้วยความรัก” ที่ร้านกาแฟร่ำเปิง เชิญ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ มาเป็นคนนำวงสนทนาร่วมกับผม และมีคุณกริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
     เลิฟ ซิมโพเซียม คือการคุยกันเรื่องความรักซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเบาๆ ซอฟท์ๆ แต่การจะเข้าใจความรักให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การที่เรามาคุยกันเรื่องความรัก ค้นหาความหมาย ค้นหาแก่นแท้ของความรัก ว่าความรักที่ถูกต้อง ความรักที่แท้จริงคืออะไร อย่างนี้ก็ถือเป็นกิจกรรมทางสังคม เป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้คนที่สนใจในสังคมนี้ มีคนมาร่วมงานอบอุ่นครับ โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ๆ 

     ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่จะตามมา ตอนนี้เราก็ประชุมก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง รวมทั้งเรื่องสำคัญที่เราต้องทำก่อน คือการก่อตั้งองค์กรให้มั่นคง ให้เป็นปึกแผ่น ให้มีทุนมาทำงาน ตอนนี้พวกเราที่ทำงานอยู่ก็ถือเป็นทีมรักษาการ เป็นกรรมการชั่วคราว เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อมีสมาชิกพอสมควร ตั้งใจไว้ว่าสองปีข้างหน้า เราจะเลือกนายกสโมสร เลือกคณะกรรมการที่แท้จริงขึ้นมาบริหาร แล้วกิจกรรมอื่นๆ ของเราก็จะตามมา ก็คงได้เห็นกันในอนาคต

    0 มีคนบอกว่านักเขียนมีลักษณะความเป็นปัจเจกสูง ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคของการก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่หรือไม่?
     คำกล่าวที่ว่า “นักเขียนมีลักษณะปัจเจกสูง” นั้น เป็นเรื่องจริง เพราะนั่นคือธรรมชาติของคนเขียนหนังสือ ทุกคนอยากมีอิสระ อยากอยู่คนเดียว อยากทำงานเงียบๆ ไม่อยากยุ่งกับใครมาก ไม่อยากจะไปทำกิจกรรมหรือวุ่นวายกับผู้คนมากมาย แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะมีสโมสรนักเขียนไม่ได้ หรือเราจะมีพื้นที่ของเราไม่ได้ เพราะแม้ว่าท่านจะเป็นปัจเจก แต่บางครั้งท่านก็ต้องการพื้นที่เพื่อการแสดงออก หรือนักเขียนหลายคนก็ต้องการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม นักเขียนเหล่านี้ก็สามารถที่จะทำแทน หรือทำในนามของนักเขียนปัจเจกที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว ทำได้ครับ ผมคิดว่าการที่เรามีสเปซมีพื้นที่ ซ้ำจะเป็นประโยชน์กับตัวนักเขียนเอง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมนอกเหนือจากงานเขียนที่แต่ละคนนำเสนอออกไป

     แน่นอนครับ ความเป็นปัจเจกของนักเขียนอาจจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้างในการจัดตั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย ผมคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นปัญหา เพราะการเคลื่อนไหว การจัดกิจกรรม ผมว่าเป็นเรื่องที่ทำแทนกันได้ หากได้รับการสนับสนุนทั้งจากนักอ่านนักเขียน องค์กรของนักเขียนก็เดินหน้าไปได้ ขณะที่นักเขียนก็ยังอยู่บ้าน ทำงานเงียบๆ ต่อไปได้ และอาจจะมาเข้าร่วมกิจกรรมขององค์กรเป็นครั้งคราวเมื่อพร้อม หรือเมื่อต้องการจะเข้าร่วม แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรมากมายต่อองค์กร

    0นักเขียนรุ่นใหญ่หรือนักเขียนอาวุโสมีบทบาทอย่างไรบ้างในสโมสรนักเขียนเชียงใหม่? 
     เราก็เชิญมาเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นศักดิ์และเป็นศรีแก่สโมสร ซึ่งแทบทุกคนก็ไม่ได้ขัดข้อง ทุกคนยินดีที่ได้เห็นสโมสรนักเขียนเกิดขึ้นในเชียงใหม่ เห็นการรวมตัวกันของนักเขียน

    0แล้ววัตถุประสงค์ของสโมสรที่วางไว้มีอย่างไรบ้าง?  
     เราตั้งเป้าไว้กว้างพอสมควร อย่างหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วคือเป็นพื้นที่ให้กับนักเขียน เพื่อแสดงออกในเรื่องต่างๆ แสดงความคิดเห็นทางด้านสังคม ทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ต่อผู้อ่าน ต่อแวดวงปัญญาชน ต่อนักเขียนด้วยกัน และต่อสังคมในวงกว้าง 

     อีกอันหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วเช่นกัน คือเป็นการเปิดพื้นที่ บางครั้งนักเขียนต้องการใช้เวที ถ้าเราไม่มีเวทีตรงนี้นักเขียนก็ไม่มีพื้นที่ในการแสดงออก ตรงนี้ก็เท่ากับเป็นการให้ที่ว่างกับเขา  ที่ว่างตรงนี้ใช้ประโยชน์ได้มากมาย นอกจากเรื่องแสดงความคิดเห็นแล้ว ผมว่านักเขียนก็ต้องทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วย  ตรงนี้สำคัญ

     นักเขียนไม่ใช่จะอยู่บนหอคอยงาช้างหรืออะไรอย่างนั้น มีหลายเรื่องที่จะต้องลงมือทำ แน่นอนครับ หลายเรื่องต้องทำผ่านข้อเขียน แต่หลายเรื่องอาจต้องลงมือทำ เช่น การแสดงออกเรื่องทัศนะต่างๆ แม้กระทั่งทัศนะทางการเมือง ต้องบอกว่านโยบายหนึ่งของสโมสรนักเขียนเชียงใหม่คือเราไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ไม่ได้เป็นองค์กรนอนโพลิติก หรือองค์กรที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เรายุ่งครับถ้าการเมืองนั้นเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าจำเป็นต้องมีบทบาทเราก็ไม่ปฏิเสธ

     0เรื่องการเขียนการอ่านของเยาวชน สโมสรมีนโยบายอย่างไร?
     กิจกรรมอันหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องทำแน่ๆ คืองานที่ทำเป็นประจำกับผู้อ่านซึ่งมีหลายกลุ่มหลายวัย เราอาจต้องเน้นที่เยาวชนเป็นสำคัญ ทีนี้เยาวชนในแต่ละที่ก็มีโอกาสไม่เท่ากัน คนหนึ่งอยู่ไหล่ดอย คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ คนหนึ่งอยู่กับความพรั่งพร้อมทุกอย่าง แต่อีกคนอยู่กับความขาดแคลน ในเชียงใหม่เรามีเยาวชนที่ขาดแคลนมากมาย เราก็ต้องดูแลคนเหล่านั้นก่อน 

     นอกจากนั้นก็ต้องดูแลกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น เยาวชนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา หรือผู้อ่านทั่วๆ ไปที่เขาอาจจะอยากพบกับนักเขียน คิดว่านักเขียนจะช่วยอะไรเขาได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องทัศนะความคิดต่างๆ ทั้งเรื่องการอ่านการเขียน กิจกรรมกับผู้อ่านเหล่านี้ ในอนาคตจะเป็นจุดเน้นหนักของเรา   

    0แล้วเรื่องห้องสมุด ? 
     เรื่องห้องสมุดผมคิดไว้สองอย่าง...อย่างหนึ่งเราจะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตหนังสือหรือสำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งอยู่ในส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่กับผู้อ่านที่ขาดแคลน เราจะเป็นตัวกลางตรงนี้ให้ พูดง่ายๆ คือเราจะพยายามขอบริจาคหนังสือมาแจกจ่าย 

     อีกอย่างคือการทำกิจกรรมห้องสมุดโดยตรง เพราะห้องสมุดถือเป็นคลังของหนังสือที่ผู้คนสามารถมาใช้ได้ มีหลายๆ อย่างที่เราทำกับห้องสมุดได้ นอกจากนั้นผมอยากทำเครือข่ายห้องสมุด เพราะเดี๋ยวนี้มีผู้คนที่ทำงานเพื่อสังคม แล้วก็ตั้งห้องสมุดส่วนตัวในหลายๆ ที่ หลายๆ แห่ง ห้องสมุดเหล่านี้ให้บริการสังคมโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร แต่เนื่องจากเป็นห้องสมุดส่วนตัวก็มักขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดแคลนกิจกรรม ขาดแคลนความร่วมมือ ถ้าเราสามารถเป็นตัวกลางหรือตัวประสานห้องสมุดเหล่านี้ได้ ในอนาคตก็จะเป็นประโยชน์กับสังคมได้มากมาย

    0สมาชิกของสโมสร จำกัดไว้เฉพาะนักเขียนหรือ? 
     ไม่จำกัดครับ เพราะเรามีแต่วงเล็บเปิด ไม่มีวงเล็บปิด ฉะนั้นใครก็ตามที่สนใจเรื่องการอ่านการเขียน  สนใจงานทางสังคม ไม่ว่าท่านจะเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักเขียน อยากเป็นนักเขียน หรือใครก็ตามสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา ร่วมเป็นสมาชิกสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ได้ โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น 

    0สำหรับคนที่สนใจอยากเป็นสมาชิกสโมสรต้องทำอย่างไร?
     ง่ายมากเลยครับ ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊ค “สโมสรนักเขียนเชียงใหม่” ใครอยากเป็นสมาชิก ไปแอดเป็นเพื่อนตรงนั้นก็จะกลายเป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ ตอนนี้เอาแบบนี้ไปก่อน มีข่าวคราวอะไรเราก็จะบอกกล่าวกันผ่านทางเฟซบุ๊ค ใครอยากสื่อสารอะไรได้ทั้งนั้น จะมีคนของสโมสรคอยดูแลอยู่ตลอด ต่อไปเมื่ออะไรต่างๆ ลงตัวมากขึ้น เราก็จะขอข้อมูลจากสมาชิกทุกคนมาจัดทำรายชื่อให้เป็นเรื่องเป็นราว

     ตอนนี้ดูจากเพื่อนในเฟซบุ๊ค เรามีสมาชิกหลายร้อยคนแล้วนะครับ ทั้งที่เป็นนักเขียนและไม่ได้เป็นนักเขียน แล้วก็มีเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเชียงใหม่เป็นชุมชนทางปัญญา มีคนสนใจเรื่องนี้มากทีเดียว

    0ในฐานะแกนนำคนสำคัญในการก่อตั้ง คาดหวังความก้าวหน้าของสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ไว้อย่างไร?
     สิ่งที่ผมคิดไว้ในใจคือ เมื่อก่อตั้งแล้วควรเดินต่อไปให้ยั่งยืน ควรเป็นองค์กรของประชาชน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นองค์กรที่มีกิจกรรมอยู่เฉพาะวันที่ 5 พฤษภาคมเท่านั้น ฉะนั้นองค์กรอย่างนี้ต้องมีพื้นฐาน มีเครือข่าย ต้องทำงานกับผู้อ่าน กับสังคมในวงกว้าง

     แล้วอย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนนี้เราเป็นกรรมการรักษาการ แต่อีก 2 ปีข้างหน้าเราจะเลือกกรรมการที่เป็นตามวาระมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงาน กิจกรรมของเราจะได้ต่อเนื่อง ก็มองในแง่ดีมากในใจผม ว่าองค์กรนี้จะต้องยั่งยืน ได้สร้างคุณูปการให้กับสังคมเชียงใหม่ สังคมภาคเหนือ และสังคมที่กว้างไกลออกไป

    0อยากฝากอะไรไปถึงญาติน้ำหมึก นักอ่านและนักเขียนของเราบ้าง?
     ผมคิดว่าตอนนี้สถานการณ์โลก เรื่องเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ เรียกว่าลงถึงก้นเหวแล้ว การเมืองก็กำลังปั่นป่วนไปทั้งโลก กำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สถานการณ์เรื่องนิเวศก็ย่ำแย่ สามสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายทำให้โลกปั่นป่วนมากๆ ซึ่งกระทบไปถึงเรื่องพลังงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม กระทบไปทุกเรื่องในชีวิตประจำวันของพวกเรา

     ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คนไทยควรจะได้มีสติ ได้ยั้งคิด ได้ไตร่ตรองว่าเราควรปรับเปลี่ยน ควรสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่ได้อย่างไร ช่วยกันดูแลร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างไร การจัดตั้งองค์กร ก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ขึ้นมาก็เพื่อการสร้างสรรค์ทั้งด้านการอ่านการเขียน ด้านสังคมสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น หลายท่านหรือทุกท่านถ้ามีโอกาสก็ควรจะเข้าร่วม ผมเองโดยส่วนตัวก็ทำหน้าที่แค่สร้างเวทีให้ทุกคนมีพื้นที่อีกแห่งหนึ่งในการแสดงออกเท่านั้นเอง 

     ผมคิดว่าการอ่านการเขียนเป็นเรื่องของการคิด เป็นเรื่องของความคิด ความคิดเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนา ของการเดินไปข้างหน้า ของการใช้ชีวิตประจำวันทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    สัมภาษณ์
    'ชีวัน วิสาสะ' ในโลกแห่งนิทาน โดย : อรุณรัตน์ เหมะนัค : รายงาน
    (11 Jun 2012 4:24:10 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1986
    'ชีวัน วิสาสะ' ในโลกแห่งนิทาน


    ในโลกของเด็ก การได้อ่านหรือได้ฟัง ‘นิทาน’ ก่อนนอนดีๆ สักเรื่อง ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาเดินทางไปพบความสนุกสนานและหลับฝันอย่างมีความสุข

    หากพูดถึงกิจกรรมที่เด็กๆ ชื่นชอบกัน  หนึ่งในนั้นต้องมี ‘ นิทาน’  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของนิทานนั้นมีมากกว่าความสนุกสนานเพราะเนื้อหาของนิทานแต่ละเรื่องเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้  ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการคิดเชื่อมโยงเรื่องราวได้ง่าย  และทำให้จดจำข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น  นอกจากนี้นิทานยังช่วยสร้างจินตนาการให้แก่เด็กอีกด้วย

    แต่มีใครรู้ไหมว่ากว่าจะเป็นนิทานสำหรับเด็กแต่ละเล่มให้เด็กๆ ได้อ่านกันนั้น  มีขั้นตอนและที่มาอย่างไร  และกว่าที่นักเขียนจะผลิตงานออกมานั้นเขาต้องลงทุนลงแรงในการเรียนรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นจุดประกายวรรณกรรมจึงอยากจะพาผู้อ่านไปพบกับเซียนนิทานผู้คร่ำหวอดอยู่กับงานสร้างสรรค์นิทานภาพสำหรับเด็กของเมืองไทย ที่เด็กๆ  เรียกกันในนามของ  "ครูชีวัน" ผ่านนิทานเรื่องนี้ที่ถูกถ่ายทอดจากเขาโดยตรง ดังนี้

    (1)

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ด.ช.ชีวัน อาศัยอยู่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยศิลปะ  พ่อ ลุง  ล้วนเกี่ยวข้องกับศิลปะกันทั้งนั้น แม้กระทั่งแม่ของเขาถึงแม้จะประกอบอาชีพค้าขายแต่ก็มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวค่อนข้างสูง และเขาก็เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติอันใสบริสุทธิ์เพราะในสมัยนั้นเทคโนโลยีความทันสมัยต่างๆ ยังไม่เข้ามามีบทบาทมากเหมือนเช่นปัจจุบัน

    ชีวิตต่างจังหวัดที่นครปฐมดำเนินไปด้วยความสดใสตามวัย เขาก็มีเพื่อนเยอะทั้งเพื่อนละแวกบ้าน  เพื่อนที่โรงเรียน  และต่างจังหวัด  ทำให้มีประสบการณ์ในวัยเด็กที่หลากหลาย  ความซนตามประสาเด็กผู้ชายทำให้ได้สัมผัสกับเพื่อนในวัยเด็กด้วยกันมีเรื่องราวความขัดแย้งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สำคัญ

    “ เรื่องของการเล่นตรงนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวที่หล่อหลอม และปลูกฝัง ทำให้เรามีโอกาสสัมผัสสิ่งที่เป็นธรรมชาติ   ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่สะสม และมีผลต่อวิธีคิดของเรา มีผลต่อความเข้าใจในตัวเด็กในปัจจุบัน ” นี่คือสิ่งที่ชีวันให้ความสำคัญ

    (2)

    เด็กๆ ทุกคนต้องไปโรงเรียน...เมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน   ด.ช. ชีวันก็เช่นกันเขาต้องไปโรงเรียน  หากแต่ในเรื่องของการเรียนนั้นทางครอบครัวของเขาไม่ได้ขีดเส้นว่าต้องเรียนอะไร  ถือว่าเป็นครอบครัวที่เปิดโอกาสให้เลือกเองว่าต้องการเรียนอะไร  ปล่อยให้คิดเองให้อิสระในการตัดสินใจ   ครอบครัวจะสนับสนุนไม่ว่าลูกๆ อยากเรียนอะไร  

    เนื่องจากครอบครัวต้นตระกูลเป็นศิลปะ  พี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวต่างก็มีทักษะทางศิลปะกันทั้งนั้น  เพียงแต่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น   ส่วนชีวันแรกเริ่มนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเรียนศิลปะเพราะคิดว่ามีทักษะทางด้านศิลปะอยู่แล้วเขาจึงอยากจะไปเรียนสายอื่นบ้าง   ท้ายที่สุดก้าวไม่พ้นความเป็นศิลปะเขาจึงเลือกเรียนศิลปะที่วิทยาลัยครูที่นครปฐม 

    หลังจากเรียนจบเขาก็รับราชการครูสอนศิลปะอยู่ 9 ปี  จากนั้นก็เรียนต่อที่ มศว ประสานมิตร เรียนศิลปศึกษา เนื่องด้วยเขาเป็นคนชอบทำหนังสือจึงเลือกเรียนวิชาโทการทำหนังสือ  และฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียน อยากเขียนเรื่องสั้น เขียนนวนิยาย

    “เราไม่สามารถจะทำถึงขั้นนั้นได้หรอก  การเขียนเรื่องสั้น  เขียนนวนิยายนั้นมันยาวเกินไป  มันต้องใช้วัตถุดิบเยอะ ”

    แต่ด้วยความที่มีใจรักทางด้านการทำหนังสือ  ประกอบกับความรู้ที่เรียนมาทางด้านศิลปะ  ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อีกทั้งทักษะในการสื่อสารกับเด็ก ความรู้ในการทำหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรมเด็กซึ่งได้ครูที่ดีทำให้เขาศึกษาค้นคว้าต่อว่าหนังสือที่ดีสำหรับเด็กนั้นเป็นอย่างไร และมีโอกาสที่ดีได้เรียนกับครูทั้งคนไทยและญี่ปุ่น   เขาจึงไม่ได้ทิ้งความฝันไปเลยทีเดียว

    (3)

    “ ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้  ปลายทางไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะ แต่ระหว่างทางให้มีศิลปะไปเกี่ยวข้อง ศิลปะในที่นี้อาจหมายถึงการเขียน บอกเล่าเรื่องราว แต่ก่อนที่จะเขียนนั้นต้องอ่าน   หาข้อมูล ดูภาพไปสัมผัสกับของจริง  กลั่นกรองถ่ายทอดออกมา  และลองเขียน วาดดู เด็กนั้นเมื่อมีความประทับใจอะไรเขาก็วาดออกมาตามจินตนาการของเขา  เราต้องเชื่อว่าเด็กมีศิลปะนิสัย ในที่นี้หมายถึงการชอบวาด ขีดเขียน รูปที่เขามองเห็นรูปที่เขาประทับใจ พอทำบ่อยๆ ก็จะเกิดทักษะ พอโตขึ้นความลึกของข้อมูลก็จะมากขึ้น

    แต่ศิลปะไม่ใช่ปลายทาง เป็นกระบวนการหนึ่งเท่านั้น  อย่างเช่นคนที่เป็นหมอ นักวิทยาศาสตร์ พวกนี้เขาก็มีศิลปะอยู่ในตัวเพียงแต่ว่าศิลปะไม่ใช่ปลายทางของเขา  ยกเว้นแต่คนที่สนใจศิลปะและให้ศิลปะเป็นปลายทาง  เช่นศิลปินซึ่งพวกเขาจะให้ศิลปะเป็นปลายทาง   ศิลปะจึงเป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างดี เพราะทำให้เรามีความสุขอิ่มเอมใจระหว่างที่ศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้  ”

    จาก ด.ช.ชีวันในวันนั้น  เติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคู่ชีวิตเป็นครูศิลปะเช่นเดียวกันกับเขาพบกันเมื่อครั้งที่เรียนที่ประสานมิตร   หลังจากนั้นก็สร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน  มีพยานรักที่เติบโตขึ้นมาด้วยการหล่อหลอมด้วยศิลปะ  หากแต่ลูกชายเลือกที่จะเรียนในสายวิทยาศาสตร์ ส่วนลูกสาวตอนนี้เรียนอยู่มัธยมต้น  

    การที่เราเคยเป็นลูกมาก่อนเราถูกเลี้ยงมาอย่างไร  มองย้อนกลับไปว่าอะไรคือข้อดี อะไรคือข้อเสีย   เราต้องดูว่าการเลี้ยงสมัยก่อนอาจใช้ในปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนไปไม่ได้  เช่นการปล่อยและให้อิสระที่เคยถูกปล่อยแต่สมัยก่อนมีสภาพแวดล้อมที่ดี พ่อแม่ปล่อยเรา เราก็ไม่ไปหาสิ่งที่ไม่ดี ...การเลี้ยงลูกเราต้องหาข้อมูลและดูสภาพแวดล้อม  อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด  ดูสิ่งที่เขาสนใจเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ไหมและสนับสนุน 

    ถ้าตอนเด็กๆ เราปูพื้นฐานให้เขาดีในเรื่องการเล่านิทาน ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้   เขาก็จะหาสิ่งที่เขาชอบ หาจุดยืนได้เจอ ไม่ต้องแข่งขันมากมาย เพราะในปัจจุบันการแข่งขันสูง เป็นที่น่าสังเกตว่าการแข่งขันจะเป็นแบบไม่รู้จุดหมายไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชัดเจนไม่มีเป้าหมาย  ถ้าเลี้ยงลูกให้เขารู้ว่าชอบอะไรตั้งแต่เด็ก เขาก็จะมีเป้าหมายการแข่งขันก็จะน้อยลง

    หลังจากชีวันได้ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวและหน้าที่พ่อแล้วหน้าที่ทางการงานเขาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปเลย  ในวัยผู้ใหญ่เขาเริ่มมีความคิดและมองโลกที่แตกต่าง

    ในช่วงที่ทำงานใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่เขาก็เริ่มมีความคิดบางอย่างและเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราตั้งแต่เกิดจนตายจะต้องประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียว   พ่อเป็นครูต้องเป็นครูจนเกษียณเลยเหรอ  แม่ต้องค้าขายไปนานแค่ไหน เขาก็เริ่มมีความคิดว่าจะเป็นครูอีกกี่ปี   จะเป็นอย่างอื่นได้ไหม  จะเป็นนักเขียนได้ไหม  เป็นศิลปินได้ไหม   ค้าขายได้ไหม  เมื่อมีความคิดที่ท้าทายเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะลาออกจากอาชีพครู 

    เขาเริ่มเข้าไปสัมผัสแวดวงการผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก โดยการชักชวนจากคนรู้จักอย่างน้านิดจากรายการสโมสรผึ้งน้อย   นอกจากนี้ยังมีสำนักพิมพ์ที่เขาเคยเสนองานไป  และสำนักพิมพ์กำลังจะเปิดใหม่จะทำหนังสือเกี่ยวกับเด็ก ชักชวนให้ไปทำ   จึงมีโอกาสได้ทำหนังสือเด็ก  ซึ่งพวกนี้ก็จะใช้ทักษะทางด้านการสื่อสารและศิลปะ การสื่อสารก็คือวิธีการที่จะพูดคุยสื่อสารกับเด็กซึ่งมันมีรูปแบบ   จะใช้ภาษาอย่างมีชั้นเชิงอย่างไรซึ่งไม่ใช่การสื่อสารโดยตรง  ดังนั้นอาชีพนอกเหนือจากการรับราชการครูก็จะเริ่มมา นอกนั้นเขาก็ทำงานอื่นๆ ไปด้วยไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพลง  เขียนบทละคร  ขนาดแสดงละครเขาก็ยังเคยทำมาแล้ว

    ด้วยหน้าที่บทบาทของอาชีพครูกับนักเขียนในทัศนะของชีวันเขามองว่ามันไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย วิธีการสื่อสารกับเด็ก ความเป็นครูกับนักเขียนจะเกี่ยวเนื่องกันในเรื่องของการสื่อสารการพัฒนา  ครูต้องสื่อสารแต่ก็มีรูปแบบมีกรอบของครู มีโรงเรียน มีเนื้อหาในการสอน มีการบ้าน  ส่วนนักเขียนจะนำเรื่องราวต่างๆ มาบอกสอนเด็ก  และถ่ายทอดให้เด็กได้รับรู้เพียงแต่ว่ารูปแบบไม่เหมือนกัน 

    นักเขียนต้องถ่ายทอดในแบบหนังสือ ภาษา ภาพ  แต่ครูเมื่ออยู่ในห้องการใช้ภาษาก็จะเป็นเฉพาะรูปแบบเป็นของตัวเอง  ถ้าเทียบกับศิลปะก็จะเป็นการแสดงสด แต่ว่านักเขียนจะต้องมีการออกแบบก่อน เพราะนักเขียนแต่ละคนนั้นจะมีลักษณะเฉพาะตัว  ดูรูปลักษณ์ภายนอกของหนังสือจะเห็นว่าเหมือนกัน  มีเรื่องมีภาพ   ถ้าดูดีๆ แต่ละเรื่องจะมีวิธีการสื่อสารไม่เหมือนกันและนี่คือสิ่งที่นักเขียนต้องออกแบบเพื่อให้เด็กไปถึงเป้าหมายให้ได้  ชีวันเล่าถึงการทำหนังสือเด็กด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

    " การใช้ภาษาใช้ภาพตรงนี้มันมีเหตุผลที่มาที่ไป นักเขียนบางคนไม่คิดถึงขนาดนี้  ทำไมตัวละครต้องเป็นตัวนี้  ทำไมเรื่องต้องดำเนินแบบนี้ เพราะอะไร แม้กระทั่งเทคนิคที่ใช้ก็ยังมีผล บางทีการวางหน้าหนังสือก็ยังต้องกำหนด  อย่างนี้ที่บอกว่าคือการออกแบบลักษณะของการสื่อสาร " 

    การทำหนังสือสำหรับเด็กนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจในตัวเด็กเพราะว่าเด็กมีความคิด และจินตนาการที่ใสบริสุทธิ์  เเต่ในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายใช้ชีวิตมามากกว่า บางเรื่องเราต้องคิดแทนเพราะเด็กยังไม่ทันโลก  นอกจากนั้นเราต้องมั่นใจหรือรู้ตัวว่าเรามีความเป็นเด็กอยู่ในตัว  สิ่งที่เราคิดเราคิดด้วยความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  บางครั้งวลีที่พูดเราไม่สามารถวิพากษ์ได้ว่าถูกหรือผิด  ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเด็กเริ่มฉลาดและเรียนรู้ด้วยตัวเองแต่บางเรื่องที่เด็กคิดเองแล้วก็เกิดความผิดพลาด  เราต้องมีแผนสำรองว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดแล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะสังคมทุกวันนี้ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์ บางทีเราต้องคิดช่วยเด็ก

    กว่าจะมาเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กเเต่ละเล่มนั้น  ชีวัน เล่าว่า   "การที่เราจะสร้างแรงบันดาลใจหรือหาประเด็นมาทำหนังสือเราต้องลงทุนในชีวิตของเรา เรียนรู้ตลอดเวลา  เวลาผ่านไปแต่ละนาที  วินาที เราได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น อายุเราน้อยลง นี่ละคือการลงทุน ลงทุนไปกับการพูดคุยกับผู้คน ลงทุนไปกับเดินทาง  การอ่านหนังสือ  และต้องคิดตลอดเวลา 

    ฉะนั้นนักเขียนไม่ใช่เขียนอย่างเดียว ต้องอ่านเยอะๆ  พบปะพูดคุยกับผู้คน ถึงแม้ว่าบางคนจะมีนิสัยไม่ชอบพูดกับผู้คน แต่ก็จำเป็นเราต้องละนิสัยนั้น  ใครที่ชอบปลีกวิเวกไม่อยากพบปะผู้คนจะเป็นนักเขียนได้ยาก เมื่อเราจะสื่อสารกับคนอื่นแล้ว อยากให้คนอ่านหนังสือเรา  ต้องไม่เอาเปรียบผู้คนโดยไม่พบปะ จะให้คนอื่นหางานเราถือว่าเอาเปรียบเราจะต้องออกไปพบปะแลกเปลี่ยน  ต้องเข้าใจความคิดคนอื่นก่อน "

    หลังจากนั้นเมื่อได้ประเด็นเราก็มาออกแบบโครงสร้างของหนังสือภาพ  จากนั้นก็มาคิดต่อว่าจะสื่อสารด้วยวิธีการแบบไหน เรื่องต้องมาก่อนอยู่แล้ว ความเป็นหนังสือจะมีข้อจำกัดว่ากี่หน้า  24 หน้า  32 หน้า แต่รายละเอียดของนักเขียนแต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน แต่ของครูชีวันค่อนข้างละเอียดในแง่ที่ว่าหนังสือเมื่อเปิดไปในแต่ละหน้าต้องคิดว่ามีความหมายอย่างไรไม่ใช่ว่าเราแต่เรื่องแล้วเอาจำนวนหน้ามาหาร เราต้องรู้ว่ามีหน้ากี่หน้าสำหรับการสื่อสารประเด็นนี้เราต้องแต่งเรื่องให้พอดีไปทีละหน้าทีละคู่  ไม่ใช่แต่งเรื่องแล้วเอาจำนวนหน้ามาหาร  เพราะเรื่องจะมีจุดเริ่มต้น    กลาง คลี่คลาย ช่วงไหนเด็กจะได้ความคิดอะไร อารมณ์ประมาณไหน  การเปิดหน้าแต่ละหน้าหมายถึงอะไร  หมายถึงความคิดที่เปลี่ยนไป เวลาที่เปลี่ยนไป สถานที่ที่เปลี่ยนไป  มุมมองที่เปลี่ยนไปตรงนี้ค่อนข้างจะละเอียด

    ลักษณะเด่นของงานชีวันนั้นจะต้องมีปมความคิดที่ทำให้เด็กเกิดความคิด กระตุ้นให้คิด  ให้เหลือก้อนความคิดหรือปมความคิดให้เด็กไปคิดต่อ  ลองเปิดดูว่าจะได้ความคิดใหม่ๆ อะไรขึ้นมา  โดยสรุปในเรื่องจะมีจบและเข้าใจว่าเรื่องจบอย่างไร แต่ต้องให้สามารถนำไปคิดต่อได้  เรื่องล่าสุดที่กำลังทำคือ  เรื่อง 50 เท่า เขาเล่าว่าเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม  ด้วงกว่างตัวเท่านี้ถ้ามันโตกว่านี้จะมีขนาดเท่าไร ก็จะนำเสนอด้วยด้วงกว่างขนาดจริง แล้วอีกภาพหนึ่งก็จะเป็นภาพด้วงกว่างขนาดใหญ่กว่า 50 เท่า 

    การใช้เทคนิคการสร้างภาพก็ต้องดูว่าใช้อย่างไรถึงจะเหมาะสม ถ้ามดดำตัวเท่านี้ถ้ามันใหญ่ 50 เท่า คุณสมบัติมันก็จะเปลี่ยนไป  ก็จะมีตัวละครหลายตัวนำมาใช้  ปิดท้ายที่ตัวละครแต่ละตัวก็จะพูดว่า ถ้าเราใหญ่กว่านี้ 100 เท่าล่ะจะเป็น แล้วตัวละครอีกชุดหนึ่งก็จะพูดว่าถ้าเราใหญ่กว่านี้ 200 เท่าล่ะ  เรื่องจะจบแบบนี้ ทิ้งท้ายเอาไว้สำหรับเด็กและพ่อแม่ว่าเรื่องนี้จะทำให้คิดเชื่อมโยงความน่าจะเป็นในเรื่องของคุณสมบัติ แล้วแก่นของมันก็คือตัวเด็กเองเพราะอนาคตเราต้องโตขึ้นกว่านี้ เติบโตขึ้นไม่ใช่เฉพาะร่างกาย เราจะมีพลังมีความสามารถ แล้วเราจะเป็นอย่างไรจะรับผิดชอบอย่างไร  เหมือนกับพลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เหมือนฮีโร่นิดๆ อันนี้คือปมความคิดที่เราต้องหยอดเอาไว้นอกเหนือจากหนังสือจบ 

    ตรงนี้คือลักษณะพิเศษอยู่ในหนังสือทุกเล่ม ไม่ใช่จบอย่างมีความสุข ต้องทิ้งให้คิดเพราะเราต้องปลูกฝังให้เด็กคิดเพื่ออนาคตไม่ใช่เพื่อปัจจุบันอย่างเดียว

    (4)

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ว่าอะไรนั้นขึ้นอยู่จินตนาการของเด็กๆ

    ...ไม่ต่างจากโลกแห่งนิทาน  ชีวัน วิสาสะ  เป็นนักเขียนอย่างที่ฝันเอาไว้    มีผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ  ไม่ว่าจะเป็น  อีเล้งเค้งโค้ง,  คุณตาหนวดยาว,  คุณฟองนักแปรงฟัน และอื่นๆ อีกมากมาย     ด้วยประสบการณ์ในแวดวงหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ถือว่าอยู่ในขั้นเซียน  อีกทั้งยังเป็นนักเล่านิทาน  มุมมองต่อวงการหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีหลายสถาบันมามอบรางวัล

    ในเเง่ของเขานั้นมองว่ารางวัลไม่ใช่ความสำคัญ  สำคัญที่ว่าใครเป็นคนให้รางวัล   คณะกรรมการเป็นคนให้รางวัลและเรากล้าตั้งคำถามไหมว่ากรรมการมีความรู้ช่ำชองเกี่ยวกับหนังสือภาพไหม  ถ้าเราไม่กล้าตั้งคำถามเราก็จะเชื่อถือกับรางวัล  ถ้าเรากล้าตั้งคำถามว่าคนที่ให้รางวัลมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือก้าวทันหนังสือภาพสำหรับเด็กหรือเปล่า ต้องไม่มองว่าหนังสือภาพสำหรับเด็กเป็นงานศิลปะของเด็ก หลายที่จะมองอย่างนั้น  มองประหนึ่งว่าเด็กทำหนังสือแล้วตัวเองเป็นผู้ใหญ่มองงานของเด็ก ตรงนี้เป็นข้อเสียของบ้านเรา 

    ต้องถามว่ากรรมการอ่านหนังสือภาพทุกวันหรือเปล่า  วิเคราะห์หนังสือในชีวิตประจำวันหรือเปล่า  คนที่จะตัดสินอะไรมันต้องทุกวันที่จะคิดจะวิเคราะห์  ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาเรามีเวลา  2 เดือน  ก็มาพิจารณารางวัล นักเขียนต้องพัฒนางานทุกวัน  แล้วกรรมการทันกับความคิดของนักเขียนไหม

    " อีกอย่างหนึ่งที่มันขาดหายไปจากวงการก็คือการวิเคราะห์หนังสือภาพ ซึ่งตรงนี้มันหาย  ถ้ามีการวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารในหนังสือภาพก็จะปรากฏต่อที่สาธารณะ  ไม่ใช่มีใครก็ไม่รู้ในปี 1 มาตัดสิน  เเล้วการตัดสินก็จะเยินยอ พูดถึงข้อดีจริงๆ แล้วมันดีหรือเปล่า มันต้องมีวงจรตรงนี้ว่ามันดีหรือเปล่า "  ชีวันกล่าว

    ฝากทิ้งท้ายกับเซียนนิทานผู้นี้เขามองถึงอนาคตเด็กไทยว่า 

    "ในอนาคตข้างหน้าเด็กในปัจจุบันนี้จะต้องรับผิดชอบอนาคตอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่อย่าตั้งความหวังไว้กับเด็กและอนาคตที่เราคาดเดาไม่ได้   อยากให้สร้างปัจจุบันที่ดี เมื่อเราไปตั้งความหวังไว้กับอนาคตก็ลืมปัจจุบัน  ปัจจุบันเราทำอะไรพยายามที่จะกอบโกยทำให้ตัวเองมั่นคง เราก็จะลืมอนาคตเพราะว่าเราฝากอนาคตไว้กับเด็กแล้ว  แต่เราจะสร้างอนาคตที่ดีเราต้องสร้างปัจจุบันให้ดีก่อน 

    อนาคตที่ดีมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อผู้ใหญ่ไม่ได้สร้างพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก  ปัจจุบันเป็นพื้นฐานของอนาคต บางทีเรามองย้อนกลับไปอดีตอาจจะพบว่าดีกว่าปัจจุบัน เพราะว่าเราทำลายอดีตและกอบโกยจากอดีต  ณ ปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงกอบโกยเราใช้ต้นทุนจากอดีต  สิ่งดีๆในอดีตจึงเลือนหายไป "

    ผู้ใหญ่เติบโตจากเด็ก...แล้ววันนี้คุณลองมองย้อนกลับไปในวัยเด็กของคุณหรือยัง...คุณยังจำภาพเก่าในวันที่เยาว์วัยนั้นได้ไหม  ?

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    สาส์นจากนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เนื่องในวันนักเขียน ๒๕๕๕
    (27 Apr 2012 11:39:02 am)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1985
    สาส์นจากนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    เนื่องในวันนักเขียน ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕

    ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

                วันที่ ๕ พฤษภาคม  ซึ่งเป็นวันนักเขียนในปี ๒๕๕๕  นับเป็นวันที่มีความหมายพิเศษเพิ่มขึ้นมามากกว่าปีก่อน  เพราะว่า

    ๑.     เป็นปีที่อยู่ในช่วงการเฉลิมฉลอง ๔๐ ปีสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

    ๒.     เป็นวาระครบ ๑๐๐ ปี “อรวรรณ” นามปากกาของเลียว ศรีเสวก  ซึ่งการจัดงานวันนักเขียนเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๑ เป็นการรับขวัญนักเขียนท่านนี้หลังจากออกจากโรงพยาบาล และได้กลายเป็น “วันนักเขียน” นับแต่นั้นมา

    ๓.     ตรงวันที่ ๕ เดือนที่ ๕ (ตามสุริยคติ) ปี ๒๕๕๕  ซึ่ง ๑๐๐ ปีจึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง  จึงเรียกกันว่าวัน ๕-๕-๕๕  ล้อกับความว่า ฮ่า-ฮ่า-ฮ่าฮ่า  เพื่อหมายถึงบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี  ซึ่งจะเป็นบรรยากาศของวันนักเขียนปีนี้

         วันนักเขียนเป็นการแสดงให้เห็นความเป็นปึกแผ่นและน้ำใจของคนในแวดวงนักเขียนที่มีเยื่อใยต่อกัน  ตั้งแต่การหาเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลให้กับอรวรรณ  ซึ่งนักเขียนในตอนนั้นได้ถือเป็นสัญญะของการร่วมแรงร่วมใจกัน  ก่อนที่จะพัฒนาเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปี ๒๕๑๔  กล่าวได้ว่าการดำเนินการจัดงานวันนักเขียน ๕ พฤษภาคม นับเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของวงการนักเขียนไทย  การที่ปีนี้เป็นวาระ ๑๐๐ ปีของอรวรรณ ก็ยิ่งขับเน้นให้ความหมายของประชาคมนักเขียนได้หวนรำลึกถึงท่านผู้นี้ ในแง่สัญลักษณ์ ในแง่แรงกระเพื่อมของผู้คนในวงการนักเขียน ณ เวลาที่ทำให้เกิดการรวมตัวจนเป็นกลุ่มก้อนใหญ่  จากที่ก่อนหน้าก็มีความพยายามรวมตัวกันมาอย่างต่อเนื่อง

         จากวันนักเขียนจนสามารถก่อตั้งเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ในระยะเวลากว่า ๔๐ ปีที่เจตนารมย์เดิม ๆ ยังคงอยู่คือ การส่งเสริมวรรณกรรม-วรรณศิลป์ให้เกิดความก้าวหน้า การยกย่องเชิดชูงานเขียนและนักเขียนที่มีคุณค่า การส่งเสริมคุ้มครองสวัสดิภาพและความมั่นคงของนักเขียน การส่งเสริมความเข้าใจอันดีรวมถึงการแลกเปลี่ยนทั้งระดับชาติและนานาชาติ และการเชิดชูเผยแพร่วัฒนธรรมวรรณกรรมของมนุษยชาติโดยปราศจากความขึ้งเคียดทางสัญชาติหรือการเมือง

         ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ในการส่งเสริมและยกย่องงานวรรณกรรม  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมภาษาและหนังสือในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย  ได้ดำเนินการคัดสรรเรื่องสั้น ๔๑ เรื่อง นวนิยาย ๓ เล่ม เพื่อแปลเป็นภาษาต่างประเทศ  และได้รวมเรื่องสั้นออกมาในภาคภาษาไทยในชื่อ “วรรณมาลัย” นั้นก็คือตัวอย่างเล็ก ๆ ของการส่งเสริมวรรณกรรมไทยสู่วรรณกรรมโลก  นอกจากนั้นในวาระ ๔๐ ปีของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศแล้ว  ยังมีการจัดทำวรรณมาลัยขึ้นมาหนึ่งเล่ม คือ “๔๐ เรื่องสั้น ๔๐ บทกวี ๔๐ ปีสมาคมนักเขียนฯ” ซึ่งได้เปิดตัวหนังสือไปแล้วเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ เป็นการยกย่องนักเขียน-กวี ในรอบ ๔๐ ปีนับแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๕๔  ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

         สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ  แม้วาระดังกล่าวจะเลือนหายไปจากสังคมตามบริบทที่ปัญหาภูมิปัญญามิใช่ปัญหาเฉพาะหน้าในมุมมองของการเมือง  สมาคมนักเขียนฯ ได้ขับเคลื่อน แนะนำ หนังสือที่มีคุณค่าสำหรับคนทั่วไป ผ่านรายการโทรทัศน์ “โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน” เพื่อให้ผู้ชมรายการได้ย้อนกลับไปอ่านหนังสือที่แนะนำ รายการนี้ได้นำเสนอทางช่องไทยพีบีเอส ยาวนานติดต่อกันมากกว่า ๑ ปี  ได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่สามารถค้นคว้าศึกษาได้ทาง You Tube  ทางสมาคมมีนโยบายต่อเนื่องเพื่อนำเสนอรายการรูปแบบนี้ต่อไปในปลายปีนี้  โดยปรับปรุงรายการให้น่าติดตามเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้น

         วาระ ๔๐ ปีของสมาคมนักเขียนฯ ยังเผชิญกับวิกฤตใหญ่คือมหาอุทก  แต่นั่นก็ได้ทำให้คนในวงการวรรณกรรมและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันช่วยเหลือเพื่อนนักเขียนด้วยการจัดงานระดมทุน “รวมน้ำใจใส่หนังสือ” และ “รวมน้ำใจให้เพื่อน”  ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวรวดเร็วทันการณ์ ที่มีเครือข่ายความร่วมมือต่าง ๆ ให้การอนุเคราะห์ต่อแวดวงนักเขียนอย่างดียิ่ง และทำให้โครงการสวัสดิการนักเขียนเป็นจริงขึ้นมา  จนกระทั่งจะมีโครงการรณรงค์เพื่อการประกันตนให้กับนักเขียนในเวลาต่อจากนี้  เพื่อยังความมั่นคงในวิชาชีพต่อไป

         ในภาวะวิกฤต  นักเขียนได้แสดงหัวใจที่แข็งแรง น่ายกย่อง เป็นตัวอย่างให้คนทั่วไปได้เห็น  สร้างความชื่นชมให้กับคนในแวดวงใกล้เคียงกันได้รู้เห็น  เมื่อศิลปะมีส่วนส่องทางให้แก่กัน  สมาคมนักเขียนฯ และเครือข่าย ได้ร่วมกันให้กำลังใจมิเพียงแต่ที่เป็นนักเขียนเท่านั้น  แต่ได้เจือจานไปยังศิลปะแขนงอื่นด้วย  ซึ่งแต่เดิมคนทำงานวัฒนธรรมล้วนมาจากสังคมครรโภทรเดียวกัน  หากเป็นเยี่ยงนี้ แสงส่องทางแห่งงานศิลปะจึงน่าจะโชนฉานเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

         ด้านความร่วมมือเพื่อความเข้าใจอันดี การแลกเปลี่ยน และเผยแพร่งานเขียน กับองค์กรนักเขียนนานาชาติ  สมาคมนักเขียนฯ ได้เริ่มโครงการแลกเปลี่ยนกับนักเขียนในอาเซียน  จีน เกาหลี มาตั้งแต่ยุคที่คุณประภัสสร เสวิกุล เป็นนายกสมาคม  มีการจัดทำวรรณมาลัยไทย-กัมพูชา  ไทย-มาเลเซีย ไทย-จีน (กว่างสี)  และในปี ๒๕๕๕ มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นนั้นคือนอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนเรื่องการแปลวรรณกรรมจัดทำเป็นวรรณมาลัยระหว่างกันแล้ว  ยังมีเพิ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเขียน  ด้วยการส่งนักเขียนไปพำนักเพื่อทำกิจกรรมวรรณกรรมระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน เริ่มตั้งแต่ไทย-เวียดนาม  ซึ่งโครงการดังกล่าวทางสมาคมได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม

         ที่น่ายินดีมากกว่านั้น  คือปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้รับการยกย่องเป็นสมาคมตัวอย่างที่ทำงานเพื่อสังคม ซึ่งมีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม จากผลการคัดเลือกสมาคมและมูลนิธิ ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นสมาคมดีเด่นระดับจังหวัด (กรุงเทพมหานคร) ประจำปี ๒๕๕๔

         ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันนักเขียน  คณะกรรมการบริหารสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  จึงจัดงาน “มิตรน้ำหมึก ผนึกสัมพันธ์ ๕๕” เพื่อสานต่อวันนักเขียนและเจตนารมย์ของการก่อตั้ง  นอกเหนือไปจากการปาฐกถาศรีบูรพา จาก ศ.ดร.ชัยวัฒน์  สถาอานันท์ ผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาประจำปีแล้ว  จะเป็นงานพบปะแลกเปลี่ยนกันอย่างญาติมิตร  เพื่อนำเอาข้อคิดจากท่านทั้งหลายไปใช้เพื่อขับเคลื่อนส่งเสริมวรรณกรรมไทยให้แข็งแรงมากขึ้นต่อไป

         ขอให้สิ่งที่สานใจต่อใจ  ทำให้หัวใจของพวกเราแข็งแรงมากขึ้นด้วย
     

    เจน   สงสมพันธุ์
    นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    เมื่อเรื่องสั้นของนักเขียน 'ถูกโจรกรรม' โดย : อัณณ์ อารัณยภาส:รายงาน
    (30 Mar 2012 2:46:30 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1987

    ซุ่มเก็บตัวเงียบเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องใหม่อยู่ดีๆ งานก็เข้านักเขียนหนุ่ม ‘จักษณ์ จันทร’ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อผลงานเรื่องสั้นของเขาที่ไม่รู้ว่า ‘สุรวุฒิ ศรีมา’ หรือในนามปากกา ‘นายบัวบก’ ย่ำเท้าบนถนนสายวรรณกรรมมานานแค่ไหน แต่สิ่งที่ ‘สุรวุฒิ ศรีมา’ ควรรู้และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้คือการไม่ละเมิดผลงานของนักเขียนท่านอื่นตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่ชื่อของ ‘นายบัวบก’ ซึ่งปรากฏเป็นสมาชิกในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเว็บไซต์หนึ่ง กลับไม่เคยผ่านตาบ้างเลยหรือไรกับเรื่องของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมที่สมาชิกในเว็บไซต์ดังกล่าวมักนำมาโพสต์ไว้เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่นักหัดเขียน รวมถึงกระทู้ร้องเรียนต่อเว็บมาสเตอร์มากมายหลายกระทู้หลังมีการลอกเลียนงานเขียนเกิดขึ้นในเว็บไซต์แห่งนั้น  อ่านต่อ...next

    ข่าววรรณกรรม
    'ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์' รางวัลศรีบูรพาแด่สันติภาพ /โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (30 Mar 2012 2:40:07 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1986

    หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตา ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บนหน้าจอโทรทัศน์ บนเวทีเสวนา และหน้าชั้นเรียน ในฐานะนักวิชาการผู้เป็นสัญลักษณ์ของความสมานฉันท์   และเป็นอาจารย์หน้าดุใจดีที่พร่ำสอนลูกศิษย์ให้รู้จักการเมืองเชิงสันติ แต่อีกด้านหนึ่งของ ดร.ชัยวัฒน์ คือ นักเขียน ที่ ณ วันนี้ เป็นเจ้าของรางวัลศรีบูรพาประจำปี 2555 แล้ว


     ดร.ชัยวัฒน์ มีผลงานทางวรรณกรรมหลากหลายประเภท ทั้งด้านวิชาการ งานแปล สารคดี ไปจนถึงทำหน้าที่บรรณาธิการ แต่กว่าที่เขาจะมาเป็น ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างในปัจจุบัน เขาได้รับรางวัลทุนเรียนดีภูมิพล เรียนจบรัฐศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นเขาก็ได้ทุนการศึกษาจาก East West Center ไปเรียนต่อจนจบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจาก University of Hawai'i สหรัฐอเมริกา

     ไม่เพียงเท่านั้น วิทยานิพนธ์ในสาขาปรัชญา-ทฤษฎีการเมืองสันติวิธีเรื่อง The Nonviolent Prince ของเขายังถูกเสนอชื่อเพื่อพิจารณาให้รับรางวัล 1982 Council of Graduate Schools/University Microfilms, International Dissertation Award

     ราว 30 ปีก่อน เมื่อประสบความสำเร็จด้านการศึกษา ก้าวต่อไปคือชีวิตการทำงาน ไม่ว่ามองไปทางไหน คงไม่มีอาชีพใดเหมาะสมกับเขามากเกินไปกว่าเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการ และด้วยค่าประสบการณ์เกี่ยวกับปรัชญาการเมืองและแนวทางสันติวิธีที่สั่งสมมาจนเต็มภูมิ เขาจึงเลือกสอนหนังสือแก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเดิมซึ่งเคยฟูมฟักเขาให้กลายเป็นคนคุณภาพ

     "ผมเป็นอาจารย์ในวันนี้เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือตอน ม.ปลาย ก็มีคนบอกว่าผมอธิบายอะไรคนฟังพอจะเข้าใจ ก็น่าจะลองมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนแรกผมอยากจะทำงานกระทรวงต่างประเทศ แต่คิดว่าคงไม่สามารถเข้าไปในกระทรวงได้มั้งด้วยเหตุผลนานาชนิด พอมีคนชี้ทางเรื่องการเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ก็เริ่มสนใจ พอมาเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ก็ได้รับอิทธิพลจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ จันทรวงศ์ ท่านทำให้ผมเห็นว่าการเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาการเมืองมันน่าทึ่งมาก ผมก็หันมาสนใจ" ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

     ดร.ชัยวัฒน์ สอนวิชา 'ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมือง' ซึ่งน่าจะนับได้ว่าเป็นการสอนวิชาสันติวิธีในมหาวิทยาลัยของรัฐครั้งแรกในประเทศไทย

     เขาเล่าว่า ขณะเรียนและเริ่มทำงานตรงกับช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาพอดิบพอดี แนวคิดทางการเมืองจึงผลิดอกออกผลในสมองเขาเสมอมา

     "ผมเป็นอาจารย์ได้ไม่ถึงเดือนละมั้ง ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมก็ถือว่าได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์นั้น และผมโตมากับขบวนการนักศึกษา เพราะ 14 ตุลา ผมอยู่ปีสองที่ธรรมศาสตร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนต่อความคิดของผม ปัญหาต่างๆ มีอะไรบ้าง ทำให้ผมสนใจและตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับความรุนแรงเรื่อยมา"

     จากการสอนหนังสือค่อยๆ ขยับขยาย เขาเคยเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา และรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งเป็นนายกสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากบทบาททางวิชาการในรั้วแม่โดมแล้ว นอกมหาวิทยาลัยเขาคือบุคคลสำคัญเกี่ยวกับความสมานฉันท์ของประเทศไทย เขาเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เป็นคณะกรรมการแก้ไขความขัดแย้งกรณีท่อก๊าซยาดานา, เป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล, เป็นอดีตรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยเป็นนักวิจัย (Research Fellow) ของ Institute for Southeast Asian Studies (ISEAS), Singapore, ศาสตราจารย์รับเชิญ คณะรัฐศาสตร์  University of Hawai’I, และเคยเป็นศาสตราจารย์ประจำโครงการศึกษาสันติวิธีของ International University for People’s Peace (IUPIP), Rovereto, Italy

     นอกจากนั้น ดร.ชัยวัฒน์ ยังสวมหัวโขนอีกหลายใบ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลยังวนเวียนอยู่กับคำว่า "สมานฉันท์" อาทิ เป็นผู้อำนวยการโครงการจัดพิมพ์ คบไฟ, ผู้อำนวยการ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา, เป็นรองประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ เป็นต้น

     "ผมเชื่อว่าความรุนแรงเป็นปัญหาที่เอาชนะได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียนมันมีข้อสรุปสองสามอย่าง อย่างที่หนึ่งคือ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมจึงไม่มุ่งขจัดความขัดแย้ง ไม่เคยเลย แต่ผมคิดว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติ และทางออกจากความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องเผชิญกับความรุนแรง มันน่าจะมีทางเลือกอื่น และนั่นก็น่าจะเป็นสันติวิธี"

     แม้ระยะเวลาจะดำเนินมากว่า 30 ปีแล้ว เขาก็ยังมุมานะทำหน้าที่ "สร้างสันติ" อย่างเต็มกำลัง เพราะทุกวันนี้เขายังปรากฏกายต่อหน้าลูกศิษย์เพื่อสอนวิชา 'ปรัชญาการเมืองในศตวรรษที่ 21' และ 'สัมมนาการเมืองกับนวนิยาย' ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะเดียวกันนี้ด้วย

     และแทบจะเป็นของคู่กันระหว่างนักวิชาการกับการแสดงปาฐกถา ดร.ชัยวัฒน์ คือหนึ่งในองค์ปาฐกเกี่ยวกับสันติวิธีและความรุนแรงที่โดดเด่นที่สุด เขาเคยแสดงปาฐกถาทั้งในและต่างประเทศ ในปาฐกถาสำคัญของโลกหลายครั้ง เขาคือองค์ปาฐก !

     อาทิ แสดงปาฐกถาเรื่อง 'The Politics of Forgiveness.' A Gandhi Memorial Lecture organized by Gandhi Samirti Dashan Samiti ที่รัฐสภาอินเดีย กรุงนิวเดลฮี, 21 สิงหาคม 1993

     แสดงปาฐกถาเรื่อง  'The Silence of the Bullet Monument: From Dusun Nyor 1948 to “Kru-ze” 2004' ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 9  ที่ Northern Illinois University (Dekalb), 4-6 เมษายน 2005

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Transforming Terrorism with Muslims’ Nonviolent Alternatives?' ที่ University of Manchester Peace Lecture, 5 พฤษภาคม 2006

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Bejeweled Dialogue: Illuminating Deadly Conflicts in the Twenty-First Century' ในการประชุม Asian Pacific Peace Research Association (APPRA), National Dong Hwa University, Taiwan, 10 กันยายน 2009

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Overcoming Cultural Resistance to Non-Violence.' เป็น 2010 Peace Lecture, Dunedin Abrahamic Interfaith Group and Otago University Chaplaincy, University of Otago, 12 กรกฎาคม 2010

     เมื่อชื่อของ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ปรากฏในจุดประกายวรรณกรรม หากไม่เกี่ยวข้องกับวงวรรณกรรมคงไม่ได้ ทว่าชื่อนี้หาได้เพียงเกี่ยวข้องไม่ เพราะเขามีผลงานเขียนมากมาย ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ งานหลายชิ้นถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาอาหรับ อินโดนีเซีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งยังรับหน้าที่ทั้งในฐานะผู้เขียนและบรรณาธิการ ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นอายแห่งสันติภาพ สันติสุข สมานฉันท์ ยังคละคลุ้งในเนื้องานของเขาอย่างสม่ำเสมอ

     ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นเล่ม ในภาษาต่างประเทศ อาทิ

     Islam e Nonviolenza. (Trans. into Italian by Paolo De Stafani) (Torino: Edizioni Gruppo Abele, Novembre 1997)
     Agama dan Budaya Perdamaian (Religion and Peace Culture). (Translated into Bahasa Indonesia by Taufik Adnan Amal) (Yogyakarta: Forum kajian Budaya dan Agama, Pusat Studi Keamanan dan Perdamaian, University Gadjah Madah; Quaker International Affairs, 2001)
     The Life of This World: Negotiating Muslim Lives in Thai Society. (Singapore, New York: Marshall Cavendish, 2005)
     Essays of the Three Prophets: Nonviolence, Murder and Forgiveness (Dunedin: Dunedin Abrahamic Interfaith Group, University of Otago, 2011)

     สำหรับผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นเล่มในภาษาไทยล่าสุด ได้แก่

     ความรุนแรงกับการจัดการ "ความจริง": ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551)
     เป็นบรรณาธิการ แผ่นดินจินตนาการ : รัฐและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ (สำนักพิมพ์มติชน, 2551)
     เป็นบรรณาธิการ หมู่บ้าน...ไม่สงบ (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2553)
     เป็นบรรณาธิการ ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย (สำนักพิมพ์มติชน, 2553)
     สำหรับผลงานทั่วไปนอกวงวิชาการ ได้แก่
     งานแปล ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน (คบไฟ, 2544)
     ราวกับมีคำตอบ (สารคดี, 2547)
     มีกรอบไม่มีเส้น (สารคดี, 2547)
     ถึงเว้นไม่เห็นวรรค (สารคดี, 2547)

     เมื่อพิจารณาผลงานข้างต้น แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็น่าจะเข้มข้นพอให้มอบตำแหน่งนักเขียนคุณภาพที่ผลิตผลงานเพื่อสังคมได้อย่างต่อเนื่อง และอาจจะมากกว่านักเขียนหลายคนที่ส่งผลงานมาทีหายไปหลายที จนบางคนนั่งญาณไปถามเทพยดาแล้วว่ากำลังกินบุญเก่า...

     "งานเขียนส่วนมากเป็นงานทางวิชาการ แต่ก็มีงานนอกๆ อยู่บ้าง นานๆ ทีผมก็เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์บ้างเวลาที่ผมคิดว่าจำเป็น หรือมีประเด็นบางอย่างที่สังคมไทยควรจะคิด"

     ทำงานเพื่อสังคมมาก็หลายสิบปี มีผลงานคุณภาพก็มาก รางวี่รางวัลย่อมมาสู่ ดร.ชัยวัฒน์ เป็นธรรมดา สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งกำลังใจสำหรับการทำงาน และที่สำคัญ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพของเขา

     เมื่อปี 2541 เขาได้รับยกย่องเป็น ครูดีเด่น จากมูลนิธิ เอกิน เลาเกเซ่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

     ปี 2549 เป็นกีรติยาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ของสภาวิจัยแห่งชาติ

     ปัจจุบันเป็นเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

     และในปีนี้ (2555) ผลงานทางวรรณกรรมอันทรงคุณค่า แนวคิดอันดีงาม และมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีงาม รวมทั้งเป็นแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคม และมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนของเขาก็เข้าตา 'กองทุนศรีบูรพา' อย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ได้รับรางวัล 'ศรีบูรพา'

     ซึ่งเจ้าตัวก็น้อมรับรางวัลนี้พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า "ผมรู้สึกตกใจ รู้สึกแปลกใจ จริงๆ รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ เพราะความเข้าใจของผมก็คงเหมือนคนทั่วไป เพราะชื่อของศรีบูรพายิ่งใหญ่ ตัวผมเองก็เข้าใจว่าผมเป็นนักวิชาการธรรมดาคนหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่มั้งตั้งแต่ต้น แต่ทางกองทุนฯ เขาก็บอกว่า ใช่ เพราะรางวัลนี้ไม่ได้ให้กับนักเขียนอย่างเดียว ไม่ได้ให้กับนักหนังสือพิมพ์อย่างเดียว เขาให้ด้วยเหตุอื่น"

     พิธีมอบรางวัลศรีบูรพากำหนดขึ้นพร้อมกับงานวันนักเขียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2555

     วันนั้นเราอาจได้ฟังสุนทรกถาระดับโลกจาก ดร.ชัยวัฒน์ ก็เป็นได้

    ที่มา 

    กรุงเทพธุรกิจ 

    Life Style : Read & Write

    วันที่ 25 มีนาคม 2555  อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] 10 [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design